ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 16 : โบโลญญ่า

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 16 : โบโลญญ่า

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 16 –

ณ ที่จอดรถนี้เองที่เกิดขลุกขลักขึ้นด้วยความลืมรายละเอียดของผู้นำทาง

ดังนั้น เมื่อสมุทรไทพารถออกจากที่แล้วเคลื่อนต่อไปเพื่อผ่านไม้กั้นเก็บเงินหลังจากเสียบบัตรแต่ไม้ไม่ยอมยกขึ้นเปิดทางให้รถผ่าน สมุทรไทก็เลยต้องถอยรถกลับออกมาจากทางเข้า พอดีมีรถอีกคันขับมาต่อท้าย ก็เลยต้องพลอยถอยออกมาจอดคอยกระทั่งโยธีเปิดประตูลงไปถาม จึงได้ความว่า ต้องนำบัตรขึ้นไปเสียบที่เครื่องจ่ายเงินชั้นบนก่อน จ่ายเสร็จแล้วเครื่องจึงจะคืนบัตร แล้วจึงนำบัตรนั้นกลับมาเสียบที่เครื่องรับบัตรตรงทางออก เพียงเท่านั้นไม้ก็จะเปิดทางให้ผ่านไปได้

ผ่านไปด้วยความโล่งใจของทุกคน

โยธีก็เลยหันมาพนมมือ

“ขออภัยคุณปู่คุณย่าด้วยนะครับ คือผมไม่ได้มานานแล้วก็เลยหลงลืม”

ครั้นออกจากที่จอดใต้ถุนตึกมาได้จนเข้าสู่ไฮเวย์ ต้องผ่านด่านเข้าเมืองโบโลญญ่า ทั้งคนขับและคนนำทางต่างก็ต้องผจญกับความไม่รู้อีกครั้งเมื่ออ่านป้ายทางเข้าคำว่า ‘Tellepass’ แล้วไม่รู้ว่าหมายความถึง ต้องกดที่ปุ่มแดงตรงตู้ซ้ายมือข้างทางจะมีบัตรไหลออกมาเพื่อให้นักเดินทางนำบัตรนี้ไปเข้าเครื่องชำระเงินที่ด่านข้างหน้า

กว่าสมุทรไทจะถอยรถออกมาจอดข้างทาง แล้วโยธีลงไปส่งภาษากับคนขับรถบรรทุกที่บังเอิญมาจอดคอยใครสักคนอยู่ตรงนั้น จึงได้ความโดยละเอียดกลับมา

“เหนื่อยละซีโย” ปู่ก็เลยส่งเสียงปลอบใจ

นี่ถ้าเป็นวันก่อน…บนฟ้าก็คงหาญกล้าถามเขาบ้างเช่นกันว่าเหนื่อยหรือไม่ทำนองนั้น

แต่เมื่อเป็นวันนี้ วันที่ ‘พี่ไท’ เริ่มหายโกรธ หันมาปรนนิบัติหล่อนละมุนละไม จึงเก็บความย่ามใจเข้าลิ้นชัก

ไม่ทักไม่ถามไม่ทำให้เรื่องราวลุกลามไปสู่ความเข้าใจผิด

“เป็นความบกพร่องของผมเองแหละครับคุณปู่”

“โยชอบลุกลี้ลุกลนน่ะฮะ” เสียงยงยุทธดังจากข้างท้าย

มียาเยียเสริมความ

“พี่โยเห็นยังงี้ บางทีก็หลุดๆค่ะ” เสียงของหล่อนยังคงสดใส ไม่มีเค้าของความหึงหวงไม่พอใจใครให้คนในรถได้รู้สึก “ไม่เหมือนหนู หนูชอบละเอียดไม่ชอบหยาบ”

เอาละซี ปู่นึกในใจ เด็กนี่มันใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่

“โธ่เอ๊ยน้อง แม้กระทั่งคนอิตาเลียนยังบอกพี่เลยนี่นาว่าขับรถที่นี่ลำบากมาก” โยธีหันมา หลังจากได้บัตรชำระเงินที่ไหลออกจากเครื่องเรียบร้อยแล้ว มุ่งหน้าสู่เมืองโบโลญญ่า (Boloqna) จนกระทั่งถึงโรงแรมที่พักเกือบ 17 น.

