ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 32 : ยิ้มใส

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 32 : ยิ้มใส

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 32 –

ราวกับว่าค่ำคืนที่ผ่านมา ฝนไม่เคยตกมาก่อน เนื่องด้วยไม่มีน้ำสักหยดค้างอยู่ตามหนทางที่สมุทรไทพารถผ่านไปยังสวนสวยที่โยธีจองไว้อีกแห่งหนึ่ง ห่างจากบ้านคุณป้าไปไม่ไกล รวมทั้งดูเหมือนจะมีคนใหญ่คนโตมาแวะที่วิลลาแห่งนี้ เนื่องด้วยเป็นวันหยุด เพราะแลเห็นชายในชุดเครื่องแบบยืนกระจายกันเต็มทั้งสองฟากถนนแคบ

โยธีจึงบอกให้สมุทรไทพารถเข้าไปใต้ถุนตึกตรงข้ามที่มีที่จอดรถสาธารณะ แต่ขอให้ปรายพาปู่ย่าและสาวสวยทั้งคู่ลงก่อน

รอจนกระทั่งชายในเครื่องแบบชวนกันเดินหายเข้าไปภายใน ทั้งหมดจึงข้ามฟากไปยังตึกใหญ่งามสง่าอันเป็นวิลลาสมัยเก่าชื่อว่า วิลลา ไซเปรสซี (Villa Cipressi) ที่มีสวนพฤกษชาติอยู่ภายในนามว่า Il Giardino Botanic

เสียค่าผ่านเข้าคนละ 6 ยูโร ผู้สูงอายุคนละ 4 ยูโร

ชื่อของวิลลานี้นำมาจากต้นสนไซเปรส ภายในสวนนั่นเอง อายุของต้นไม้แต่ละต้นยืนนาน ด้วยว่ามีบางชนิดอายุเก้าร้อยปี เนื่องด้วยเป็นวิลลาของเศรษฐี สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15

ปัจจุบันเปิดเป็นโรงแรมชั้นนำ รวมทั้งต้อนรับผู้ที่เพียงเข้ามาชมสวนริมทะเลสาบโคโมที่มีระเบียงทางเดินงามตระการ มีจุดนั่งพักชมบรรยากาศที่มีฟ้ากับน้ำอันตกแต่งด้วยสันผา ป่าไม้บนฟากฝั่งรูปตัววาย ไกลออกไปในแสงฉายกับเมฆเทายามเมื่อท้องฟ้ายังอมน้ำดังเช่นในยามนี้

สมุทรไทยังคงดูแลปู่สลับกับถามไถ่ถึงความเจ็บแถวต้นขาซ้ายของหญิงสาว

“ทายาสองหนแล้วค่อยยังชั่วขึ้นไหมน้อง”

“ก็ต้องดีขึ้นค่ะ พี่ แต่มันก็ยังเจ็บลึกๆอยู่ค่ะ ก็คงต้องเจ็บแน่นอนเพราะมันก็ค่อนข้างช้ำมาก” หล่อนเริ่มไม่อยากแกล้งให้เขาลำบากเกินไป โดยเฉพาะต้องคอยห่วงใยรอยช้ำแผ่นใหญ่ของหล่อน “ทายาเช้าเย็นนี่คงพอจะเห็นผลเหมือนกัน”

“แต่พี่ก็ไม่ค่อยไหวเวลาเห็นเนื้อน้องเป็นสีม่วง” เขาเอ่ยต่อขณะที่ทุกคนก้าวขึ้นไปรับลมชมทิวทัศน์ตรงออกไปบนระเบียงอันล้อมด้วยลูกกรงเหล็กสีเทาอมขาว มีทางขึ้นสองด้านพาลงไปยังหาดข้างล่างที่เป็นทรายดำๆสั้นๆซึ่งฤดูนี้ไม่มีผู้คนลงไปว่ายน้ำเหมือนฤดูร้อนและต้นฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา

