ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 21 : ยกที่หนึ่ง

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 21 : ยกที่หนึ่ง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 21 –

แท้จริงแล้ว เขาเองก็ตั้งใจ…

ตั้งใจว่า มาเที่ยวคราวนี้จะขอเก็บเกี่ยวความตรึงตราทั้งกายและใจให้เต็มที่อย่างปรีเปรมด้วยความเกษมสุขหรรษาในทุกตารางเวลาและตารางเมตรของทุกแห่งหนที่ดั้นด้นไปถึง ถ่ายรูปถ่ายคลิปบ้านเมืองอันชวนตื่นตะลึง ตลอดทางที่เรือโดยสารพาลอดใต้สะพานผ่านไปถึงท่าสำคัญคือซาน มาร์โค (San Marco) อันลือนาม ด้วยว่าคือปลายทางของทุกชีวิตที่มุ่งมาเวนิสจะต้องมาขึ้นฝั่งที่นี่ ชีวิตชีวาจึงเริ่มย้อนกลับ

ครั้นแล้วจึงต่างก็ถูกปลุกด้วยสีสันอันเรืองรองด้วยทั้งคลองและเรือ รวมทั้งตึกรามอันคือสถาปัตยกรรมหลายยุคสมัยที่เก่าแก่ แต่จับใจทุกชั้นชนให้สุดแสนเพ้อพะวงหลงรัก ด้วยประจักษ์ในคุณค่า

“เมื่อก่อน กอนโดล่ามีหลายสีนะปราย” โยธีบอกกล่าวเจ้าของทัวร์ แต่ไม่เลยมาถึงสมุทรไท เนื่องด้วยรู้ดี…เพื่อนมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั่วโลก “แต่ราวๆสี่ร้อยกว่าปีที่แล้ว สภาเมืองก็ลงมติให้เรือทุกลำทาสีดำ เพื่อยุติปัญหาทาสีกับแต่งเรืออวดร่ำอวดรวยแข่งกัน อีกอย่างก็เพื่อให้เหมาะกับเมืองเก่าอย่างเวนิส”

ทุกคนในคณะของปรายไม่เคยมาอิตาลี แต่ยงยุทธและยาเยียเคยมาหนหนึ่ง หากก็มาไม่ถึงเวนิส จึงพลอยตื่นใจตื่นตาเมื่อขึ้นจากท่าแล้วพากันเดินเลียบร้านค้าหลากหลายอันรายเรียงกันอยู่บนถนนซอย พาไปสู่จตุรัสซาน มาร์โค (Piazza San Marco) ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็น ‘ห้องรับแขกที่สวยที่สุดของโลก’

นั่นก็เนื่องด้วยภาพตรงหน้าคือมหาวิหารเซนต์ มาร์ค อันงดงามราวปราสาทราชฐานแห่งสรวงสวรรค์ ด้วยศิลปะทั้งโรมัน บีแซนไทน์ โกธิค เรอเนซอง บารอค ควรคู่กับพระราชวังดูคาเล (Palazzo Ducale) สีชมพูที่อยู่ด้านข้าง

ไม่มีใครเปล่งคำใดออกมา ด้วยว่าสายตาทุกคู่มัวแต่จับจ้องมองสถาปัตยกรรมตรงหน้าเพลินอยู่ ดูราวกับพริบตาเดียวก็เหาะเหินเดินอากาศมาถึง มาติดตรึงอยู่บนลานกว้างอันคลาคล่ำด้วยผู้คนจากทุกหนแห่งทั่วโลกา มาตะลึงงงหลงละเมอจนแทบจะเพ้อหา สมุทรไทได้แต่หันกล้องของเขาอยู่ไปมา

“ไม่เคยเห็นมหาวิหารอะไรสวยขนาดนี้มาก่อน” ยงยุทธเอ่ยขึ้นพลางหันมาทางปู่ “ทั้งมหาวิหารพระราชวังที่นี่เยี่ยมมากนะครับคุณปู่”

