ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 20 : สมัยของเขา สมัยของเรา

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 20 : สมัยของเขา สมัยของเรา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 20 –

ซื้อของเสร็จสิ้นจึงเดินกลับที่พัก ยาเยียเตรียมกุลีกุจอจะช่วยหิ้ว แต่ปรายและสมุทรไทรวมทั้งพี่ชายต่างก็ช่วยกันบรรจุของลงถุงผ้าคนละถุงสองถุงจนน้องสาวเดินตัวปลิว

“น้ำนี่ซื้อเท่าไหร่ก็ไม่พอ” โยธีเอ่ยดังๆเมื่อเดินตามกันกลับท่ามกลางอากาศเย็นที่อุณหภูมิลดต่ำลงเป็นลำดับ

ยาเยียคล้องแขนสมุทรไทตามใจตน จนชายหนุ่มได้แต่นึกว่า…นี่มันอะไรกันหนอ จึงช่างพอเหมาะพอดีว่าทริปนี้ต้องมีสองหญิงมาชิงกันทำให้เรื่องราวปานปลาย

แทนที่จะมีเพียง ยืนหนึ่ง ยืนอยู่เพียงลำพัง แต่อบอุ่นด้วยเพศชาย

ไม่ต้องแข่งดีเอาเด่นกับใคร ก็กินไปแล้วตั้งครึ่งค่อน

หากเสียงอ่อนหวานของหล่อนก็ดังขึ้น

“พ่อขา…กลับจากอิตาลีแล้วเราจัดเลี้ยงใหญ่ดีไหมพ่อ เชิญพี่ปรายพี่ไท พี่ปัน พี่ปุญ คุณพ่อคุณแม่ไปทานอาหารค่ำที่บ้านเรา รับรองว่า น้องจะหาแคเทอริ่งอย่างเยี่ยมมาจัดซิทดาวน์ ดินเน่อร์ให้เพียบเลยละ…ดีไหมพ่อขา พี่โยล่ะ ว่าไง”

“ก็ดีเหมือนกัน” พี่ชายกับบิดาไม่เคยไม่เห็นด้วยกับยาเยีย ทั้งคู่มีแต่พยักหน้าว่ากระไรว่าตามกัน

“น้องกะจะเสี่ยงพวงมาลัยแล้วละซีเนี่ย ปรายโพล่งขึ้นมาทันที หากก็แกมหัวเราะเหมือนหยอกยั่ว

“พี่ปรายรู้ได้ไง” อีกฝ่ายยิ้มพรายพลางเอียงใบหน้าแนบกับไหล่ชายที่กำลังหิ้วของทั้งสองข้าง ในที่สุดจึงต้องบอก

“น้องครับ พี่เดินไม่ถนัดนะฮะ เดี๋ยวก็เลยชวนกันหกล้มไม่รู้ด้วย”

“ถ้างั้นน้องช่วย”

“ไม่ต้องก็ได้ฮะ” เขารีบปฏิเสธด้วยแลเห็นปรายเหลียวมามอง

ครั้นถึงห้องพักจึงค่อยโล่งอก ต่างก็นำของที่ซื้อมาเก็บเข้าตู้เย็น

เมื่อมองไปยังประตูที่อยู่ข้างซ้าย ก็แลเห็นว่าปิดเงียบ

ครู่ต่อมา ต่างก็ผลัดกันเข้าห้องอาบน้ำ เอนตัวลงพักผ่อน เตรียมหลับสนิทในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

แต่ปรายเอ่ยดังท่ามกลางความมืด

“เออนี่ไท…อยากถามอะไรหน่อย”

“ว่ามา”

“มึงนึกยังไงกะน้องเยียมั่งไหมวะ”

“ไม่นึก”

“อะฮ้าาา-จริงอ่ะ เห็นสีเสียดเสียดสีกันจนกูเองยังกลัวตัวมึงจะลุกเป็นไฟเลยว่ะ”

“จะเป็นไรไป ก็กูมีเสื้อกันไฟอยู่แล้ว”

ประโยคของเขาชวนให้เพื่อนต้องเผยอตัวจากเตียงลุกมาทุบหัวเบาๆ

“มึงนี่ร้ายนะ น้องเยียคงไม่รู้ว่ามึงร้าย”

 

“โยเกิร์ตที่นี่เขาเหนียวดีนะคะพี่ไท” บนฟ้าหันมาบอกเขาขณะกินอาหารเช้าด้วยกัน โดยสามหนุ่มชวนกันจำแลงแปลงกายเป็นพ่อครัวใหญ่ ทอดไข่ดาว เบคอน แฮม ปิ้งขนมปังคนละไม้ละมือมาบริการปู่ย่าผู้ที่เช้านี้มีสีหน้าแย้มยิ้มพริ้มพราย