หากเมื่อเงยหน้า ส่งสายตาข้ามไปยังเมืองบนไหล่ผาอีกฟากฝั่ง แลเห็นหมู่บ้านสลับสับหว่างด้วยสีสัน ส่งความสวยข้ามมา ซับซ้อนด้วยภูผาสูงต่ำล้ำลึกที่มีทะเลสาบผืนมหึมาสะท้อนประกายมัวๆอยู่ตรงหน้า ตึกรามซ้ายมือลดหลั่นเป็นกลุ่มเป็นหมู่แน่นไปทั้งภูผา เรือเร็วบางลำแล่นตามลำพังอย่างโดดเดี่ยว ดูเป็นวันอันเปลี่ยวเหงาเงียบสงบ เรือรับส่งข้ามฟากยังคงไปกลับรับผู้โดยสารเหมือนวันวานที่ไม่มีฝน

ปรายพาปู่ย่าเดินลงจากระเบียงแล้วเลยเข้าไปชมสวนสวย มีทั้งหมดเดินตาม

ยาเยียไม่ยอมห่างจากสมุทรไท ไม่ว่าข้างหน้าเขาจะมีใครเดินนำ

“พี่ไทขา…พี่ไททายาอะไรให้พี่บนคะ”

สมุทรไทจึงเอ่ยชื่อยาให้อีกฝ่ายได้รับรู้พร้อมกับถาม

“น้องมีไหมฮะ ถ้าไม่มี พี่ขอแนะนำให้ซื้อติดบ้านไว้ ฟกช้ำดำเขียวแค่นิดหน่อยหรือมากไม่ว่ากัน ยานี่ช่วยได้…แต่ถ้าเป็นมากอย่างน้องบน ก็ต้องทานานนิดหนึ่ง”

บนฟ้าได้ยินเสียงถามแว่วๆ จึงหันมาเอาเรื่อง

“เยียอยากหกล้มมั่งหรือไง”

“อยากซีคะ พี่ไทจะได้ทายาให้เหมือนทาให้พี่ไง จะให้ทาแต่พี่คนเดียวเหรอ น้องไม่ยอม” อีกฝ่ายต่อล้อต่อความให้ลุกลามเรื่อยไปอย่างสนุกสุขใจอยู่เงียบๆ

“น้องเยีย” ชายหนุ่มก็เลยลากเสียง พลางเหลียวไปทางยงยุทธ เห็นเขาหยุดยืนมองเข้าไปในห้องโรงแรมที่มีพนักงานถือถาดเดินออกมา ก็เลยถาม “คุณลุงจะเอาอะไรหรือเปล่าฮะ”

“เปล่า” อีกฝ่ายหันมายิ้มพราย “ก็แค่ดูเท่านั้นแหละไท เพราะเห็นตึกนี่มันดูเก่า”

“เขาคงตั้งใจให้มันเก่ามังฮะ…ขายความเก่า”

“เก่ากับใหม่ไหนดีกว่ากันพี่ไทขา” ยาเยียต่อความ

ผู้ถูกถามชะงักอีกแล้ว

เสียงถามที่ดูเหมือนเจื้อยแจ้วไร้ความหมาย แต่แท้จริงคงมี

“เอ้อ…ก็คงแล้วแต่ชอบมังน้อง”

“ลูกก้อ” ฝ่ายพ่อผู้เดินตามหลัง เพราะโยธีรีบจ้ำแซงไปข้างหน้าเพื่ออธิบายรายละเอียดให้ปู่ย่าฟัง…ติงเตือน “อย่าไปเซ้าซี้พี่เขาเลยลูก…เรื่องเก่าเรื่องใหม่ มันแล้วแต่รสนิยมใช่ไหม”

“ก็พ่อชอบของใหม่ไง…ของเก่าเลยถูกยี้ซะงั้น” ลูกดึงจุดอ่อนของพ่อออกมา “แต่ลูกไม่ยอมหรอกนะ อย่ามายี้ลูกเป็นอันขาด”