ผู้อาวุโสทั้งสองได้แต่พยักหน้าพลางพึมพำ

“ของเขาสวยจริงๆ”

“สวยเลิศเลยนะคะพี่ไทขา” เสียงยาเยียดังอยู่ข้างหลังชายหนุ่ม “ไม่รู้ข้างในจะประเสริฐสักแค่ไหน”

โยธีก็เลยร่อนนิ้วหัวแม่มือมาตรงหน้าบนฟ้า

แต่หญิงสาวเช้านี้ไม่สนองตอบไมตรีของอีกฝ่ายเมื่อนึกขึ้นได้ว่า เราคือ ‘คนพิเศษ’ ของชายผู้นี้…ชายผู้ที่หล่อนคล้องแขนเขากระชับไว้

จะไม่ยอมให้เขาหลุดจากมือไปได้

จะไม่ยอมให้เด็กจริตไวมาแย่งเขาไปโดยเด็ดขาด

“พี่ไท” หล่อนก็เลยพึมพำเรียกชื่อเขา

ครั้นเขาหันมา จึงส่งสายตาหวานฉ่ำเข้าใส่ อย่างน้อยถ้าเด็กคนนั้นมองมา ก็จะได้แลเห็นความในใจอันหยาดเยิ้มของหญิงที่รักพี่ไท

จะได้แลเห็นเลยไปถึงสายใจของเขาที่ส่งมาพันและผูกไว้กับหล่อน

“เดี๋ยวน้องบนจะตกตะลึงถ้าเข้าไปในพระราชวังที่เดี๋ยวนี้กลายเป็นพิพิธภัณท์สำคัญของชาติไปแล้วน่ะน้อง” โยธียังคงหันมาบอกหล่อนโดยไม่สนใจว่ากำลังเกาะควงอยู่กับใคร ด้วยเป็นผู้คุ้นเคยกับการสร้างไมตรีกับนารีถ้วนหน้า…อีกอย่าง ‘ทาง’ ของเขาก็กว้างเสมอ ไม่มีตัน เตรียมพร้อมฉับพลันสำหรับโลกยุคใหม่ที่ช่วยให้ก้าวไปอย่างเสรี ไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับสิ่งใด “ว่าแต่น้องชอบชมพิพิธภัณท์หรือเปล่าเท่านั้นแหละครับ”

“ชอบค่ะ” บนฟ้าตอบเต็มเสียง

“หรือคะ” ยาเยียเอี้ยวตัวมาขณะเดินเรียงหน้าฝ่ากลุ่มชนตรงไปยังประตูพระราชวังอันเป็นทางเข้าพิพิธภัณท์ที่แลเห็นคนกำลังต่อคิวยาว “นี่น้องแปลกใจเลยนะคะที่รู้ว่าพี่ชอบพิพิธภัณท์ นึกว่าจะชอบแต่กระเป๋ารองเท้าแบรนด์เนมที่พี่ใช้แล้วเหมาะกับพี่แค่นั้นซะอีก”

เลือดฉีดปรี๊ดขึ้นถึงหัวสมองน้องบนฉับพลันในวาจาที่ฟังแล้วรู้ว่ายอกย้อน ด้วยมันซ้อนกับเย้ยหยัน

แต่ปรายตัดบททันใด

“มึงจองไว้หมดแล้วใช่ไหมโย”

โยธีจองบัตรอย่าง ‘แพคเกจ’ คนละ 19 ยูโร ผู้สูงอายุคนละ 13 ยูโร เข้าชมพิพิธภัณท์บริเวณจตุรัสได้สี่แห่ง

“ใช่…เข้าได้เลย ไม่ต้องรอคิวอะไรนั่นหรอก”

ชายหนุ่มจึงพาปู่ขึ้นบันไดไปจนเข้าประตู…ไปสู่ห้องแรกที่เพียงแลเห็นก็ตื่นตะลึงด้วยภาพเขียนชั้นเยี่ยม ตกแต่งทั้งเพดานและผนังอย่างหรูหราคลาสสิค แสดงให้เห็นห้องทำงาน ห้องประชุม ห้องพักผ่อนของ ‘โดเจ’ ผู้ครองนครสมัยกระโน้นได้อย่างจับจิตจับใจไม่รู้ลืม

