ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 12 : เซลฟี่กับน้องนะคะ

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 12 : เซลฟี่กับน้องนะคะ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 12 –

หมู่บ้านมอนเตรอสโซ อัล มาเร (Monterosso al Mare) คือหมู่บ้านแรกที่ไกลสุดใหญ่สุดซึ่งรถไฟพาผู้โดยสารมาลง มีถนนเกลี้ยงเกลากว้างสบายเลียบไปตามแนวชายฝั่งที่แลเห็นขอบฟ้าจรดขอบน้ำไกลลิบทางซ้ายมือ ส่วนฝั่งขวาคืออาคารร้านค้าบ้านใหญ่รวมทั้งไม้ยืนต้นเรียงกันไปเป็นระยะ แม้บางต้นจะเปลี่ยนสี กลายเป็นน้ำตาลแห้งอมส้ม หรือบางต้นเริ่มร่วงหล่นตามกันไป หากส่วนที่เขียวก็ยังเขียวแม้จะแซมคล้ำ

“เราเดินกันไปเรื่อยๆก่อนดีไหมโย” ปรายเอ่ยถาม

ความในใจของเขาเช้าวันนี้ เจ้าตัวมีที่ทางให้มันอยู่อย่างดีแล้ว ดังนั้นจึงผ่องแผ้วพร้อมพรักต่อสิ่งที่น้องรักไฝ่หา

ขณะที่เพื่อนของเขายังคงสงบเงียบ พาปู่ประธานก้าวเดิน แต่แรกก็เดินห่างๆ หากเพียงไม่กี่นาที ปู่ก็เกาะแขน ‘คนขับรถ’ อย่างจดจ่อเอาจริง

ถึงอย่างไร ปู่ก็ทิ้งเขาไม่ได้

ฝ่ายรุ่นสาวเยาว์วัยก็ไม่สนใจใครอื่น ยังคงชื่นมื่นอยู่เคียงข้างพลางประจ๋อประแจ๋

“พี่ไทขา เห็นบ้านขวามือนั่นไหมคะ น่ารักจุงเบย”

“บ้านเมื่อไหร่ โรงแรมตังหากล่ะน้องก้อ คนที่นี่ส่วนใหญ่ที่เขามีบ้านสวย เขาก็มักเอามาทำโฮมสเตย์ไงน้อง รับนักท่องเที่ยว” หนุ่มโบฮีเมียนนามโยธีผู้วันนี้สวมเสื้อตัวในลายพร้อย กางเกงเนื้อหนากลางเก่ากลางใหม่ ปะตามหน้าขาด้วยผ้าสีต่างๆรูปหัวใจ สวมทับด้วยเสื้อบุนวมเปิดอกสีเขียวเข้ม ท้วงขึ้น

พอไปกันได้กับ ‘น้องบน’ ผู้เดินพ้นปู่และย่าขึ้นไปเคียงคู่ข้างพี่ชายของสาวที่ตนเองก็เขม่นหมั่นไส้

พลางชี้ชวนถามไถ่ ด้วยแน่ใจว่า ‘มีคนมอง’

“ชื่อหมู่บ้านมอนเตรอสโซ อัล มาเรนี่ ได้ชื่อมาจากตระกูลผู้นำของเขาไงครับ” โยธีเดินพลาง เอียงตัวมาทางปู่และย่า พลางบรรยาย “พอดีครอบครัวนี้ ผมของก๊กเขาทั้งก๊กก็สีน้ำตาลอมแดงฮะ คนก็เลยพากันเรียกหมู่บ้านนี้ว่า มอนเต เด รอสซี่ แปลว่า ภูเขาของคนผมแดงครับ”

“หาดที่นี่ดีนะพี่ไทขา ยาวด้วยกว้างด้วย” น้องสาวผู้กำลังเล่าชี้ชวนให้คนข้างๆหันไปชม “พี่อยากถ่ายรูปก็ถ่ายได้นี่คะ”

ถนนสายงามพาเลียบสันเขาที่มีอ่าวกว้างวาดเว้า แลเห็นบ้านเรือนหมู่เล็กแสนชัดด้วยสีสวรรค์ มีน้ำกับฟ้าจรดกันอยู่ข้างกาย อากาศเย็นขึ้นกว่ามาครูซกลางเดือนกันยายนเกือบเท่าตัว