เมื่อคืน ก่อนจะหลับ ปู่เลยสำทับกับหลานสาว

พรุ่งนี้เช้า หนูต้องทำอารมณ์ให้ดี พูดจากับเขาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ยังงั้นที่เราเสียเงินมาเที่ยวนี้ นอกจากไม่ได้อะไรคืนมา ก็จะเหมือนเอาเงินมาซื้อเชื้อโรคกลับไป

“เหนียวดี รสก็ดีมาก น้องชอบหรือฮะ” ชายหนุ่มก็เลยถามหล่อนเต็มเสียง “แบล็ค เคอร์เร้นท์ ถ้าชอบก็มีอีกนะ ทานอีกได้ สองกล่องเลยไหม” ว่าพลางเขาก็ทำท่าจะลุกขึ้น

“ไม่ค่ะ พอค่ะ อิ่มพอดีเลย เบคอนของเขาก็อร่อยมาก…ไส้กรอกก็นุ้มนุ่ม…พี่ไทล่ะคะชอบไหม”

“ฮะ…เอื๊อก” เสียงปรายขัดขึ้นพร้อมแยกริมฝีปากเห็นฟันขาวทันทีที่สีหน้าเพื่อนเริ่มระเรื่อเจือเลือดฝาด

“ก็ทราบน่ะซีว่าน้องชอบ เลยช่วยคุณลุงเลือก”

ยงยุทธแค่ยิ้มๆ เหลือบมองลูกสาวเห็นปกติดี ก็โล่งอก

มิหนำซ้ำยังมีแก่ใจโต้ตอบ

“เมื่อคืน อากาศดี๊ดีค่ะพี่บน กลางคืนนี่ดีมาก…นะคะ…พี่ไท…เดินสบ๊ายสบาย น้องชอบมากเลยอิตาลี”

“เดี๋ยวน้องไปเจอเวนิสเข้าก็จะเพ้อกว่านี้นะจ๊ะ” โยธีว่า

ย่ากินพลางมองเลยไปยังสาวน้อยผู้มีท่าทางถ้อยทีถ้อยตอบสนอง…แม้จะข้องใจเพียงไรก็ยังต้องนึกชม

มิรู้ว่าอบรมกันมาทำนองไหน จึงเก่งกาจปราดเปรียว ปล่อยเดี่ยวได้ ไม่มีแพ้ผู้ใด

ไม่เหมือนหลานเราเลยแม้สักน้อย…เพียงแต่ต้องคอยดูไปว่า นับแต่นี้ จะท่าดีทีเหลวอีกหรือไม่

ย่าเองก็เริ่มจะค่อยๆรู้ขึ้นมาแล้วทีละนิด…ว่า…ผิดที่ใคร

จะเป็นผู้ใดใครอื่นไปมิได้ นอกจากทุกคนในครอบครัว

เมื่อคืน…ปู่จึงทิ้งท้ายก่อนหลานเดินกลับไปยังเตียงของหล่อน

อย่าลืมที่ปู่สอนล่ะลูก พรุ่งนี้หนูต้องเข้าสอบแล้วนะ

ดังนั้น เมื่อถึง 9 นาฬิกา ได้เวลาเดินทาง ปู่ย่าจึงแลเห็นเรือนร่างหนึ่งเดียวของทุกคนตั้งตรง ลำคอระหงทรงสวยในเสื้อคลุมหนังขลิบแดงตัวเก่าเข้ากับกางเกงขนสัตว์ขาลีบสีเทากับบู๊ตแดงงามเงาเดินตาม คนขับรถ ผู้ที่วันนี้ไม่ขับแล้ว คอยระวังระไวจำเพาะปู่ย่าให้คลาดแคล้วโพยภัย มีหวานตาหวานใจตามติด

ผิวหน้าของเขาเช้านี้จึงผิดไปจากวันวาน

ไม่ดูหวานอมขมกลืนเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย

“พี่ไทขา” เสียงยาเยียยังคงดัง เคยลากเสียงราวระฆังแก้วประมาณไหน วันนี้ก็ยังเช่นนั้น แม้ซ้ายมือเขาที่วัยเยาว์เยแทรกเข้ามา หากวันนี้มีเจนวายแก่กว่ากลับมาเสียดไหล่กับเขาหน้าตาเฉยก็ไม่ทำให้อีกฝ่ายคลายความคุ้นเคยลงไป “เมื่อคืนสนุ๊กสนุกนะคะ”

ทิ้งให้คิดเสียอย่างนั้น

อากาศทวีความเย็นกว่าวันก่อน…แสงอ่อนๆส่องสาดทั่วซอย พาไปสู่สถานีรถบัสที่มายืนดูเมื่อวาน ซื้อบัตรโดยสารแล้วขึ้นนั่ง

