ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 9 : เจ็ดสิบปีมีคนเดียว

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 9 : เจ็ดสิบปีมีคนเดียว

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-9-

 

คงไม่ปลื้มโบราณคดีกับประวัติศาสตร์ศิลป์

อาจเห็นไปว่าไม่ทันสมัย ไม่เหมือนสาขาวิชาที่พาไปสู่อาชีพ ‘ทำเงิน’ ที่จะต้องเดินไปด้วยกันกับยุค 4.0 รวมทั้ง 5.0 ในเวลาข้างหน้า

หากก็มิเป็นไรในเมื่อความต่างกันระหว่างบุคคล มิว่าต่างสมอง ต่างทัศนคติ หรือต่างวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ผู้มีจริยาจะต้องยอมรับให้ได้

แม้อาจไม่ได้ในบางโอกาสตามวิสัยปุถุชน

แต่ก็ ‘ฝากไว้ก่อน’ ละกันนะโฉมยง…เขาเพียงแต่นึกในใจ หากก็หมายมั่นปั้นมือ

ส่วน ‘ไอ้หมอนี่’ ที่ทำท่าเป็นเศรษฐีเต็มขั้น…วิ่งตามกันมานั้น เขายังไม่อยากเก็บมาสนใจ นั่นก็เนื่องด้วยไม่เคยได้ยินปรายเท้าความ

ดังนั้น เขาก็เลยตัดบทบอกปู่ย่า ไม่มองหน้าทั้งสองคน

‘นี่กูก็อุตส่าห์ดั้นด้นมาให้มึงแล้วนะ ก็ยังดันทะลึ่งมีคนมาแจมให้เสียอารมณ์จนได้’

“คุณปู่คุณย่าครับ ออกไปเดินข้างนอกไหมฮะ…อากาศโปร่งดีกว่า…” เขาเองก็มิใช่คนยอมใคร…ยอมน้องของเพื่อนได้ แต่ชายที่ตามมาทำท่าข่มเขา…จะยอมได้อย่างไร

บนฟ้าอาจจะบอกเพียงว่า พี่ชายออกค่าใช้จ่ายให้เพื่อนทั้งหมดเพื่อเกณฑ์ให้มาดูแลปู่ย่า ‘ก็น้องมาไม่ทันใช่ไหม’ เขานึกออกทีเดียวว่า ปรายคงบอกเพียงเท่านี้ ‘พี่ก็เป็นห่วงปู่ย่าไง เขาเคยไปแบบนี้เมื่อไหร่ล่ะ’ หรืออะไรทำนองนั้น

“ไปจ้ะไป…หมดเรื่องแล้วจะไปไหนไปเลย” ย่าใบบุญส่งเสียงแจ่มใส

หญิงสาวจึงคล้องแขนย่า พาเดินออกจากประตูที่สมุทรไทเปิดกว้าง ให้อีกสองชายตามไป

เพียงไม่กี่นาที ทางเดินหน้าห้องก็พาไปสู่ดาดฟ้าโล่งกว้าง สดใสด้วยไออากาศรอบกายที่มีฝั่งบกด้านหนึ่งกับขอบน้ำและฟ้าจรดกันไกลลิบอีกด้าน ท่ามกลางแสงสว่างอ่อนรอน ส่องสะท้อนสีเขียวเข้มจากทะเลเมดิเตอเรเนียนตรงหน้าให้ดูเป็นหนึ่งแห่งผืนสมุทรประจำพิภพ

“อยากว่ายน้ำจัง” นวลน้องหนึ่งเดียวของปรายเอ่ยขึ้นราวเอ่ยกับย่า…หากนัยน์ตากลับแลไปทางเพื่อนชายในสูทดำที่กำลังผละเดินไปยังริมลูกกรงเรือ ก้มลงดูด้านล่างที่ห่างจากน้ำสูงลิบ “ดูซีย่า สามไม่เคยมาครูซ เลยตื่นเต้น”

