ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 29 : หนูจะไม่มีน้ำตาอีกแล้ว

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 29 : หนูจะไม่มีน้ำตาอีกแล้ว

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 29 –

เรือเฟอร์รี่พาผู้โดยสารไปขึ้นที่ท่าเมืองเบลลาโจ (Bellagio) อันเป็นเมืองใหญ่อันดับหนึ่งในสี่เมืองที่กระจายกันอยู่โดยรอบทะเลสาบ ชวนให้ทุกสายตาบนลำเรือต่างก็จดจ่ออยู่ที่ความงดงามดุจดังภาพวาดมือหนึ่งซึ่งเสกสร้างวางไว้อย่างตั้งใจ หากก็เสมือนมิตั้งใจ ด้วยว่าในวันที่ท้องฟ้าโปร่งสะอาดเช่นวันนี้ ฝนแห่งเดือนพฤศจิกายนที่เคยมีมากลับลาจากไปราวจะต้อนรับผู้มาใหม่ให้เยือนตัวเกาะได้เต็มที่เต็มใจและเต็มความปรารถนา

“จากเมืองเบลลาโจนี่ฮะ เราสามารถแลเห็นเทือกเขาแอลป์ที่มีหิมะคลุมขาวโพลนด้วยนะครับคุณปู่” โยธีชะโงกมาเล่าเนื่องด้วยเขานั่งเก้าอี้ด้านหลังผู้อาวุโส ต่างก็เหลียวไปทั้งซ้ายและขวา ทอดทัศนาภูมิภาพอันเป็นประเทศเขตแดนที่ไม่เคยรู้จัก… “ลือชื่อว่าเป็นเมืองโรแมนติคที่สุดในสี่เมืองน่ะฮะ เมืองนี้ตั้งอยู่ตรงแยกแขนสองข้างตัว y พอดี เลยเหมือนเอาไข่มุกไปติดไว้ตรงนั้นละมังฮะ ก็เลยได้ชื่อว่า ‘ไข่มุกแห่งทะเลสาบโคโม’ ซึ่งเดี๋ยวคุณปู่คุณย่าก็จะทราบว่าจริงอย่างนั้น”

ยงยุทธนั่งกับลูกสาว…ปรายนั่งกับโยธี…บนฟ้ารู้ดีว่าน้องของเพื่อนพี่ชายอาจจะนึกว่าตัวเองแน่ จึงอาจจะตามไล่ล่าหรือมิฉะนั้นก็เสแสร้งแกล้งล่า เพื่อยั่วโทสะหล่อน ก็เลยจูงมือชายหนุ่มแยกไปนั่งอีกฟาก ปล่อยให้พ่อของอีกฝ่ายเก็บตัวลูกสาวไว้

พลางหล่อนก็ทำท่าไม่สนใจ ชี้ชวนให้สมุทรไทดูหมู่ตึกสีงามตา เลยไปถึงภูผาเขียวแกมน้ำตาลที่แลเห็นบนฝั่งไกล

“ได้ยินแต่คนเล่าเรื่องทะเลสาบโคโม…กำชับกำชาว่าต้องไปให้ได้นะ…พอมาเจอเข้าจริงๆก็เลยรู้เลยว่าของเขาสุดยอด”

เรือจอดที่ท่าเมืองเบลลาโจภายใน 15  นาทีถัดมา

“ที่นี่ไม่มีรถนะครับทุกท่าน” เสียงโยธีหันมาบอกกล่าวอย่างดัง…อากาศค่อนข้างเย็น แต่เย็นสบายมากกว่าหนาว

หญิงสาวคล้องแขนชายหนุ่มจนมือซุ่มได้แต่มองแล้วยิ้มนิดๆ หยิกแกมหยอก

“พี่บนทำท่ายังกะจะเข้าไปอยู่ในเสื้อพี่ไทงั้นละ”

“น้องเยีย” พ่อของหล่อนได้แต่เรียกชื่อเชิงเตือน หากก็ไม่จริงจังกระไรนัก “ว่าแต่ว่า นี่เราจะไปไหนกันก่อนล่ะโย”

