ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 7 : พี่ไปไหน หนูไปด้วย

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทที่ 7 : พี่ไปไหน หนูไปด้วย

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบฟ้าจรดขอบน้ำ บทสรุปของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ของสมุทรไทและบนฟ้า นวนิยายยอดนิยมในอ่านเอา จากปลายปากกาของกฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

***************************

– 7 –

 

เพียงแต่เขาก้าวขึ้นนั่งคู่ น้องของเพื่อนก็รีบเอ่ย

“พี่ทราบไหมคะว่าน้องดีใจมากที่ได้เจอพี่เที่ยวนี้…คือ…ดูเหมือนพี่โยเคยเล่าหลายหนเกี่ยวกับว่า เขามีเพื่อนสนิทอยู่สอง…เอ้อ…หรือสามคนก็ไม่ทราบ…มีชื่อพี่ไท พี่ปราย แล้วก็ใครอีกคน”

“ชื่อจรหรือเปล่าฮะ” สมุทรไทต่อความขณะนึกถึงเพื่อนหลายคน “ขจรวงศ์ใช่ไหม”

“จำไม่ค่อยได้เลยค่ะ”

“ก็โยเขากว้างขวางไงน้อง…ว่าแต่ว่า…นี่พี่ก็มีธุระนะครับ จะเลยขอลงกลางทาง…แถวราชเทวีก็ได้”

“พี่จะไปไหนหรือคะ น้องไปด้วย” อีกฝ่ายไม่อ้อมค้อมวกวน เป็นผลให้ผู้ฟังอึ้งไป “วันนี้น้องไม่มีอะไรทำหรอกค่ะพี่ ไปกับพี่ได้ถึงค่ำ…ก็ไม่ใช่อะไรนอกจากอยากไปส่งพี่ที่บ้าน จะได้รู้จักไว้ไงคะ…ก็พี่ไม่ขับรถไม่ใช่เหรอ…”

“ขับฮะ…แต่บังเอิญวันนี้ปรายมารับก็เลยนั่งสบายหนึ่งวัน”

“งั้นวันหลังพี่ไปไหน โทร.บอกน้องนะคะ น้องมารับ”

“ขอบคุณครับ…แต่อย่าลำบากดีกว่า” ชายหนุ่มตอบพลางนิ่งไป…ขณะเพียรทำใจให้ผ่อนคลายเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ยาเยียผู้นี้ก็น้องของโยธี หาใช่ใครอื่นที่ไหน ดังนั้น เรื่องตัดรอนน้ำใจในฐานะเพื่อนของพี่ชาย จึงไม่ควรทำ เขาก็เลยหยอดถ้อยคำไว้หน่อยหนึ่ง “เอาไว้พี่ขัดข้องค่อยโทร.บอกน้องดีกว่าไหม”

“งั้นก็ได้ค่ะ…ว่าแต่ว่า พี่จะไปเป็นอาจารย์ที่ไหนคะ น้องมีเพื่อนทุกมหาเลยนะ บอกให้รู้”

สมุทรไทก็เลยล้อๆ

“น้องจะไปรอที่โรงอาหารหรือไง”

แต่ยังไม่ทันจะขาดคำ มือถือของเขาก็ดังขึ้น มีเสียงปรายผ่านมา

“นั่นมึงพาน้องเยียไปถึงไหนแล้ว…ฮะ…”

“น้องพากู ไม่ใช่กูพาน้อง”

“ไม่ห่วงคนที่นี่เลยหรือไง” อีกฝ่ายออกอาการเจ้าข้าวเจ้าของแทนน้องสาว “ถ้ามันเป็นอะไรไป กูไม่ยอมนะเว้ย”

สมุทรไทก็เลยหัวเราะ

“แล้วมึงจะให้กูทำยังไง” หากเขาก็ทิ้งท้ายไม่ต่อจนจบเพราะคนขับกำลังฟัง “ใครผูกคนนั้นก็ต้องแก้จริงไหม”

“แต่ถ้ามึงงาบทั้งคู่ละก็…คอยดูละกัน” โดยพลันอีกข้างก็วางหู

ผู้อยู่ตรงกลางจึงได้แต่ระบายลมหายใจ

“พี่ปรายว่ายังไงมั่งคะ” ยาเยียถามขณะที่พารถไปข้างหน้า

สมุทรไทเพียงแต่ยิ้ม ขณะที่อีกฝ่ายเอ่ยต่อ

“แล้วพี่ปันพี่ปุนล่ะคะ…ท่าทางเป็นนักธุรกิจทุกคนเลย…พี่ปันท่าทางเป็นซีอีโอ…เพราะเป็นหลานคนโตใช่ไหมพี่”

“ไม่ทราบซีฮะ” ชายหนุ่มบอกปัด เนื่องด้วยไม่เคยเท้าความสืบค้นความเป็นมาเป็นไปคนในตระกูลของเพื่อนมาก่อน สมองของเขามิสู้จะว่องไวในด้านนี้ แต่ถ้าเอ่ยถึงงานศิลปะละก็ ถึงไหนถึงกัน แม้ไม่รู้ก็ใคร่ไปหามาเพิ่มทันทีทันใด “พี่ไม่ค่อยถนัดหรอกนะเรื่อง…ค้าขาย”