ปรายใช้ความว่องไวของตนเองให้เป็นประโยชน์ โดยจัดให้สมุทรไทนั่งกับปู่ น้องหนูเล็กๆนั่งกับย่า ตัวเขานั่งกับโยธี ยงยุทธจึงมีลูกสาวเคียงข้าง

เพื่อนเจ้าชู้ได้แต่หันมาหรี่ตา…อย่างรู้ท่ากันและกันขณะรถเริ่มแล่นออกจากที่ พาผู้โดยสารซึ่งส่วนใหญ่คือนักท่องเที่ยวข้ามฟากจากแผ่นดินใหญ่ริมทะเลสาบของฝั่งทะเลอาเดรียติคแห่งแคว้นเวเนโต (Veneto) ไปสู่เกาะใหญ่ยอดนิยมซึ่งตั้งอยู่กลางพื้นที่กว้างราว 5 ตารางกิโลเมตร ท่ามกลางลำคลองที่นับแทบไม่ถ้วน ล้วนแล้วด้วยสะพานน้อยใหญ่ กว่า 400 สะพานเชื่อมฝั่งกับฝั่งให้ผู้คนไปมาโดยสะดวก เนื่องจากไม่มีรถแม้แต่คันเดียวตามถนนหนทาง นอกจากเรือโดยสารที่เรียกว่าวาปอเร็ตโต (Vaporretto) กับเรืออนโลา (Gondola) สำหรับบริการผู้ที่ข้ามมาชมทัศนียภาพอันงดงามลือเลื่องโดยมีกอนโดลา ต่อด้วยไม้ทาสีดำมันพร้อมคนกรรเชียงพาลัดเลาะไปตามคลองเล็กและคลองใหญ่ที่ผ่านใจกลางเมืองอันเรียกว่า คานาเล่ กรันเด (Canale Grande) หรือ แกรนด์ คาแนล (Grand Canal)

“เวนิสมันสวยยังงี้เองนี่เล่า” ปรายพึมพำขณะไล่สายตามองทั้งสองฟากที่บัสกำลังวิ่ง โดยบัสอยู่กลาง ขนาบสองข้างด้วยรถไฟและรถยนต์ไม่ปนกัน

พาไปสู่ท่าเรือที่ต้องซื้อบัตรโดยสารจากห้องขายบัตร ราคาคนละ 7 ยูโร

สมุทรไทยังคงจับแขนปู่ไว้ข้างหนึ่ง มีบนฟ้าจับอีกข้าง ขนาบด้วยย่า ปรายจึงเดินตามมาข้างหลัง กันไม่ให้ยาเยียมีโอกาสแทรกกลาง

“น้องมานี่ มาคล้องแขนกับพี่ดีกว่า”

พ่อกับพี่ชายมิว่ากระไร

โยธีกลับพยักหน้า

“ไปไป๊ ไปเดินกับพี่ปราย”

รุ่นสาวก็เลยคล้องแขนปรายฉับพลัน

“น่าน-น…มันต้องยังงี้” พี่คนที่สามของน้องบนทำตนเป็นแผงกันไฟ

อย่างน้อยในยามนี้ที่ทุกคนอยากมีชีวีเป็นสุขจะได้มิต้องขุกเข็นกับเลศเล่ห์สิเน่หาจากแรงนารี

เขาจึงกระชับเอาแขนของยาเยียเข้ามา ดุจดังคว้าได้ไออุ่นอย่างวิเศษ

“น้อเยีย” โยธีหันมาบอก “เดี๋ยวน้องก็จะรู้ว่าเวนิสนี่มีดีขนาดไหน…มาแล้วใครๆก็อยากมาอีก…ดีไม่ดีน้องจะเปลี่ยนใจมาเรียนด้วยก็ได้นาน้องนา”

แต่ยาเยียกำลังสนใจมองปทางชายหนุ่มผู้บัดนี้มีปู่และสาวงามขนาบข้าง

“พี่ไทขา…นั่นพี่กะจะไม่ปล่อยเลยหรือคะ”

คราวนี้ ปู่ก็ถึงแก่สะดุ้งเหมือนกัน

หากเมื่อได้ยินเสียงคิกคักตามมา ก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ

สงสัย สมัยของเรา คงล่วงลับ

เหลือแต่ สมัยของเขา…ของคนรุ่นใหม่

น้องบนก็เลยกอดแขนพี่ไทแน่นขึ้นอีกเท่าตัว ขณะที่ปู่ยิ้มในหน้า กระซิบเบาๆ

“ขอให้ปู่อายุเท่าไหน่อยเถอะน่า…ไทก็ไทละ…หากลัวไม่”

สมุทรไทก็เลยหันไปยิ้มเต็มๆ…ให้ปู่

 

Don`t copy text!