ย่าใบบุญคงเกรงใจเขาเมื่อเห็นปู่เดินตามสามมุขไป จึงหันมาเอาใจ

“ลืมถามไปว่า ไทเคยมาครูซไหมจ๊ะ”

“ไม่เคยมาเลยฮะคุณย่า นอกจากค่าเรือแพงแล้ว…ผมว่าก็เหมาะกับผู้สูงอายุมากกว่าน่ะครับ”

คราวนี้ย่าพยักหน้า

“ใช่จ้ะ คือเราไม่ต้องขนของไง…น้องบนเขาก็อยากให้ปู่ย่าสบายๆเหมือนอยู่บ้าน…เอาเสื้อผ้าเข้าตู้แล้วก็แล้วกัน”

“คุณย่าก็ชอบไม่ใช่หรือฮะ”

“ชอบจ้ะ ชอบมาก” อีกฝ่ายพยักหน้า

พอดีได้เวลาเรือออก

ย่าไม่สู้จะตื่นเต้นสักเท่าไร ปู่ประธานตื่นตาตื่นใจมากกว่า จึงหันมามองทั้งขวาและซ้าย ดูเรือลำมหึมาค่อยๆเคลื่อนออกจากท่าเทียบ หันหัวสู่ผืนน้ำกว้างมหาศาลด้านใต้ที่ดวงตะวันยังคงลอยเด่น

จากบาร์เซโลนาสู่บาเลนเซีย (Valencia) อันเป็นเมืองติดทะเลถัดลงไป

เรือใหญ่จะถึงบาเลนเซียในยามเช้าวันพรุ่งนี้ ต่อจากนั้นจึงจะพานักท่องเที่ยวขึ้นบก

สมุทรไทได้แต่มองตามตาย่าที่ยังจับอยู่ ณ พระอาทิตย์ดวงใหญ่ แต่ยังอยู่สูงเกินกว่าจะรอได้ เพราะนี่ก็ทุ่มกว่า ย่ากับปู่คงหิวแล้ว เขาจึงถาม

“วันแรกนี่ไม่ทราบว่าปรายจองห้องอาหารห้องไหนไว้ครับคุณย่า”

“ต้องถามน้องบน” ย่าจึงหันไปทางหลาน “หนูจองห้องไหนไว้ล่ะลูก…ไปเรียกปู่มาไป๊”

นั่นเอง หล่อนจึงเดินไปหาทั้งคู่ที่ยังดูทะเลกันไม่จบ…หรืออาจจะถือโอกาสซุบซิบกันเรื่องอื่นก็เป็นได้

เพียงแต่อีกฝ่ายพ้นไปพอที่เธอจะปรารภ ย่าก็ลดเสียงเบาลง

“ถ้าน้องบนจะงอนมั่งอะไรมั่งก็อย่าถือสาเขาเลยนะไทนะ”

“ไม่หรอกครับ คุณย่าไม่ต้องห่วง “ชายหนุ่มยิ้มพราย นัยน์ตาแลเลยไปยังด้านหลังเรือนร่างโปร่งระหง ทรวดทรงสมัยใหม่ แออัดขนัดแน่นด้วยแบรนด์ดังทั่วทั้งกายอย่างมิวายหมั่นไส้

ขณะที่คุณย่าแถมท้าย

“ก็เลี้ยงกันมาอย่างเจ้าหญิง อย่างเจ็ดสิบปีมีคนเดียวนั่นละไท”

พูดจบก็ดูเหมือนว่าย่าก็จะพลอยขำแกมอ่อนใจไปกับคำกล่าว

“ผมก็พอจะทราบเป็นเค้าๆนิดหน่อยครับ” เขาจึงทิ้งท้ายไว้เพียงนั้น เมื่อทั้งสามคนเดินกลับมา

สีหน้าปู่กับสามมุขดูร่ารื่นไปด้วยกัน

 

Don`t copy text!