“แล้วพี่ถนัดอะไร ตรงกับน้องไหมคะ”

“น้องถนัดอะไรล่ะฮะ” เพื่อนของพี่ชายถามอย่างหล่อนคือน้องสาว อาจจะแก่กว่าน้องชายคนเล็กของเขาแค่สองสามปี เพียงแต่แตกต่างตรงความคล่องตัวที่น้องของเขามีน้อย “ธุรกิจหรือไง”

“ค่ะ…ธุรกิจ” ยาเยียลงเสียงอย่างมั่นใจ “คือมันท้าทายความสามารถไงคะ น้องถึงได้อยากเปลี่ยนรูปแบบการเรียนให้คล่องตัวไงพี่ ไม่อยากไปนั่งจับเจ่าฟังอาจารย์ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ก่อนเข้าเรียนก็ขับรถนานจนแทบจับไข้” คนขับตั้งอกตั้งใจถ่ายทอดความเป็นตนเอง…อย่างน้อยก็ได้ ‘นำเสนอ’ ตัวอย่างสินค้า เผื่อว่าเขาใคร่เลือก

ขณะที่ใจผู้ฟังยังคงกระหวัดถึงน้องบน

ป่านนี้คงสาละวนเช็ดน้ำตากับเสื้อของปู่หรือย่าก็ไม่รู้

เฮ้อ…จึงทั้งเอ็นดูและกังวล

โลกย่นย่อเข้าหากันจนกระทั่งแคบเข้ามา…ในความแคบกลับมีทุกสิ่งให้เลือกสารพัด ส่วนใหญ่มาพร้อมจักรกลกับวิถีทางที่ต้องดั้นด้นค้นให้พบ เผื่อว่าตอนจบจะได้คุณภาพครบถ้วนจนถึงแข่งขันได้

นั่นก็คือ เชื่อถือได้ นับถือได้ ไร้ความกลวงหรือลวง

แต่หัวใจอีกดวงหนึ่ง ดูไปแล้ว ยังมิอาจจะถึงฝั่ง

ไม่เหมือนผู้ที่นั่งหลังพวงมาลัยในยามนี้ ที่ดูเหมือนกำลังแสวงหาทุกยิบตาทุกนาที…ว่าที่นั่งที่ยืนอันเหมาะสมของตนเองคือแห่งหนใด

บุรุษที่หล่อนฝันไฝ่เพื่อจะได้มา หน้าตาความรู้ฐานะระดับไหน หล่อนพึ่งเขาได้เพียงไร

“ก็ดีแล้วนี่น้อง…ที่น้องคิดได้ด้วยตัวเอง…เพราะเส้นทางที่เราหาได้เดินไปได้ ก็แทบจะไม่มีทางตันแล้ว มิหนำซ้ำก็ยังหาไม่ยาก” เขาก็เลยช่วยฝากฝังกำลังใจไว้กับหล่อน “เพียงแต่ต้องระวังนิดเดียวตรงที่อย่าไปเสียเวลากับเรื่องราวที่ไม่ใช่เรา…เพราะ ‘เวลา’ เดี๋ยวนี้มันมีค่า ทำท่าจะมากกว่าเวลาเมื่อก่อน คือถ้าไม่ใช่แล้วมันบั่นทอนกันจนกลายเป็นโดมิโน”

“ที่พี่พูดนี่ น้องเห็นภาพเลยละค่ะ” เด็กสมองไวตอบกลับ “เหมือนเรานั่งรถผิดสาย…ที่จริงก็เปลี่ยนได้ แต่พอกลับมาตั้งต้นใหม่ เกิดเคราะห์ร้าย เจอนักเรียนตีกัน”

เพื่อนของพี่ชายพยักหน้า

“คงคล้ายๆอย่างนั้น…แต่ถ้าแถมด้วยถูกลูกหลงเข้าอีก…ก็คิดดู…”

ผู้กำลังฟังชำเลืองดวงตาสดใสมาสบตา

“พี่ทำท่าเหมาะเป็นโค้ช…ถ้ายังไงหนูจองคนแรกเลยนะ…โอเคไหม”

หลานผู้เจ็ดสิบปีมีมาให้ตระกูลนี้เพียงหนึ่งได้ยินแล้ว…เสียงเคาะประตู…

ก็ปู่นั่นเอง แล้วก็ย่าด้วย โดยไม่รวมพี่ชายเนื่องด้วยปรายเป็นพวก ‘ไฮเปอร์’ อยู่กับที่มิได้นาน ต้องออกไปหางานทำ ออกไปคร่ำเคร่งกับบริษัทที่มีสารพัดปัญหาสารพันผู้คน

