ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 13 : บาเลนเซีย

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 13 : บาเลนเซีย

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-13-

 

เรือถึงบาเลนเซียราว 7 นาฬิกา แต่สมุทรไทตื่นก่อน 6 โมง รีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปเคาะประตูห้องปู่ย่า

ทั้งสองรออยู่แล้วในชุดเดินทางเรียบร้อยทะมัดทะแมง โดยปู่มีกระเป๋าเบาๆ บรรจุบัตรเครดิตและเงินยูโรที่แลกมาติดตัวเผื่อต้องซื้อของเล็กน้อยตามทางผ่าน เป็นกระเป๋าแบนยาว เนื้อนิ่ม คาดติดกับเอว แล้วสวมแจ็กเก็ตทับ กันพวกฉกชิงวิ่งราวถ้ามี เพราะมักจะจ้องฉวยเอาจากผู้สูงอายุก่อนวัยใด ย่าก็เลยทำตามปู่ คือคาดกระเป๋าเงินไว้ที่เอว สวมเสื้อหนาวตัวยาวคลุมไว้ ช่วยให้คล่องตัว ไม่มีห่วงใยกังวล

กินอาหารที่ห้องเดิมแล้วไปรวมกันที่เลานจ์ ชั้น 5 ซึ่งใช้เป็นเธียเตอร์และห้องประชุม

“ที่จริง เราจะจ้างรถไปต่างหากก็ได้” เสียงบนฟ้าพูดกับสามมุขอยู่บนที่นั่งฟากหนึ่ง ส่วนปู่ย่านั่งด้วยกันแถวหน้าอีกฟาก “แต่ปู่ไม่เอา อยากไปเป็นกลุ่ม สนุกกว่า ก็เลยไปรถบัสของเขา”

สมุทรไทก็เห็นด้วยกับปู่ที่จะไปเป็นกลุ่ม อย่างน้อยก็อาจจะได้พูดคุยกับชาวต่างชาติที่เขาคิดว่าในจำนวนผู้คนมากหน้าภายในเรือ น่าจะมีชาวอเมริกันขั้นเศรษฐี หรือบุรุษสตรีปลดเกษียณแล้วมากที่สุด แม้จะมีชาวยุโรปปนอยู่จำนวนไม่น้อย กับชาวจีนไม่เกิน 10 คน

มีเครื่องฟังอันเล็กๆให้เสียบหูขณะที่ไกด์ผู้หญิงพูดผ่านไมโครโฟนหน้ารถ บรรยายให้รู้ว่า บัดนี้ เธอได้พาทุกคนจากท่าจอดเรือริมทะเล เข้าสู่บริเวณที่เป็นไฮไลท์ของเมืองหลวง

ในรถ คนไม่แน่น ดังนั้น เขาจึงนั่งคนเดียวบนที่นั่งด้านหลังผู้สูงวัย จึงเหลื่อมกับหนุ่มสาวบนที่นั่งอีกฟากหน่อยหนึ่ง ช่วยให้แลเห็นอาการยิ้มหัวกุ๊กกิ๊กที่ฝ่ายชายมักหันไปพูดจายืดยาวกับฝ่ายหญิงที่นัยว่าเทวดาคงชั่งใจอยู่นาน กว่าจะส่งมาเกิด

ไอ้หมอนี่ทำไมถึงค้าวขาว…สมุทรไทนึกในใจขณะเหลือบมอง

“อีกไม่นาน เราก็จะถึงกลางใจเมืองที่มีประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมงดงามจนท่านก็อาจตกตะลึงด้วยความประทับใจ”

ไกด์หญิงผิวสองสีที่เห็นได้ชัดว่าเป็นชาวสเปนขนานแท้ อัธยาศัยดีเยี่ยมบรรยายเสียงใส แต่ในฐานะที่เขาเรียนวิชาโบราณคดีที่พาตนเองเข้าสู่โลกของจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม มิว่าสมัยใกล้ๆ หรือก่อนคริสต์ศตวรรษพุทธศตวรรษ ก็นึกออกถึงความอลังการงานศิลป์ที่สร้างทำอย่างล้ำเลิศ ด้วยฝีมืออันประเสริฐสุดหลุดโลกถึงขนาดที่บางชิ้นงาน อาจนึกว่าคือเทพนฤมิต ส่งมาเป็นของขวัญสถิตเสถียร ณ โลกหล้า

วันนี้ เขาพกกล้องถ่ายรูปตัวเก่งทั้งชัดและไวใส่เป้มาด้วย เป็นกล้องตัวเล็กทรงประสิทธิภาพที่ไม่คิดจะใช้ในวันที่ผ่านมา เนื่องจากตอนมากับอาจารย์ เขาก็เก็บแทบทุกมิติของบาร์เซโลนาไว้หมดจด

เมื่อเช้า เขาก็เพียงแต่ถวายบังคมพระบรมรูปที่บัดนี้แม้ไม่แลเห็นพระองค์ หากก็ทรงโดดเด่นให้เขาสามารถแลเห็นได้ถนัดทุกโมงยาม เพิ่มความอุ่นใจอย่างประหลาดในทรวงอก

