ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 40 : The Last supper

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 40 : The Last supper

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 40 –

มาถึงเมืองมิลานกันแล้ว จะไม่พาทุกคนเข้าชมภาพปูนเปียก เฟรสโกเลื่องชื่อของโลก…เดอะ ลาสต์ซัปเปอร์ (The Last Supper) ฝีมือ เลโอนาร์โด ดา วินชี ก็ราวกับไปไม่ถึง ทั้งมิลานและอิตาลี

ดังนั้น โยธีจึงจองเวลาเข้าชมไว้พอให้ชาวคณะได้เสพสุขด้วยสายตาและวิญญาณ ส่วนผู้ใดจะมีทวารอารมณ์เปิดรับได้มากหรือน้อย มิว่ากัน

ครั้นแล้ว ต่างก็ได้มายืนชื่นชมจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นอมตะของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่…ภาพ ‘พระกระยาหารมื้อสุดท้าย’ ของพระเยซู

“ในนี้เขาก็ติดตั้งอุปกรณ์กันความชื้นไว้นะครับคุณปู่คุณย่า…แต่ก็ยังไม่วายเสียหายเป็นระยะเหมือนกัน…อย่างสมัยนโปเลียนก็เกิดความคิดพิเรนทร์จากพวกทหาร มาใช้รูปนี้เป็นเป้าฝึกยิงปืน…คิดดู…ก็ไม่ทราบว่ามันเกิดบ้าอะไรขึ้นมา…เห็นไหมฮะคุณปู่ พ่อ…เห็นไหม…ยังพอจะเห็นรูพรุนอยู่ไหม”

ผู้บรรยายถามไถ่ ขณะยาเยียค่อยๆนับภาพคนที่ร่วมโต๊ะเสวยกับพระองค์

“มีทั้งหมด 12 คน” เด็กสาวหันไปทางสมุทรไทพลางบอกเขาอย่างแจ่มใส อารมณ์หงุดหงิดเคร่งขรึมเมื่อคืนสูญสิ้นไปราวไม่เคยปรากฏมาก่อน…ชวนให้พ่อกับพี่ชายลอบถอนใจยาวโล่งอก

“ทั้งสิบสองเป็นอัครทูตของท่าน” พี่ชายบอกกล่าว “แม้จะมีคนหนึ่งทรยศ แต่ก็เลือกคนใหม่เข้ามาแทนคนเก่าที่กินยาพิษตายไป แล้วตอนสงครามโลกก็ถูกทิ้งระเบิดทั่วมิลานนะครับคุณปู่ หลังคาอาคารพังยับ แต่ภาพก็ไม่ถึงกับเป็นอะไร แต่ก็ต้องทนแดดทนฝนมาอีกนานกว่าจะมีโอกาสบูรณะใหม่”

“น่าเสียดายที่เราไม่เห็นขาพระเยซู” ปู่พึมพำเมื่อพิจารณา เนื่องด้วยมีผนังสั้นๆมากั้นไว้ตรงส่วนล่าง ทำให้แลไม่เห็นช่วงพระบาท ดังเช่นอัครทูตที่นั่งถัดออกไปทั้งซ้ายขวาซึ่งเห็นขากับชายเสื้อเรียงสลอน

“ก็เพราะสมัยก่อน เขาเจาะประตูผิดที่ไงครับ เลยทำให้หน้าโต๊ะกับขาพระเยซูเสียหาย ซึ่งผมเองก็นึกไม่ออกจนแล้วจนรอดว่าเจาะกันยังไง”

“ก็ช่างเถอะนะ” ย่าว่า “แค่ได้มาเห็นก็เป็นบุญตาแล้วละ เพราะก็ได้ยินชื่อนี้มาตั้งแต่ย่ายังสาว ลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าต้องมาดูให้ได้สักวัน”

ยาเยียก็เลยถ่ายรูปภาพวาดของจริงอายุ 500 กว่าปีทันทีทันใด เช่นเดียวกับเพื่อนของพี่ชาย

“พี่ไทขา ถึงกรุงเทพฯแล้วเรามาแลกรูปกันนะคะ”

สมุทรไทก็ได้แต่พยักหน้าขณะเหลือบมองคนข้างกาย ก็แลเห็นเฉยสนิท คอตั้งบ่า

“เอ้า…ทีนี้ก็ได้เวลาซื้อของกันอีกยกแล้วนะ ท่านทั้งหลาย” ปรายส่งเสียงดังขณะพากันกลับออกมา มุ่งไปยังศูนย์การค้าที่หมาย “ใครยังอยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ใช่ไหมโย มีเวลาอีกสักกี่ชั่วโมงวะ”

“ก็ควรต้องถึงโรงแรมสักสี่โมงเย็น”