สามสหายเป็นผู้ไปลงทะเบียนที่เคาน์เตอร์ โดยพนักงานชี้บอกให้นำรถข้ามถนนไปจอด ณ ที่จอดบนลานโล่งตรงข้าม ครั้นแล้วจึงตามกันขึ้นไปจนถึงชั้น 3 เข้าพักที่ห้องไม่ถึงกับใกล้กัน แต่อยู่ชั้นเดียวกัน

ปู่ย่ากับหลานสาวอยู่รวมกันเช่นเคยในห้องกว้างสบาย เตียงคู่ปู่กับย่าแอบอยู่มุมหนึ่ง โซฟาเบ้ดถูกดึงออกมากลายเป็นเตียงใหญ่ ตั้งผึ่งผายอยู่กลางห้อง พร้อมเตียงนอนอ่านหนังสือชิดผนังชวนให้หลานต้องอุทาน

“อูย…ห้องสบายอีกแล้วนะย่า…สบายไหมคะปู่”

ประธานเดินไปรูดม่านดูความเป็นไปในถนนเบื้องล่างอย่างรู้สึกผาสุก…

“ไทกับปรายอยู่ห้องไหนไม่รู้”

“เดี๋ยวหนูถาม” หากก็พอดีมีเสียงเคาะประตู

หนูน้อยของปู่ย่ารีบเดินไปเปิด จึงพบหน้าสองหนุ่ม

“พี่ไทพี่ปราย” แววนัยน์ตาที่ชั่วโมงก่อนค่อนข้างสลด เนื่องด้วยกำลังคิดมาก หากเมื่อถึงชั่วโมงนี้…ที่ตาได้พบตา หน้าประจันหน้า…จึงรู้ว่า ตนเองก็งอนไปอย่างนั้น

แท้จริงแล้ว…ไม่มีวันเปลี่ยนใจ

“ห้องน่าสบายจังฮะคุณปู่” บนฟ้าก็เลยดึงแขนเขามาคล้องไว้ พาไปถึงตัวปู่ผู้ขอนั่งพักสักครู่ จึงจะลงไปข้างล่าง ไปกินอาหารค่ำด้วยกัน

ปู่กับย่าตวัดนัยน์ตามองอาการของหลานรักแล้วเมินไปพร้อมยิ้มนิดๆในหน้า

“ไทอารมณ์ดีแล้วนะ” ปู่ถามไถ่อย่างใส่ใจทุกข์สุข “เห็นใจจังเรื่องขับรถทางไกล เสียงกูเกิ้ลก็ราวด์อะเบ๊าท์ๆอยู่นั่นแล้ว”

“คือมันมีวงเวียนตลอดเวลาไงครับ โดยเฉพาะทางในเมือง”

“ดี” ปรายว่า “มึงจะได้คล่องไง อีกหน่อยพาน้องเยียไปทัวร์จะได้ไม่หลง”

“พี่ปราย” น้องสาวแหวเสียงเขียว “อย่ามายั่วหนูนะ”

“น่า-า-า…น้องก้อ…มึงว่าน้องกูเยอะไปหรือเปล่า ถ้าเยอะไปละก็ กูอนุญาตให้เฆี่ยนได้”

สมุทรไทก็เลยหัวเราะ แววตาเป็นประกายตรึงใจปู่

“พี่ไท” อีกฝ่ายกำลังคลอเคลียอยู่กับบ่าชายหนุ่มต่อหน้าปู่ย่าและพี่ชาย ด้วยถือว่าเปลือยหัวใจทั้งดวงให้ญาติๆทั้งหลายรับรู้ “ห้ามยิ้มกับใครนอกจากหนูรู้ไหม”

“นั่นไง ว่าแล้ว” ปรายร้อง “แค่ได้ยินก็ยังหิวเลย…หิวแล้วโว้ย…ไปไป…เดี๋ยวปู่ย่าเป็นลม”