นับเป็นสถาปัตยกรรมชั้นเยียมที่นำศิลปะบีแซนไทน์ โกธิค เรอเนซองและบารอคมาผสมผสานกัน เป็นที่รวมผลงานของศิลปินชั้นเลิศของโลก

“อื้อฮือ…ของเขาหรูหราจังเลยนะไท ตาลายไปหมด สวยจนตาลาย” ปู่บอกสมุทรไทเบาๆ

โยธีได้ยินจึงหันมา เล่าขานคร่าวๆพอให้ทุกคนที่ไม่เคยรู้ได้รู้

“วังนี่มีถึงสามชั้นนะครับ หรูหราหมดเลย ชั้นใต้ดินที่นี่เป็นคุกขังนักโทษด้วยฮะ…ซึ่งพอเราดูชั้นบนแล้วจะลงไปชั้นใต้ดินตามบันไดลง…แต่คุณปู่คุณย่าก็ไม่ต้องตกใจหรอกนะครับ…เพราะสมัยโบราณที่ไหนๆก็เหมือนกันแทบทุกแห่ง คือเขาขังนักโทษไว้ในคุกใต้วังที่เจ้าเมืองอยู่นั่นแหละฮะ อย่างน้อยก็ดูแลควบคุมง่ายกว่าเอาไปไว้ไกลหูไกลตา…แล้วคุณย่านึกออกไหมฮะว่า หนึ่งในพวกที่ถูกพามาขังที่นี่มีความผิดอะไรบ้าง”

ย่าก็เลยถาม

“ผิดเรื่องอะไรล่ะโย”

“ก็เรื่องเป็นคาสโนว่าไงครับ” โยธีหัวเราะ “อย่างผมงี้ ถ้าอยู่ในยุคนั้น คงโดนขังลืมแน่ๆ…คนถูกขังโด่งดังชื่อคาสโนว่าครับ”

“อ้าว…นี่มึงก็คาสโนกะเขาเหมือนกันเหรอ” ปรายสัพยอก “กูไม่ยักรู้”

“ก็มีบ้าง” เจ้าตัวตอบรับพร้อมยิ้มพราย นัยน์ตาเป็นประกายอย่างสนุก

ภายในวัง เดินชมภาพประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรข้ามยุคข้ามสมัยไปสู่วันเวลาอันเคยเป็นที่พำนักของเจ้าผู้ครองนครถึง 120  คน แต่ละห้องจึงสุดแสนงามสง่า เรียงรายต่อเนื่องกันไปเป็นระยะทางสุดตึกทั้งซ้ายและขวา ท้องพระโรงหรูหรา ห้องเก็บอาวุธ ชุดเกราะรูปแบบต่างๆติดตั้งวางเด่น จนเป็นที่ประจักษ์ชัดนัยน์ตาและบรรจุไว้ในความทรงจำว่าเวนิสนครนี้ คือ ‘ราชินีแห่งทะเลอาเดรียติค’ ตามสมัญญาที่ยกย่องไว้ไม่มีเปลี่ยนไป มิว่ากาลนี้หรือกาลไหน

จนกระทั่งเสร็จสิ้นจากห้องงามหนึ่งไม่มีสองจนถึงทางเดินลงชั้นล่างที่ไม่แลเห็นใคร นอกจากคุณตาคุณยายคู่หนึ่งผู้ซึ่งตั้งอกตั้งใจเดินนำไปข้างหน้า ผ่านสะพานแห่งเสียงถอนหายใจหรือ Bridge of Sighs อันเป็นสะพานที่ใช้พานักโทษสมัยนั้นออกจากห้องพิพากษาไปสู่คุกใต้ดินที่จัดไว้โดยเฉพาะ