“ไปขึ้นเขากันก่อน…ไปดูก่อนว่ามีอะไรบนนั้น…ตอนที่ผมมานั่นไม่ได้มานี่…แต่ก็รู้ครับพ่อ รู้ว่าทั้งเมืองนี้ช็อปปิ้งได้หมดทุกถนน ของกินก็มีตั้งแต่ข้างล่างไปจนถึงข้างบนโน้น”

“งั้นก็ไป” ยงยุทธพยักหน้า พลางก็หันไปทางผู้อาวุโส “คุณปู่คุณย่าจะขึ้นเขาไหวไหมฮะ”

“ไหว” ย่ารีบบอก

“ต้องไหวซีน่ะ…คนเข่าชำรุดมาแบบนี้ไม่ได้อยู่แล้วไงคุณ” ปู่กระปรี้กระเปร่าที่สุด โดยเฉพาะบัดนี้ หลานสาวคนเดียวเริ่มปล่อยเดี่ยวได้

ด้วยว่าเมื่อคืน หล่อนสัญญากับปู่

‘หนูจะไม่มีน้ำตาอีกแล้ว’

ย่าก็เลยตบมือดัง หอมแก้มหลานฟอดหนึ่ง

 

ตามถนนที่ทอดไปจากท่าเรือฟากที่ไม่ติดทะเลสาบ คือร้านค้าทันสมัยรายเรียงกันไปทั้งแถบแถว มีทั้งร้านขายเสื้อผ้าทั้งของชายและหญิง ร้านขายรองเท้า กระเป๋าถือ เครื่องสำอาง เครื่องประดับ พวกคอสตูม เครื่องหอม ทั้งร้านอาหาร ร้านกาแฟ สารพัดจะครบครันบนเมืองใหญ่อันได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ ‘ป๊อบ’ หรือ ป๊อบปูล่าที่สุดกว่าทุกเมืองโดยรอบ

แต่ราคาก็ป๊อบตามกันไป

บันไดขึ้นภูเขาเป็นบันไดหินสีเทาเกือบเข้มที่สร้างด้วยมือคน เป็นบันไดกว้างขึ้นลงสบาย มีม้าไม้ยาววางอยู่ข้างประตูหน้าร้านใดร้านหนึ่งให้นั่งพักระหว่างทาง

สมุทรไทผู้เปลี่ยนมาพยุงย่าเนื่องด้วยเกรงบนฟ้าจะพาย่าขึ้นบันไดไปตามลำพังไม่ไหว ก็เลยปล่อยให้ปู่เกาะปราย

“คุณย่าไม่ต้องรีบนะครับ ก้าวขึ้นฮะ…ช้าๆนะครับ…ไม่ต้องรีบ…ไปถึงม้าตรงโน้นไหวไหมฮะ”

ย่าใบบุญทำตามอย่างว่าง่าย ชื่นใจในน้ำเสียงชายหนุ่มผู้ตั้งอกตั้งใจจูงเธอขึ้นบันไดหินก้อนไม่เล็กที่วางเรียงกันเป็นขั้นๆ ความกว้างของแต่ละขั้นก็กำลังพอดีที่จะวางเท้าอย่างเต็มเท้า

“ไหวจ้ะ ไหว”

“คุณย่าเอียงเท้านิดๆก็จะดีครับ ขึ้นสะดวกกว่าวางเท้าตรงๆ” ผู้จับมือจูงโดยอีกคนแค่ตามหลังเผื่อเกิดพลาดพลั้งใดๆบอกกล่าว

ย่าใบบุญฟังแล้วได้แต่ยิ้มใส

ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างใคร แต่สำหรับเธอ เต็มที่แล้วกับความเป็นนักโบราณคดีของเขา

นั่นก็คือ มีความเป็นผู้ตระหนักในรากเหง้าของสรรพสิ่งที่จำเป็นต้องรักษาไว้…รวมทั้ง ผู้คนที่มีวัยใกล้บรรพบุรุษ

ปรายพาปู่ขึ้นบันไดตามหลังมา หากสายตาปู่ก็จับอยู่ที่ย่าพลางเอ่ย แม้จะแลเห็นสมุทรไทจูงอยู่แล้วก็ตาม

“เดินระวังๆนะบุญ ภูเขานี่มันซักร้อยขั้นเห็นจะได้”