ถัดเข้าไปถึงด้านหลังถนนที่กำลังเดินเป็นเนินสูง แต่ด้านหน้าเรียบรายด้วยร้านค้าน่ารัก ทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ เบเกอรี่ ขายของที่ระลึก ร้านไอศกรีม ครั้นเลยออกไปจากชายหาด จะแลเห็นรูปสลัก ‘เนปจูน’ เทพเจ้าแห่งท้องทะเลสูงใหญ่ รวมทั้งหอคอย ตึกรามอันลดหลั่นด้วยสีสันฉูดฉาดผ่องใส ชวนสุขใจถ้วนหน้า

เพียงแต่จะไม่มีทิฐิมานะคอยบั่นทอน

“เดี๋ยวแวะทานกาแฟกับขนมที่ร้านนั่นสักนิดดีไหมฮะปู่” ปรายผู้เคยคึกคักแล้วเงียบไปชั่วครู่ด้วยอยู่ระหว่าง ’ทำใจ’ เอ่ยขึ้น กิริยาอาการเปลี่ยนจากเงียบขรึมกลายเป็นกระปรี้กระเปร่า

“ก็ได้” ปู่พยักหน้า มือที่เกาะแขนสมุทรไทเย็นเฉียบ…เย็นเพราะอากาศผสมกับความสั่นไหวที่กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ภายใน “ไทหิวกาแฟอีกไหม ขนมเขาดูน่ากินจังนะ บุญ”

ดังนั้น เมื่อเดินขึ้นเนินไปจนผ่านโรงแรมขวามือ กระทั่งถึงทางที่เริ่มสูงขึ้น ปรายก็ชวนทุกคนกลับลงมา แวะนั่งที่ร้านกาแฟ ตกแต่งทันสมัย มีหมู่เก้าอี้หน้าร้านให้นักท่องเที่ยวนั่งดื่มกิน พร้อมชมทัศนียภาพตระการตาที่น้ำกับฟ้าอันกว้างใหญ่จรดกัน ณ เบื้องโน้น

ยาเยียรีบนั่งชิดกับเพื่อนของพี่ชายเหมือนเดิม ฝ่ายบนฟ้านั่งติดกับโยธี ขนาบด้วยย่า ถัดไปเป็นปู่กับผู้ดูแลและน้องหญิงคนใหม่

แม้น้ำตาจะรื้นขึ้นไรๆเมื่อเหลือบไปมอง แต่ ‘น้องบน’ ก็แข็งใจ หันไปชวนโยธีคุย

อีกฝ่ายน่ะหรือจะไม่หรรษา

เขาผ่านผู้หญิงมาแล้วกี่คน…มิต้องนับ…จากวัยรุ่นเป็นต้นมา

รู้วิธีฝ่าฟันจนแทบจะได้เหรียญ

“อือ…สบายจริงๆนะไท” พึมพำเพียงเท่านี้ ทั้งยงยุทธ โยธีและน้องสาว ต่างก็ล่วงรู้

ปู่ติดชายที่ชื่อสมุทรไท

“กาแฟขนมของเขาไม่เลวเลยโย” ปรายเอาใจเพื่อนผู้มาใหม่เท่าเทียมกัน ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของผู้นำทางตลอดมา “คุณลุงชอบไหมครับที่นี่”

“ชอบซี่ปราย” ยงยุทธพยักหน้า เจ้าของร้านวางเก้าอี้เรียงกันไป ให้ทุกคนมองทะเลได้เต็มตา ชื่นชมน้ำและฟ้าคราพระอาทิตย์ฉายฉานซึ่งขณะนี้ 10 นาฬิกาเศษ “ไม่มีที่ไหนจะวิเศษไปกว่าหมู่บ้านทาสีลูกกวาดที่นี่อีกแล้ว”

“คือชาวประมงสมัยก่อนเขาคิดขึ้นมาเองไงพ่อว่าพอเขาออกไปในทะเลแล้วมองกลับมา เขาควรจะได้รู้ว่าบ้านเขาอยู่ตรงไหนไงล่ะ” โยธีบรรยาย