แต่น้องสาวคิกคัก กอดแขนชายหนุ่มแน่นจนปรายว่า

“มึงชักจะขายดีกว่ากูแล้วซีเนี่ย”

ปู่กับย่าก็เลยขำกับอารมณ์สำราญยามค่ำของสองหลาน

โบโลญญ่าเป็นเมืองใหญ่ เมืองแห่งสถาปัตยกรรมยุคโบราณนับแต่สมัย 1000 ปีก่อนคริสตกาลเรื่อยลงมา นามเดิม เรียกกันว่า ‘เฟลสินา’ (Felsina) ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็น ‘โบโนเนีย’ (Bononia) แล้วกลายมาเป็นโบโลญญ่า เคยมีชาวโรมันเป็นผู้ปกครอง หากก็ถูกรุกรานโดยชนเผ่าต่างๆจนกระทั่งท้ายที่สุดเมื่อถึงศตวรรษที่ 11 โบโลญญ่าก็สามารถปกครองตนเองได้สำเร็จ ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของยุโรป เมื่อ ค.ศ.1088 (พ.ศ.1631) จึงเป็นเมืองที่มีนักศึกษาจำนวนมากเดินทางมาเล่าเรียนกันไม่ขาดสาย จนต้องก่อสร้างอาคารและหอคอยสูงใหญ่ทั่วเมืองราว 180 แห่ง ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงสิบกว่าแห่ง มหาวิทยาลัยได้รับการขยับขยายออกไป จนกว้างขวางใหญ่โต ใน ค.ศ.1506 (พ.ศ.2049) แต่ต่อมาอีก 300 ปี นโปเลียนก็ยาตราทัพเข้ายึดครองโบโลญญา หากก็เพียงระยะเวลาอันสั้นจนกระทั่งโบโลญญ่าถูกรวมเข้าด้วยกันกับเมืองอื่น กลายเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลี แม้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เขตอุตสาหกรรมจะถูกระเบิดทำลายจนเสียหายหนัก หากในเขตเมืองเก่าที่ทุกคนกำลังเดินกันอย่างสบายๆในเช้าวันใหม่นี้ก็สามารถรอดพ้นถูกโจมตีมาได้

ยาเยียยังคงเข้ามาเคียงใกล้เพื่อนของพี่ชาย ถามเสียงใสหวานอย่างไม่ใส่ใจหูคนฟัง

“พี่ไทขา…พี่ว่าทางที่เราเดินอยู่นี่เหมือนที่ไหนในบ้านเราไหมคะ”

ชายหนุ่มก็เลยพลอยพิจารณาโค้งทางเดินที่พาทุกคนมาตามเส้นทางจากโรงแรมที่ดูเหมือนจะอยู่ปลายถนนสายหลักอันเรียงรายด้วยร้านค้า ร้านอาหาร คาเฟ่น่ารักภายใต้โค้งหลังคาตึกอันเป็นทางยาวไกลให้ได้เดินทอดน่องทั้งซื้อสินค้า แวะจิบกาแฟที่คุ้มได้ทั้งลมฝนหิมะ

“เหมือนฮะ”

“เหมือนที่ไหนหรือคะ” เด็กช่างถามไถ่เอ่ยต่อ

ถ้าเป็นกีฬาสู้วัวก็คงทั้งล่อทั้งชน เนื่องด้วย ‘อย่าให้ถึงตาเผลอ’

เผลอเมื่อไร หล่อนจะแทรกเข้ามาทางซ้ายของเขา ระหว่างเขากับปราย

“ก็เหมือนถนนบำรุงเมืองสมัยก่อนไงน้อง”

“ใช่เลย” น้องชูนิ้วพร้อมยิ้มร่า “เขาเรียกว่า Portico นะเจ้าคะ”