ถึงอย่างไรก็ต้องเตือนกันไว้

หากหวังให้ชีวียืนยาวอย่างแข็งแรง ต้องไม่ประมาทกับการลุกนั่งยืนเดิน

คือเพลินนักไม่ได้ หกล้มไปแล้วลุกยาก กลับคืนมาเหมือนเก่านั้นเกือบเรียกได้ว่าน้อยนัก

จนกระทั่งขึ้นมานั่งคู่กันอยู่บนม้ายาวนั่นแหละ โยธีจึงให้น้ำ

“คุณปู่คุณย่ายอดเยี่ยมยังงี้เลยครับ” เขาชมเชยพลางมองเลยไปที่บิดาผู้ยังก้าวขึ้นบันไดตัวปลิวขณะถาม “ถ้าพ่ออายุเท่าคุณปู่คุณย่า จะยังแข็งแรงขนาดนี้ไหม”

พ่อของเขาก็ได้แต่ยกแขนขึ้นทำท่าเบ่งกล้ามนิดหนึ่งพร้อมกับยิ้มฟันขาว

ลูกชายของเขาได้แต่ยิ้มตาม…อย่างรู้กัน

ขณะที่ลูกสาวทำตาเขียวเข้าใส่

“แกไปเตรียมหาร้านกินกลางวันได้แล้วโย” ยงยุทธก็เลยเตือนลูกชายเพียงเพื่อตัดบท

อาหารกลางวันถูกปากทุกคนตามเคย ด้วยว่าโยธีช่วยสั่งซีซาร์สลัด สปาเก็ตตี้เนื้อบด เป็ดอบผักย่าง กับสปาเก็ตตี้ หมูสามชั้นตากแห้งพร้อมน้ำเปล่า ตามด้วยห้องน้ำสะอาดสำหรับทุกคน เสร็จสรรพแล้วจึงพากันลงจากภูเขา มาหาร้านกาแฟอย่างเลิศแถวถนนข้างล่างนั่งจิบ ครั้นแล้วจึงเดินต่อ

บนฟ้าพบร้านขายถาดไม้เขียนสีสวยหยด ก็เลยชวนทุกคนแวะเข้าไป

“พี่ไทขา ช่วยเลือกให้หนูด้วยได้ไหมพี่” หล่อนพูดกับเขาอย่างอ่อนโยน เป็นอีกทีท่าหนึ่งที่ไม่เหมือนและไม่คล้ายเด็กขี้อ้อนวันวาน

ยาเยียเห็นแล้วคันปากยุบยิบ ท้ายที่สุดอดไม่ไหวก็เลยเหน็บนิดๆ

“แหม…วันนี้ สงสัยผู้กำกับจะส่งบทใหม่มาให้พี่บนทดลองความสามารถแน่เลย…แล้วน้องก็ว่า…พี่แสดงได้ดีแล้วละค่ะ แต่อาจต้องแก้ตรงที่คนตาแหลมเขาคงจับได้เหมือนกันแค่นั้น”

“น้องเยีย” โยธีก็เลยหันมาถลึงตานิดหนึ่ง

“ช่างน้องเถอะ พี่โย…น้องเยียคุ้นกับลับฝีปาก…” บนฟ้ายังคงพูดเรียบๆ หากแววตาเฉียบเอาเรื่อง

ปู่ก็เลยตัดบท

“ร้านนี้ของสวยทั้งร้านเลย”

“ใช่ป๊า…ว่าแต่หนูเยียไม่อยากได้เอาไปใช้ที่บ้านมั่งหรอกหรือหนู…เอาไหม…ย่าซื้อให้…หนูอยากได้ใบไหนเลือกเลยแล้วกัน”

“ขอบคุณค่ะคุณย่า แต่หนูไม่ค่อยชอบพวกของหวานแหววพวกนี้สักเท่าไหร่หรอกค่ะ…มันไม่เหมาะ…กับบ้านหนูเท่าไหร่”

“อ้าว…แล้วแบบไหนถึงจะเหมาะล่ะจ๊ะ”

“ไม่มีในร้านนี้ค่ะ”