ยงยุทธก็เลยกอดคอลูกสาวของเขา พลางบอกชายหนุ่ม

“น้องเยียก็งี้เองไท…บางทีก็เป็นผู้ใหญ่ บางทีก็งอแงเหมือนสองขวบเหมือนกัน”

แต่ชายหนุ่มไม่คิดเช่นนั้น เพราะเพียงไม่นานเขาก็ได้แต่รู้สึกว่า ยาเยียมีวุฒิภาวะสูงเกินกว่าวัยเดียวกัน ด้วยว่าไม่เคยเห็นหล่อนออดอ้อนใคร ไม่ว่าพ่อหรือพี่ชาย ตรงกันข้าม เพศหญิงวัยสิบเก้าเพียงหนึ่งเดียว กลับเหนียวแน่นต่อรอง จนเกือบลืมไปเลยว่าหล่อนคือลูกสุดท้องของบิดา น้องสุดท้องของพี่ชายพี่สาว แต่มีอำนาจราวหัวหน้า

เขาก็เลยค้านนิดหนึ่ง

“คงไม่ถึงขนาดนั้นละมังฮะ…น้องเยียเป็นผู้ใหญ่ออกฮะ…”

“แน่ะ…พี่ไทจะว่าน้องแก่ละก็ น้องไม่ยอมแน่เลยนะพี่จ๋า” ว่าพลางหล่อนก็วางมือลงบนแผ่นหลังของเขาจนยงยุทธต้องเรียกเบาๆเชิงเตือน

“น้องเยีย”

แต่หล่อนไม่หันมา

เรื่องท้าทายยั่วกิเลสละก็ หล่อนถนัด

ปู่กับย่าเดินตามกันอยู่ข้างหน้า ต่างก็ถามโยธีไปมาว่านั่นต้นอะไร นี่ดอกอะไร

เสียงผู้นำทางก็ตอบกลับทุกประโยคว่า

“ไม่ทราบจริงๆฮะคุณย่า”

“ปรายล่ะลูก รู้มั่งไหม”

“ไม่ทราบอีกเหมือนกันย่า…ฮ่าฮ่าฮ่า…ก็เรื่องดอกไม้ดอกไร่ ปรายจะไปรู้จักได้ยังไง…ต้นไม้ใหญ่ละก็ว่าไม่ถูก อย่างต้นโอ๊ค ต้นสน ต้นเบิช ต้นบีช ยังงั้นละก็ปรายพอรู้…หรืออย่าง ทิวลิป แดฟโฟดีล ไอรีส อะไรพวกนั้น ปรายถึงจะรู้จัก…อ้อ…กุหลาบอีกอย่าง ถึงไม่รู้จักก็ต้องรู้จักฮะย่า…ไม่เชื่อย่าลองถามหมอนั่นที่เดินตามย่าดูซี…มันมีหนังสือดอกไม้ต้นไม้เยอะเลย”

“ไทน่ะเหรอ” เสียงย่าสดใส แต่ไม่กล้าเอี้ยวตัวหันมาถาม เกรงกล้ามเนื้อจะต้องทำงานที่ไม่ควรทำ

“พี่ไทขา ย่าถามแน่ะ” หลานของย่าก็เลยแซงขึ้นมา

“อื้อฮือ…มึงนี่นะ” ปรายอดขัดจังหวะไม่ได้ “แล้วจะไม่ให้กูตาร้อนหัวร้อนได้ไงล่ะเนี่ย…ฮ่าฮ่า…ย่า…ย่าว่าโยกะไท ไปสมัครเป็นพระเอกละครทีวีได้ไหมย่าคร้าบบ”

ย่าใบบุญได้แต่หัวเราะคิกๆ

“เกินได้อีกจ้ะ…ดีไม่ดีโป๊บธนวรรธน์จะต้องชิดซ้ายไปมั้ง”