บนฟ้าเหลือบมองดวงหน้าคมสันที่มีจมูกโด่งรับกับคิ้วดำยาว…เขาคนนี้ก็น่าสนใจไม่เลวเช่นกัน

เพียงแต่ปรายเคยกระซิบกระซาบขำขัน

‘เสียแต่มันเจ้าชู้ เคยมีกิ๊กไม่รู้กี่คน’

ตอนนั้น หล่อนก็พลอยหัวเราะไปกับพี่ชาย

‘มันไม่เอาใครจริงหรอกน้อง’

“เขาก็เข้าใจคิดนะจ๊ะ” ย่าเพิ่งเอ่ยเป็นคำแรก

“ใช่ฮะ…เขาเข้าใจคิด…เพราะงั้นในเวลาต่อมาก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยกันมาดูหมู่บ้านสีลูกกวาดบนภูเขา จนยูเนสโกก็ต้องยอมยกให้ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก”

“คนก็เลยแห่กันมายกใหญ่…” ยาเยียสวมแว่นกันแดดแบบเก๋หันมาพยักหน้ากับสมุทรไท “พี่ไทอยากมีบ้านบนนั้นสักหลังไหมคะ”

“ก็น้องล่ะ อยากมีไหม” สมุทรไทสวมแว่นกันแดดเช่นกัน ดังนั้น แววตาใครเป็นอย่างไรจึงมิค่อยจะล่วงรู้

“อยากมี…น้องอยากมี…”

“ถ้ามีก็ขี้คร้านจะเบื่อ” พี่ชายของหล่อนว่า “เวลาดีๆก็ดีอยู่หรอก แต่เวลามีภัยธรรมชาติถึงจะรู้รสว่าลำบากแค่ไหนน่ะครับคุณปู่…เหมือนปี 2011 น้ำท่วมใหญ่ ถนนต้องปิดซ่อมอยู่ตั้งหลายปี”

“ฟังแล้วชักไม่อยากอยู่” ผู้เยาว์เปรยๆ

“เด็กคนนี้” ยงยุทธออกเสียงเอ็นดู “อยากไม่อยากสลับกันทุกวัน”

“พ่อน่ะ” อีกฝ่ายทำกระเง้ากระงอดพองาม

ชวนให้บนฟ้าใคร่ส่งไปให้สักหนึ่งผางแรงๆ

แต่คนนั่งข้างยาเยียมียิ้มนิดๆ มิรู้ว่าขำหรืออย่างไร ขำทำนองไหนไม่แจ้งชัด

แม้กระนั้นความอึดอัดปวดหัวอกก็แล่นขึ้นมา

เดินชมหมู่บ้านแรกด้านเหนือสุดจนพอใจแล้ว โยธีจึงพาทุกคนไปยังสถานีรถไฟ เดินทางย้อนกลับจนถึงหมู่บ้านที่สองที่มีนามว่า ‘แวร์นาซซา’ (Vernazza) หรือ ‘ไข่มุกแห่งชิงเคว แตร์เร’

“โอ้โฮ…สวยจริงๆว่ะ” ปรายอุทานเมื่อลงจากสถานีรถไฟแล้วเดินเข้าสู่หมู่บ้าน แลเห็นตึกรามหน้าแคบทรงสูง ทาสีฉูดฉาดจัดจ้า พริ้งพรายด้วยลายสีเหลี่ยมเล็กๆของประตูหน้าต่าง มีท่าเรือยื่นออกไป โบสถ์สวยหอระฆังสูงกับปราสาทโบราณช่วยให้หมู่บ้านงามสง่า มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็น ‘แลนด์มาร์ค’ น้ำทะเลเขียวสดงดงามลามหล่ออยู่กับหาดสั้นสีคล้ำที่มีเรือหลายสีจอดเรียงรายอยู่เป็นตับ