เสียงถอนหายใจและเสียงสะอื้นของพวกเขาที่มักจะดังขึ้นหลังจากเหม่อมองฟากฟ้าสีฟ้าและทะเลสีครามเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ผู้คุมจะพาหายเข้าสู่ห้องแคบๆพื้นเป็นดินแข็ง มีเตียงต่อด้วยไม้กระดานสามสี่แผ่น หมอนหนุนหัว 1 ใบ ถัดออกไปยังฟากตรงข้ามเป็นเตียงของเพื่อนนักโทษด้วยกัน

ด้วยระยะทางที่ทุกคนต่างรู้สึกว่าช่างยาวไกลจนเกิดเสียงดังเป็นระยะ

ตรงข้ามกับคุณตาคุณยายคู่ข้างหน้าผู้เดินไปเรื่อยๆอย่างแสนสบาย สายตาแวะตามห้องคุมขังเป็นห้องๆไปโดยไม่เกิดอาการราวกับว่าทางสายนี้คือทางตันที่คงจะขังฉันไว้ใต้ดินนี้เป็นแน่

เหมือนเสียงบนฟ้าถามชายหนุ่ม

“พี่ไทขา ทำไมมันไกลขนาดนี้คะ แล้วนี่จะมีทางออกไหมพี่”

ปรายก็เลยตั้งคำถาม

“ก็น้องทำไมไม่ดูคุณตาคุณยายคู่นั้นล่ะ แกทำท่ากลัวจะออกไม่ได้หรือเปล่า”

“เดี๋ยวก็เจอทางออกแล้วน้องบน” โยธีปลอบใจ

ฝ่ายยาเยียทำเสียง

“ฮิฮิ…พี่บนนี่สงสัยใจเสาะพิลึก”

บนฟ้าก็เลยหน้างอ

แต่ปู่ชะโงกดูห้องขังแต่ละห้องพลางบอกย่า

“อยากให้ไอ้พวกคาสโนว่าเมืองไทยมานี่จัง พวกมันคงถูกลากคอมาขังครึ่งค่อนประเทศมั้ง”

ย่าก็เลยชอบใจ หัวเราะหัวใคร่ จับแขนหลานเดินตามปู่

จนกระทั่งในที่สุด…คุณตาคุณยายคู่หน้าก็ลุประตูทางออกที่คือประตูเล็กแคบ พาไปพบจตุรัสเซ็นต์ มาร์คอันกว้างใหญ่

“หิวพอดี” ปรายจูงมือย่าพาเดินเร็วรี่ไปยังวงดนตรีลือเลื่องแห่งเมืองเวนิสที่ได้เวลามาตั้งวงบนเวทียกสูงริมลานกว้างตรงหน้า จึงมีโต๊ะเก้าอี้หลายหมู่เรียงรายไว้ข้างวง เป็นที่นั่งของร้านโด่งดังจากตึกยาวริมลานที่มีโค้งทางเดินหรือพอร์ทิโกตลอดแนว “เอ้า…ย่านั่ง ปู่นั่งนี่…นั่งข้างๆกัน…คนจะได้รู้ว่าหนังคู่กระดูกคู่ต้องแบบนี้”

ปู่กับย่าก็เลยต้องยิ้มแย้มแก้มตึงด้วยถ้อยคำของหลานชาย

บริกรนำเมนูมาแจก จึงต่างฝ่ายต่างก็ก้มลงอ่าน

“น้องเยียทานอะไร บอกมา” ปรายหาเรื่องพาสาวน้อยออกจากเพื่อนหนุ่ม เนื่องจากเขาเป็นคนเลื่อนเก้าอี้จัดกลุ่มจนเรียบร้อยดึงยาเยียมานั่งด้วย

“พี่โยสั่งแอฟโฟกาโตให้น้องด้วยละกัน” เสียงของวัยใสบ่งบอกความสำราญ

คงไม่มีใครรู้ว่าหล่อนกำลังลับคมกับความเบิกบานใหม่เอี่ยม

Don`t copy text!