กินเวลาไม่นาน รถก็พาผ่านตึกรามสมัยใหม่ที่สร้างได้งดงามเข้าสู่กลางใจเมือง

เมื่อสักครู่มัคคุเทศก์หญิงได้แนะนำไว้ล่วงหน้าแล้วว่า

‘บาเลนเซีย’ นี้ เป็นแคว้นใหญ่ลำดับที่ 3 ของสเปน ประกอบด้วย 3 จังหวัด คือ บาเลนเซีย อาลีกันเต และกัสติโย โดยมี บาเลนเซียเป็นเมืองหลวงที่ควบคู่มากับความเก่าแก่ตั้งแต่ยุคโรมัน นับเป็นเมืองแห่งศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่เชิดชูบรรพกาลและปัจจุบันกาลไว้ได้อย่างลงตัว

รถจอดให้ทุกคนลงเดินผ่านตลาดกลางใจเมืองที่ปูกระเบื้องสะอาดสะอ้าน เรียงรายด้วยแผงขายอาหารทั้งสดและแห้งนับร้อยแผงชวนเพลิน

“อยากทานขาหมูแฮมตากแห้งเหมือนกันใช่ไหม น้องบน” เสียงสามมุขถามหญิงสาวค่อนข้างดัง

‘บนฟ้าก็ยังดีนี่นะ…ชายหนุ่มผู้เดินตามหลังนึกในใจ’ หล่อนคล้องแขนย่าไว้ด้วยที่ท่าว่าเกรงอีกฝ่ายอาจหกล้ม

“ก็อยากนะ…แต่ไม่มาก…” หล่อนตอบกลับ หากนัยน์ตายังคงจับอยู่ที่ไกด์หญิงผู้นำทางอย่างเห็นได้ชัดว่า เพียงแต่พามาชมให้ได้สัมผัสตลาดของที่นี่แค่นั้นว่า รูปลักษณ์โดยรวมเป็นอย่างไร

แต่ใครจะซื้อสินค้าสดก็ไม่ขัด เพราะผักและผลไม้ก็สดใหม่น่ารับประทาน เพียงแต่ไม่สู้จะแตกต่างจากห้างสรรพสินค้าใหญ่ในกรุงเทพฯ

เดินวนจนจบครบทั้งพื้นที่ ผู้นำทัวร์จึงพาออกจากซอยไปทะลุถึงโบสถ์คริสต์ที่สร้างเมื่อศตวรรษที่ 14

ภายในอลังการยิ่งใหญ่ด้วยคริสตัลและทอง

“อื้อฮือ” ปู่ถึงแก่ครึมครางออกมาเมื่อหันไปมองโดยรอบทั้งเบื้องหน้าและสองข้าง แม้สามมุขและบนฟ้าผู้ดูราวเป็นนักวิทยาศาสตร์ ไม่สนใจศิลปะก็มิเว้นยืนตะลึงแลลาน “พวกฝรั่งนี่เขาเก่งเรื่องศาสนาของเขาจังนะ คือสร้างอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับศาสดาของเขาละก็ จะสร้างอย่างวิจิตรพิสดารมาก เห็นมาหลายโบสถ์แล้ว ก็ดูแต่…ชื่ออะไรนะ ไท ที่บาร์เซโลนาน่ะ”

“ซากราดา ฟามิเลียครับ”

“นั่นละ…แค่ผ่านก็ยัง…ติดตาไม่หาย”

“จริงหรือฮะ” เขาถามอย่างดีใจ “ผมน่ะนึกว่าคุณปู่ไม่ชอบ”

“ชอบซี ทำไมจะไม่ชอบ แต่เวลามันจำกัดก็เลยไม่อยากลงไปดู…มาดูโบสถ์นี่แทน”

“ที่บาร์เซโลนาเป็นมาสเตอร์พีซของเกาดีครับ”

“นี่ก็มาสเตอร์พีซ” ปู่ยืนยันตาตนเอง หากก็ไม่คิดจะถามชื่อ เนื่องด้วยเกรงจะจำไม่ได้ หรือแม้จำได้อีกสักพักก็อาจลืม

“ใช่ครับ…อือ…คุณปู่ตาแหลมมากเลย” เขาเอ่ยชมอย่างจริงใจ

“ฝีมือสุดยอดขนาดนี้ไม่ตื่นเต้นได้ไง” ปู่ว่า

“ก็สร้างตั้งแต่สมัยโรมันนี่ครับ” เขาเล่าต่ออย่างง่ายๆ “บาเลนเซียเป็นอาณานิคมของโรมันไงฮะ…ตั้งแต่ 137 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษโน่นเลยละครับ”

“อื้อฮือ…นานจังเนอะ พี่สาม” บนฟ้าหันไปพยักพเยิดกับพี่ชายวิศวกรของหล่อนขณะคลี่ริมฝีปากบางเคลือบสีเข้มรับกับขอบตาที่ระบายมัสคาร่าอ่อนๆพอให้แลเห็นวงตายาวกว้างดังหนึ่งเมล็ดทานตะวัน…พอให้ผู้มองมาแลเห็นวี่แววว่ากำลังขำเรื่องเล่าของอีกฝ่าย “ก่อนคริสต์ศตวรรษนี่น้านนาน”

สมุทรไทก็เลยหันไปบอก

“ก็โบราณสถานทุกแห่งไม่ได้สร้างจากน้ำลายนี่นาน้อง ถ้าสร้างจากน้ำลายละก็ไม่นาน”

โดยพลัน สีหน้ายิ้มพรายเพราะได้เหน็บแนมเป็นต่อก็เปลี่ยนเป็นเม้มริมฝีปาก สะบัดหน้า

ทั้งปู่และย่าก็เลยตกใจ ย่าได้แต่กระตุกแขนหลานสาว

“น้องบน หนูก็…ฟังพี่เขาเล่าซีลูก ทำไมต้องขัดคอ”

 

Don`t copy text!