“คุณปู่คุณย่าสนุกไหมครับทริปนี้” ยงยุทธถามอย่างเอาใจ

“สนุกซี สนุกมาก” ปู่ย้ำคำล้ำลึก เนื่องด้วยรู้สึกมากกว่านั้น

“อาจจะเสียเงินแพงไปหน่อยนะครับ…ก็เป็นความผิดของผมเองที่ไม่อ่านอะไรให้ละเอียด” โยธียอมรับข้อบกพร่อง “ผมก็เลยต้องขออภัยไว้ด้วยครับคุณปู่”

ครั้นแล้ว เขาก็พนมมือไหว้

“ไม่เป็นไรหรอกโย ก็เราเป็นนักท่องเที่ยวไม่เคยมา ถึงโยเคยอยู่ ก็อาจไม่เคยรู้บางอย่าง…” ประธานก็เลยปลอบใจ “แต่โดยหลักการการท่องเที่ยวทั่วโลกยุคใหม่ อะไรที่เป็นการเชื้อเชิญผู้คนให้เขาอยากมาเที่ยวบ้านเรา ถ้ามีทางอำนวยความสะดวกเขาได้โดยไม่สูญเสียประโยชน์โพดผลของเรา ก็ควรหาทางให้แขกบ้านแขกเมืองมีความสุข ไม่เที่ยวไปหงุดหงิดไปจริงไหม”

“จริงครับ”

“ก็อย่างนักท่องเที่ยวขึ้นไปยืนแอ๊คถ่ายรูปบนพระเจดีย์ก็เหมือนกัน เราก็ต้องยกป้ายไว้ชัดๆว่าห้ามขึ้น ถ้าไม่บอกเขา เขาจะไปรู้ได้ยังไง ก็เขากับเราคนละวัฒนธรรมกัน ความผิดก็เลยไม่ได้อยู่ที่เขา แต่อยู่ที่เรา”

“ใช่ครับคุณปู่”

“แล้วคนที่ชอบมาอึไว้ตามที่ต่างๆที่บ้านเราล่ะคะคุณปู่” ยาเยียถามเสียงใสปิ๊งขึ้นมา “เราต้องยกป้ายไว้ไหมคะว่าที่นี่ไม่ใช่ส้วม”

ยงยุทธกับปรายก็เลยหัวเราะก้ากพร้อมกัน

บนฟ้ากำลังอารมณ์เสีย ก็ยังต้องยิ้ม

โยธีถึงกับดึงคอน้องสาวเข้ามากอด

“เออ…น้องคิดเก่ง”

“ถ้าต้องทำวิทยานิพนธ์ละก็ น้องทำเรื่องนี้มั่งก็คงดี” สมุทรไทเผลอออกความเห็น “พี่ว่าคงไม่มีใครคิดทำ”

“แล้วพี่ไทจะเป็นคนให้คะแนนน้องไหมล่ะคะ” อีกฝ่ายย้อนถามทันควัน

ย่าเห็นว่าเรื่องราวชักจะบานปลายก็เลยตัดบท

“เดี๋ยวไปเข้าสรรพสินค้ากันหน่อยนะปราย”

“ก่อนซื้อของก็ต้องหาร้านใหม่ ทานอะไรกันก่อนนะฮะคุณลุง…เอ้า…โยเดินไปก่อน ไปหาร้าน เอาที่เจ๋งๆส่งท้ายนะมึง”

โยธีก็เลยรีบเดินเร็วๆหายไปจากจัตุรัสที่กำลังเดินทอดน่องชมตึกรามอาคารอันงดงามที่แวดล้อมอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางอากาศเย็นชื่นจนไม่มีคำว่าเมื่อยหรือเหนื่อยมาแผ้วพาน โดยเฉพาะผู้สูงอายุทั้งคู่ที่ดูมีความสุขอย่างพิเศษในวันใหม่ที่คล้ายกับภาพเมื่อคืนยังคงเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า

เหลือบมองหลานเกาะแขนสมุทรไทไปตลอดทางอย่างไร้กังวล

ครั้นแล้วจึงถึงเวลาขึ้นแท็กซี่ไปยังที่จอดรถบัสหน้าสถานีรถไฟตอน 17 น. ถึงสนามบินใกล้ 18 น. ต่างคนต่างก็เข้าไปดึงกระเป๋าออกมาจากห้องฝากกระเป๋า นำข้าวของที่เพิ่งซื้อบรรจุเติมจนเต็มแล้วจึงไปเช็คอิน พากันไปนั่งคอยเครื่องบินออกในเลาจน์ของสายการบินที่จะบินไปแวะโดฮาเพื่อเปลี่ยนเครื่องอีกครั้ง จึงเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิใกล้ทุ่มครึ่ง

“คุณปู่คุณย่าพี่ปรายพี่บนขา” ยาเยียทอดเสียงขณะนั่งกันอยู่ ณ ห้องกว้างอย่างสบาย ต่างก็เดินไปหาของว่างเครื่องดื่มมารับประทานฆ่าเวลา สมุทรไทคอยบริการปู่ย่ากับหญิงสาวผู้บัดนี้ทำท่าประกาศเต็มขั้นมั่นใจว่าคือหญิงสาว ‘ของเขา’ “วันเสาร์ที่จะถึงนี่ น้องขอเชิญไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้านน้อง จะสะดวกไหมคะ ไปถึงกรุงเทพ พักแล้วสักสามวัน จะหายเหนื่อยกันหรือยังคะ…คุณพ่อคุณแม่พี่ปราย กับพี่ปันพี่ปุญพอจะว่างไหม”

