ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 18 : คืนฝนพรำ

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 18 : คืนฝนพรำ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-18-

 

ชายหนุ่มรู้สึกตัว จึงรีบยกมือไหว้

“ขออภัยคุณปู่คุณย่าด้วยครับ…ที่พูดจาไม่เหมาะในโต๊ะอาหาร…ทานต่อเถอะครับ…เดี๋ยวผมจะพาไปดูโชว์ที่เธียเตอร์ คุณปู่เต้นรำได้ไหมครับ ถ้าอยากเต้นรำก็เต้นได้นะฮะ”

พอดีทีเดียวที่ปู่กำลังครึ้มๆกับไวน์ที่จิบไปแล้วกว่าครึ่ง จึงไม่ถึงกับเอาจริงกับเรื่องที่เขาเอ่ยเมื่อครู่ ก็รีบพยักหน้า

“เต้นแข่งกับระบำบรอดเวย์เหรอปู่ขา” บนฟ้าถามขณะนึกในใจ

เพื่อนพี่ชายเป็น ‘คนจน’ งั้นหรือ…บนฟ้าเหลือบมอง…ไม่น่าเลยนะ…ไม่น่าจน…สายตาหล่อนบอกกล่าวขณะลอบเก็บภาพเชิ้ตสีโกโก้คอปิดตัวในกับสูทดำตัวนอกไว้ฉับพลัน

ราวกับคุ้นๆตา…เหมือนเสื้อมีแบรนด์ที่หล่อนเคยเข้าไปดู กะซื้อให้พี่ปันวันเกิดของเขา

“งั้นซี” ปู่ตอบอย่างคึกคัก

อาหารทยอยกันเข้ามาตามลำดับ แต่ละคำแต่ละรสอยู่ในเกณฑ์โอชา

ทุกคนจึงมีความสุขกับการกิน

“พรุ่งนี้หนูจองไว้อีกห้องแล้วนะคะย่า  เป็นห้องกริลน่ะค่ะ สั่งกริลริบอายไว้ให้ปู่กับพี่สาม แล้วก็เซอร์ลอยน์ให้ตัวเอง ของย่าเอสคาโกต์ ก็ไม่ทราบนะคะว่าจะถูกปากย่าเหมือนกรุงเทพฯไหม”

หล่อนก็เอาใจใส่บุพการีของตนเองดีอยู่ ชายหนุ่มนึกในใจ ก็ไม่เชิงเหมือนท่าทางไม่เห็นหัวคนสักเท่าไร ยังน่าเอ็นดูอยู่บ้าง แม้ในภาพรวมที่แลเห็น ชวนให้โบกมือ…ผู้หญิงแบบนี้ไปไกลๆ

ครั้นแล้ว ‘ผู้หญิงแบบนี้’ ก็คงต้องแต่งงานกับ ‘ผู้ชายแบบนั้น’

ชายที่นั่งอยู่ข้างๆเขานี่ ชายผู้รู้สึกว่าตนเองมีดี

หนึ่ง หล่อ สอง รวย สาม…ละไว้ในฐานที่เข้าใจแล้วกัน

“ไม่เป็นไรหรอกลูก เผื่อย่าเบื่ออาหารฝรั่ง ก็ยังมีบะหมี่ซองอยู่ในกระเป๋า” ว่าพลางย่าก็หัวเราะ “คนที่ห้องอาหารเขาจะตกใจไหมแค่นั้นแหละ”

“เขาก็คงไม่ค่อยสบายใจมังคะ” หลานรักของปู่ย่ายามนี้ดูมีความสุข ไม่มีเค้าธุรกิจที่ติดตัวจากเมืองจีนมาอวดโฉมให้ได้เห็น

“ว่าแต่ว่า พรุ่งนี้เรือถึงท่ากี่โมง ชื่อเมืองอะไรสาม” ปู่ถามชายผู้ยังคงรับประทานโดยไม่ปริปากสมทบกับอีกสี่คน

“เมืองอะไรน้องบน” ที่จริงเขารู้ แต่ไม่อยากตอบ

ความไม่ชอบใจในชายที่นั่งเคียงยังคงเรียงหน้ากันเข้ามาในอารมณ์ ด้วยว่าตอนที่มันเอ่ยเมื่อกี้ มีคำว่าคนจน หางเสียงปนด้วยหยัน