“แล้วมีที่ร้านไหน…ถ้าเจอก็บอกย่านะ”

“เจอแล้ว คุณย่าก็คงไม่ซื้อ” อีกฝ่ายบอกเป็นนัย

เออเว้ย…ปรายชักจะรู้สึกแปร่งๆหูขณะตาจับอยู่ที่ถาดไม้ทาสีขาว ขอบถาดแกะสลักเป็นลวดลายตื้นๆน่ารัก กลางถาดเขียนสีเป็นรูปช่อดอกไม้งดงาม แต่ละถาดก็แต่ละชนิด สมุทรไทกำลังพลิกมันไปมาเพื่อตรวจสอบว่ามีรอยชำรุดหรือไม่ แต่ไม่เห็นว่ามี จึงส่งให้หญิงสาว

“พี่ว่าใบนี้ดูดี…แล้วดอกไม้ก็สีสวย” เขาว่าพลางยื่นถาดรูปไข่ใบเล็กให้ดู “แต่ไม่ทราบว่าจะเล็กไปไหม คือถ้าวางแก้วน้ำไม่ต้องมาก แค่สี่แก้วก็คงแน่นไป เพราะบ้านน้องแขกมาก แต่ถ้าใบใหญ่สามใบนี่ละก็ใช้ได้แน่ ดอกไม้กลางถาดก็สวยใช่ไหม…น่าจะถูกใจน้องนะ…โยลองถามเจ้าของร้านหน่อยได้ไหมว่านี่ดอกอะไร”

โยธีก็เลยดีใจที่เรื่องราวบิดผันไปได้เร็วทันใจ

ดังนั้น จึงหันไปส่งภาษา ก็ได้ความว่า

“ดอกนี้คือบลูโรโดเดนดรอน ดอกนี้ออเรนจ์ ไอริช ดอกนี้คือดอกไจแอนท์ ไลม์”

“สวยทุกดอกเลยพี่ไท แต่ถึงไงหนูก็ยังอยากได้ถาดเล็กนั่น ดอกไม้กลางถาดก็สวยมาก” บนฟ้าจาระไน นัยน์ตาอาบแสงใสสด

“ไม่เล็กไปนะน้อง” อีกฝ่ายย้ำถาม

“ไม่เล็กหรอกค่ะสำหรับ ‘แขกพิเศษ’ ” เจ้าตัวลงเสียงมีความหมายรับกับแสงจากดวงตา

“ดีเลย…นี่ค่ะ…ถาดเล็กอีกถาด”

‘แขกพิเศษ’ ทำหน้าไม่ถูก ดูเขินนิดๆจนยาเยียขัดขึ้น

“พี่โย…ไปเป็นแขกพิเศษพี่บนไหม”

แต่พี่ชายไม่หาเรื่อง จึงหันไปถามคนขายผู้คล่องภาษาอิตาเลียนมากกว่าอังกฤษ

“ตกลงสี่ใบนี่เท่าไหร่”

ปรายจึงรีบดึงยูโรออกมานับ พนักงานในร้านก็นำถาดสี่ใบไปแยกห่อแต่ละใบใส่ถุง วางไว้บนเคาน์เตอร์เก็บเงิน

ปู่กับย่าและทุกคนต่างก็แอบถอนใจยาวอย่างโล่งอก โยธีจึงรีบพาไปหาร้านกาแฟนั่งจิบ ก่อนเดินดูสินค้าตามห้างร้านที่เรียงรายอยู่เต็มแนวถนนซึ่งมองออกไปแลเห็นเรือเฟอร์รี่กำลังแล่นสวนกันกลางทะเลสาบโคโม

“ซื้อของกันให้ครบเลยนะฮะ แล้วเราค่อยเข้าไปชมสวนสวยของเขา อยู่ถัดไปตรงปลายถนนนี่เองฮะ” โยธีชี้บอก “ชื่อวิลล่า เมลซี่ ครับ…สวยมากๆ”

“หนูเยียไม่คิดจะซื้ออะไรเลยหรือ” ย่าก็เลยถามอีก

“ยากฮะ” โยธีชิงตอบ “เขาชอบเก็บเงิน ไม่ชอบจ่าย”

 

Don`t copy text!