“น้องบน…ไหน…เปิดประตูมาพูดจากันหน่อยปะไร ลูกเอ๊ย” ย่าทอดเสียงว่าวอนอ่อนหวานกันมิให้หล่อนดื้อ “มาคุยกันดีกว่าลูก…แล้วย่าก็มีอะไรจะบอกหนูด้วยนาาา…”

ฝ่ายปู่นั้น เดินไปแล้ว ไปนั่งรอที่ห้องกลางอันเป็นห้องที่ปู่ย่าและหลานคนสุดท้องใช้ร่วมกัน

ครั้นสิ้นเสียงย่าไม่กี่อึดใจ ประตูก็เปิดออก เจ้าของห้องเพียงแต่ยืนนิ่ง หน้าเศร้า นัยน์ตายังคงแดง ขนตาชื้น

“อย่ามัวร้องไห้อยู่เลยลูก…” ย่าว่า พลางเดินเข้ามากอดพลางหอมแก้ม “หนูทำงานทำการแล้ว ต้องเป็นผู้ใหญ่ มีเรื่องใหม่ๆรออยู่ข้างหน้าอีกมาก ทั้งงานในบริษัท ทั้งเรื่องส่วนตัว ทั้งสี่คนต้องช่วยกันพาไปให้อยู่รอด…”

“ไม่ใช่รอดเฉยๆ ต้องให้เป็นขาขึ้นด้วยไงลูก” เสียงปู่ดังจากโซฟาที่เอนกายพิงหมอนใช้ความคิด “ถ้าหนูเอาแต่ขี้แย ไม่สู้ใคร มันก็จะเสียหายไปถึงงานด้วย นึกออกไหม”

ย่าก็เลยพาหลานไปนั่งข้างปู่

ผู้สูงอายุจึงโอบบ่าหล่อนเข้ามากอดไว้ ด้วยรัก สงสารจับใจ

พลางก็โทษตนเองไม่โทษใคร…ที่ให้ความรักเกินไปตลอดมา

หนักเข้าก็ถึงแก่ดุว่ามิได้ ด้วยหลานเอาแต่ใจไม่ยอมฟัง

“หนูอายุยี่สิบสามแล้วนะลูก” ย่าลูบหลังไปมา “ไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว…ทำอะไรก็ต้องมีเหตุผล…”

“ว่าแต่ว่า…หนูชอบเขาจริงหรือเล่นล่ะ ปู่ละก็ไม่ค่อยจะไว้ใจ” ครั้นแล้ว อีกฝ่ายก็ทำเสียงหึ “ถ้าชอบจริงก็ดี…แต่ต้องดูเขาไปก่อน…ที่สำคัญก็คือนิสัยเขากับหนูไปกันได้ไหม…เขาให้อภัยเด็กขี้แยได้แค่ไหน…”

“ปู่…น่ะ…”

“เรื่องนิสัยนี่สำคัญนาลูกนา แรกๆเขาก็อาจจะเอ็นดูหนูอยู่มั่ง แต่ถ้าแผลงฤทธิ์บ่อยนัก เขาจะสู้ไหวไหม”

ทันใดนั้น น้ำตาที่แห้งแล้วก็กลับร่วงพรูลงมา

“ว่าแต่ว่า ป่านนี้…” ย่าเกือบเผลอเท้าความถึงทั้งสองที่เพิ่งควงคู่กันออกไป

แต่หลานก็ล่วงรู้…จึงเอาแต่สะอึกสะอื้นจนปู่ทนไม่ได้ ขยับกายนั่งตรง พลางต่อว่า

“ทำไมหลานปู่ถึงไม่รู้จักหยิ่งในตัวเอง…ไม่เอานะลูกนะ…ไม่คร่ำครวญฟูมฟาย…ก็เมื่อกี้…หนูพูดถึงโยธีทำไม แบบนี้เขาเรียกว่าหาเรื่อง” ว่าพลางก็นึกกลุ้มอยู่เหมือนกันที่หลานทำเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่องขึ้นมา “เมื่อเราก่อเองก็ต้องสานเอง…ต้องรอจนกว่าเขาจะโทร.มา…ไม่ต้องโทร.หาเขา”

“หนูไม่มีวันจะ…โทร….หา…เขา…อีกแล้ว” เจ้าตัวเสียงเครือ ขาดเป็นห้วง

แต่ปู่เคยเป็นนักเสี่ยงดวงมาก่อน รู้ขั้นตอนเลศเล่ห์ของหมู่ชน…ทั้งของตนเองและผู้อื่น จึงไม่ตื่นเต้นกับคำของหลาน

กลับสนับสนุนเสียงใส

“ถ้าไม่โทร.จริงก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้ไปว่าใครหมู่ใครจ่า” เขายืมคำชายคนนั้นมาใช้ “พนันกันดีไหมเธอว่าเขาจะปิ๊งกับคนไหน”

“กับหนู” ผู้อุปโลกน์ตัวเองเป็น ‘หมู่’ บอกเด็ดขาด ขณะเม้มปาก ปาดน้ำตา

 

Don`t copy text!