“แวร์นาซซ่านี่ผมว่าสุดยอดเลยครับคุณปู่คุณย่า” โยธีบรรยาย ตั้งใจว่ามาคราวนี้จะนำความรู้ที่เก็บเกี่ยวจากอิตาลีมาใช้ให้ถึงที่สุด “ผมว่าสวยกว่าทุกหมู่บ้านเลยจริงๆ…อ้อ…แต่คุณปู่คงทราบแล้วนะฮะว่า ชิงเคว แตร์เร่ นี้คืออะไร ชิงเคว แปลว่า ห้าครับ แตร์เร่ แปลว่า แผ่นดิน รวมแล้วคือ แผ่นดินทั้ง 5  แวร์นาซซ่า นี่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 โน่นฮะ”

“ไม่รู้หรอก…หรือใครบอกแล้ว แต่ก็จำไม่ได้”

“พี่โยอยู่อิตาลีกี่ปีเจ้าคะ” บนฟ้าก็เลยถาม เสียงใสดังไปทั่วให้คนที่เดินมาด้วยกันได้ยินถนัด

“หกปีขอรับ”

“ตั้งหกปี อะไรจะมากขนาดนั้นคะ” น้องบนคิกคักเสียงใส เอียงหน้าเข้าไปใกล้ผู้บรรยาย

แต่ปู่กระตุกมือสมุทรไทนิดหนึ่ง เชิงปลอบใจ

‘ดูมันไปพลางๆ’

หากชายหนุ่มเริ่มขวางนัยน์ตา

โยธีก็เลยพาเลี้ยวไปยังทางเดินเลียบข้างชายน้ำ ไปยืนดูหมู่ตึกสีอ่อนหวานบนหน้าผา

สมุทรไทจึงใช้เวลาที่มี ถ่ายภาพต่อจากเมื่อครู่ที่หมู่บ้านแรก จนยาเยียเข้ามาแทรกกลางอีกตามเคย

“พี่ต้องเซลฟี่กับน้องนะคะ”

เขาก็เลยตามใจ เซลฟี่กับเด็กสาวทันใดนั้นโดยไม่หันไปมองใคร ไม่สบตากับสตรีผู้มีนามว่าบนฟ้า…ผู้ที่บัดนี้…ที่ว่าเก่งกล้า แต่น้ำตาก็ร่วงลงมาจนแทบจะหันหลังให้ไม่ทัน

ย่าแทบจะสะกดความตื้นตันไว้มิได้ เอาแต่พึมพำ

“น้องบน”

แต่ปรายก็ยืนมือซุกกระเป๋ามองไปในน้ำกว้าง เอ่ยกับยงยุทธด้วยน้ำเสียงธรรมดา…เพียงเพื่อกลบความว้าวุ่นใจ

“คุณลุงไม่คิดจะส่งน้องเยียไปเรียนเมืองนอกหรอกหรือฮะ”

“ก็คิดอยู่เหมือนกันปราย แต่ส่วนใหญ่ลุงก็ตามใจลูก เขาเต็มใจอย่างไหนก็ให้เขาทำอย่างที่เขาชอบ”

“ถึงไงน้องก็ไม่ไป จะอยู่กับพ่อ พ่อไม่มีใครนี่นา ถึงมีน้องก็ไม่อนุมัติ”

“น้องเยียร้าย” ยงยุทธก็เลยบอกหัวเราะๆ

“ใช่..น้องร้าย…ใช่หรือเปล่าพี่โย บอกมาดีๆ” เด็กสาวถามไถ่พลางหัวเราะหัวใคร่

ปู่กับย่ามองหล่อนแล้วอ่อนเพลียในใจ

แค่น้องบนคนเดียวก็จะแย่อยู่แล้ว

หากก็นั่นแหละ…เพราะปรายหรือมิใช่ที่เริ่มรายการใหม่ของเขา

‘ปู่กับย่าต้องเข้าใจนะฮะว่า การทดสอบนี่สำคัญ ปู่ก็เคยบอกปรายไม่ใช่หรือว่า สุดยอดของการแก้ไขทุกเรื่อง ก็คือ ทำอย่างไรเราจะควบคุมเรื่องยากได้โดยไม่สับสน’

ดังนั้น การเดินทางคราวนี้ ปรายคือคนที่ริเริ่มทำเรื่องยากครั้งใหม่

 

Don`t copy text!