“สามวันมันจะพออะไรล่ะหนู” ย่าแซงขึ้นมา “นี่ย่าก็กะนะว่าพรุ่งนี้ถึงบ้านแล้วจะนอนให้อิ่มเลยเชียว ก็ไม่รู้จะนอนไหวไหม…ก็หนูล่ะ ไม่รีบไปเรียนหรอกหรือจ๊ะ”

“ไม่รีบหรอกค่ะ คุณย่า หนูชอบเรียนสบายๆ เพราะเรียนทุกที่ทุกแห่งได้อยู่แล้วไงคะ…เผื่อไง…พี่ปรายขา น้องอาจจะมาขอฝึกงานที่บริษัทพี่ก็ได้นา”

“นี่น้องคงกะจะทำเหล็กขายหรือไง” ปรายก็เลยสวนไปอย่างรู้ทัน “มาทำแข่งกะพี่แน่ๆใช่ไหม หรือว่าจะมาเป็นผู้ช่วย”

“พี่ปรายก็ลองจัดดูซีคะว่าอย่างน้องนี่น่าจะมีความสามารถงานไหน…นะพ่อนะ…นะพี่โย”

ยงยุทธได้แต่ยิ้มๆ แต่พี่ชายส่ายหน้า

“ยังไม่แน่เลยว่าจะเรียนอะไร” พลางเขาก็หันมาทางปู่ “ที่ไปเรียนนี่ก็แค่ไปดูลาดเลาว่าจะชอบไหม ถ้าไม่ชอบก็จะย้ายไปสาขาอื่น”

“หนูยอมเสียเวลาปีนึง” เด็กหัวก้าวหน้าบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เป็นตัวตนของตนเองโดยไม่อาศัยความเห็นของผู้ใด “ถ้าไม่อยากเรียนสาขานี้ก็ไปสาขาอื่น มีให้เลือกเยอะเลย”

“ดีแล้วหนู ดีแล้ว ของมีให้เลือกก็ต้องเลือก” ปู่พูดมีนัย

 

หนุ่มสาวได้นั่งคู่กันด้านหลังปู่ย่าเนื่องด้วยพี่ชายจัดให้ตามเคย โยนยาเยียไปคู่กับพ่อของหล่อน ปรายก็เลยนั่งกับโยธี

ที่นั่งคู่มีแผงกั้นดึงขึ้นลงได้ สมุทรไทก็จัดการกดลงไปเพื่อให้เขากับหล่อนได้ชิดใกล้กันมากขึ้นโดยไม่สนใจสายตาที่ข้ามมาจากแถวเดียวกัน

ปรายก็แสบไม่เว้นแต่ละวัน เนื่องด้วยจัดให้ยงยุทธกับยาเยียนั่งแถวเดียวกับน้องสาว แลเห็นกันและกันได้ถนัด เพียงแต่เด็กคนนั้นเลือกนั่งด้านใน ให้บิดานั่งด้านนอก จึงสามารถเลี่ยงเสียได้ไม่มองมา

“กูเลือกที่เก่งไหมล่าา…ฮ่าฮ่า…” อีกฝ่ายก้มลงกระซิบแผ่วเบา “ขากลับนี่ที่เหลือเยอะ…ก็เลยได้อีกตามเคย มึงก็เลยสบายไป…แต่ก็ต้องรู้นะเว้ยว่า…กูจัดให้”

สมุทรไทได้แต่ยิ้มพลางจับมืออีกฝ่าย

“ไม่มีใครหัวไวเท่ามึงอีกแล้ว”

“ก็กูกะประจบมึงไง” ปรายก้มลงไปอีกนิด ปากจ่อชิดหูเพื่อน “กะฝากน้องไว้กะมึง แต่ไม่ต้องถึงกะทายาให้ทุกคืนหรอกนะ”

สมุทรไทก็เลยบีบมือเพื่อนแรงขึ้น…เชิงให้คำมั่น

“น้ำตากูกำลังจะหยดแล้วนะเว้ย” ว่าพลางเจ้าตัวก็ถอยหลังกลับไปยังที่ของเขา ยกนิ้วป้ายนัยน์ตาอันชื้นเย็น แลเห็นเพียงดวงหน้าเพื่อนผู้เหลียวมามองพร้อมยิ้มขำ แต่น้ำเนื้อที่อาบอยู่ในนั้นคือเนื้อและน้ำจากใจจริง

ว่าจะไม่ทิ้งขว้างสมบัติชิ้นเอกของตระกูลพงษ์เทวฤทธิ์จนวันตาย

Don`t copy text!