สมุทรไทกับโยธีอดขำไม่ได้ พี่ชายยาเยียจึงหยุดเดิน กางแขนออก หมุนแขนไปมา พลางสูดอากาศอย่างลึก ด้วยว่ารู้สึกทั้งชื่นและสด

ทะเลสาบอันงดงามแลดูเป็นสีครามเข้ม เต็มไปด้วยริ้วลอนสะท้อนไกลๆ แม้ฟ้าที่ครอบไว้ยังขุ่นมัวประหนึ่งชั่วโมงหน้าอาจมีฝน แต่ผู้คนคณะนี้ก็เป็นคณะเดียวที่มาชมสวนในเช้าวันใหม่ พร้อมส่งเสียงเพียงเบาๆเสมือนปลุกเร้าธรรมชาติที่คอยเวลาฟ้าผ่อง เปลี่ยนเงามืดหม่นหมองให้ยองใยขึ้นมา

แต่ฝ่ามือยาเยียยังทาบอยู่กับแผ่นหลังเขาพร้อมก้าวตามอย่างติดอย่างชิดเอาจริงๆนี่สิ…

“น้องครับ” เขาก็เลยหันมา

บนฟ้าได้ยินจึงหันตาม

แลเห็นเขาเอ่ยความกับลูกสาวยงยุทธ

“น้องช่วยเดินไปยืนตรงนั้นหน่อยฮะ ตรงต้นสนนั่นน่ะน้องครับ จะถ่ายไว้ให้น้องเก็บไว้เป็นที่ระลึกไงฮะ”

ยาเยียก็เลยก้าวออกไปอย่างเต็มตัวเต็มใจ ยิ้มใสให้บนฟ้า

ขณะที่อีกฝ่ายหน้าบึ้ง

หากก็หยิ่งเกินกว่าจะออกไปแข่ง ก็เลยหันหลังกลับก้าวยาวๆไปคล้องแขนย่า เม้มริมฝีปากแน่นอย่างเดือดจัด

ยงยุทธเดินรั้งท้าย แลเห็นภาพทั้งหลายชัดนันย์ตา ก็ได้แต่นึกติยาเยีย

‘เฮ้อ…ลูกเรา ไม่ควรเล้ย ก็รู้ทั้งรู้เนี่ยนะ’

แต่ก็เพราะรู้ทั้งรู้นี่แหละ

จึงต้องจำใจมองตอนลูกสาวแอ๊คท่าให้เพื่อนของลูกชายถ่ายรูป

ครั้นเก็บภาพเสร็จสิ้น เจ้าของกล้องก็รีบก้าวยาวๆตามหญิงสาวคนนั้นไป หากก็ยังทิ้งประโยคเอาใจไว้นิดหนึ่ง

“แล้วพี่จะส่งให้น้องนะฮะ” ต่อจากนั้น คนเดินตามก็เห็นหญิงสาวผู้เดินหน้า หันขวับมาคล้องแขนเขาทันใด

“หนูว่าตรงโน้นวิวสวยสุดๆเลยพี่ไท” บนฟ้าส่งเสียงสดใส พลางชี้ให้เขาดูภูผาไกลออกไปบนอีกฟากฝั่งที่ฟ้าเริ่มสว่างวาววาม ช่วยให้เมืองบนชายฝั่งดังเช่นวาเรนนาอันตั้งอยู่ตรงจุดกึ่งกลางทะเลสาบกลายเป็นจุดที่ล้อมรอบด้วยความงาม “มาค่ะ…มาเซ็ลฟี่กัน”

ครั้นแล้วบนฟ้าก็จูงมือเขาไปยืนอยู่ ณ ราวกั้นริมทะเล หันหน้าเข้าหาสวนที่มีสีหน้าวัยรุ่นกำลังปันป่วนใจอยู่ไม่ห่าง

 

Don`t copy text!