“พี่ยังไม่เคยรู้เลยว่าโค้งทางเดินนี่เขาเรียกพอร์ทิโก” อีกฝ่ายตีหน้าตาย

น้องก็เลยเผียะเบาๆ ที่แขน…อย่างไม่ถือสาใดๆ

สายตาใครคนหนึ่งผู้คอยจ้องจับจึงวาวขึ้นเป็นพักๆ แม้เพียรกักน้ำตาเพียงไร ก็ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ

ย่าก็เลยบีบแขนหลานเบาๆ

ถนน Via dell’Indipendenza ที่กำลังเดินกันมาช้าๆนี้ พาผ่านโบสถ์ใหญ่นามว่าโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ที่อยู่ตรงข้าม รวมทั้งหอระฆังสูงลิบที่มีผู้คนมายืนต่อแถวเข้าคิวขึ้นไปบนยอดที่สามารถแลเห็นทิวทัศน์ทั่วทั้งเมือง โค้งทางเดินช่วยให้ไม่หนาวเกินควร นัยว่าโค้งทางที่ขนาบไปกับถนนสายนี้ยาวประมาณกว่า 1 กิโลเมตร แต่ปู่กับย่าก็ค่อยๆก้าวตามหนุ่มสาวไปโดยไม่บ่นเมื่อยหรือเหนื่อย เพราะอาคารอันเป็นสถาปัตยกรรมโบราณฟากตรงข้ามก็ชวนให้มองแล้วชมเล่าโดยไม่เบื่อ

เสียงโยธีเล่าให้ฟังดังพอจะได้ยินกันถ้วนทั่ว

“พอร์ทิโกนี่สร้างตั้งแต่ยุคกลางนะครับคุณปู่ นั่นก็เพราะมีนักศึกษามาเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองนี้มากขึ้นเรื่อยๆไงฮะ เขาก็เลยคิดหาทางใหม่ เอี่ยมขึ้นมาคือสร้างตึกให้เลยออกมาคลุมโค้งทางเดินบนทางเท้าเสียเลย ทำให้ได้ซุ้มโปร่งๆยาวไปทั้งเมืองแบบมีคลาสด้วยสะดวกสบายด้วย ช่วยเด็กๆให้เดินกันง่ายขึ้นอีกเพราะท้ายที่สุดก็กลายเป็นเมืองมหาวิทยาลัย”

“เขาเข้าใจคิดดีมาก” ปู่ก็เลยหันมาบอกกล่าว ทั้งๆภายในใจ กำลังอยู่ไม่เป็นสุข

เด็กคนนั้นก็ช่างจุ๊กจิ๊กกับชายหนุ่มผู้ยังคงคอยระแวดระวัง เดินไปข้างๆปู่ตลอดเวลา ได้ยินเสียงเขาตอบคำถามของหล่อนเป็นระยะ ถี่จนไม่อยากเหลือบไปทางหลานผู้บัดนี้ค่อนข้างเงียบ

คงเริ่มทำตามคำแนะนำของย่าละกระมัง

ต่อจากนี้ไปอาจไม่กล้าดื้ออีกแล้วก็ได้ เมื่อมาพบคนจริงกว่า ‘ร้ายกว่า’

ในที่สุดก็ถึงจัตุรัส Piazza Maqqiore มีน้ำพุโดดเด่นอยู่กลางลาน เทพเจ้าเนปจูนถือตรีศูล รายล้อมด้วยนางเงือกในทีท่าอีโรติค นัยว่าเป็นน้ำพุที่ปลุกอารมณ์ให้โลดแล่นที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี

โยธีก็เลยชวนปู่ย่าให้นั่งพักที่โต๊ะเก้าอี้หน้าร้าน ซึ่งยังไม่เปิดทำการ มองดูหมู่คนที่ส่วนมากสูงวัยในเสื้อหนาว มาเข้าโบสถ์กันเต็มลานพร้อมนักท่องเที่ยวแห่งฤดูใบไม้ร่วงที่มิค่อยจะมากสักเท่าไร

สมุทรไทก็ได้แต่เลื่อนเก้าอี้ให้ปู่ย่าและหญิงสาวนั่ง…แต่หล่อนก็ยังคงยืนนิ่งไม่มองหน้า

 

Don`t copy text!