“มายอร์ก้าค่ะปู่…เป็นเกาะสวยเลยค่ะ…เอ้า…หนูก็บรรยายยังกะเคยมางั้นละ” บนฟ้าหันไปจิ้มอาหารในจานของสามมุขเข้าปาก เชิงปลอบใจที่เขาคงเริ่มอึดอัดผิดหวังเพราะนึกว่าตนเองจะเป็น ‘พระเอก’ หนึ่งเดียวของทริปนี้ ไม่ทันนึกว่าพี่ชายหล่อนจะเล่นเกมตัดหน้า พานักโบราณคดีผู้มีแววตาทันคนมาขัดจังหวะ “ที่ทราบเพราะเมื่อคืนอ่านรายละเอียดในคู่มือ…โบสถ์ของเขาสวยจี๊ดเลยค่ะย่า…ปราสาทก็อลังการ กังหันลมก็มี ถ้ำก็มี โรแมนติกหมดเลย ใช่ไหมพี่สาม”

สามมุขพยักหน้า

“พี่เอาปากมาด้วยหรือเปล่าน้า-า-า” น้องบนของปรายยานคางพลางเอนไหล่เข้าไป หากก็ไม่ถึงตัวชายผู้สวมสูทโก้ เสื้อดอกเล็กๆตัวใน ผูกหูกระต่ายต่วนดำ เข้ากันดีกับดวงหน้าขาว หนวดเพิ่งโกนใหม่เขียวเป็นไรๆ มีจอนยาวข้างหูดูโก๋นิดๆ รับกับผมยกเป็นริ้วเหนือหน้าผาก

สามมุขยิ้มแค่นๆหน่อยหนึ่ง

“ฟังน้องคุยไม่ดีกว่าหรือ พี่ไม่ได้อ่านอย่างน้องนี่ พอถึงห้องก็หลับเป็นตาย”

“ว่ายน้ำเหนื่อย” อีกฝ่ายยั่วเย้า

แต่ผู้ฟังแอบถอนใจ…โล่งอกไปอีกเปลาะหนึ่ง

‘น้องบน’ คงไม่ใช่หมู…เขาเองก็โล่งใจ

หล่อนชอบแต่ทำท่า…ท่าที่ว่าเปรี้ยวแกมเลี้ยวลด

แต่ใจที่สดจริงๆซ่อนไว้

ท้ายที่สุด ปู่ก็สู้ไม่ไหวที่จะออกไปเต้น เลยแค่ดูการแสดงบนเวทีประเดี๋ยวหนึ่งซึ่งไม่ดีไปกว่าที่เคยเห็น จึงชวนกันกลับห้องพัก อาบน้ำแล้วหลับสนิทด้วยฤทธิ์ไวน์

สมุทรไทก็เช่นกัน

เพียงแต่รู้สึกว่าเรือแกว่งหน่อยๆ เขาจึงเปิดประตูระเบียง ชะโงกลูกกรงออกมาก้มลงดู จึงรู้ว่าทะเลกำลังมีคลื่น

ครั้นแหงนมองเบื้องบนจึงเห็นเมฆเกลื่อนกล่นเต็มท้องฟ้า บางตอนหนาเป็นก้อนซ้อนกันอยู่ ลมแรงพัดพรูปะทะใบหน้า พาเอาละอองเย็นๆมาถึง

อ้อ…ฝนกำลังลงเม็ด

สักครู่ก็ค่อยหนักขึ้น…เขาก็เลยเข้าห้อง เอนตัวลงนอน

ตื่นตีห้าครึ่ง อาบน้ำแต่งตัว ลองกดไลน์แต่ก็ใช้ไม่ได้ อากาศไม่สงบเพียงพอต่อการสื่อสารระหว่างน้ำกับบก

ในกำหนดการ เรือจะถึง 8 น.

ดังนั้น เพียงแต่ย่างเข้า 6 น. เขาก็รีบขึ้นไปชั้นสิบสอง พาผู้อาวุโสไปกินอาหารเช้า

สักครึ่งชั่วโมง ทั้งคู่จึงตามไป

“เมื่อคืนฝนตก ย่าทราบไหมคะ”

“ไม่เลย หลับเป็นตายเลย”

ฝนยังคงตกพรำๆจนถึงเช้าวันนี้ ฉะนั้นจึงต่างก็เข้าห้องอาหาร ตามองฝ่าฝนบางไปยังชายฝั่งที่แลเห็นไกลๆท่ามกลางหมู่ไอน้ำขาวละเลื่อม

เรือแล่นช้าลง แต่ยังไม่ถึง แม้จะผ่าน 7 นาฬิกาไปแล้วครึ่งชั่วโมง

แต่ทุกคนก็ต้องไปรวมตัวกันที่ห้องประชุมเพื่อจัดกลุ่มขึ้นฝั่ง

วันนี้ ก็เลยได้ขึ้นจากเรือช้านิดหน่อยคือ 9.45 น.

ฝนยังคงตกพรำๆ บางคนจึงสวมเรนโค้ต บ้างก็กางร่ม

ย่าใบบุญมีร่มคันเล็กในมือ สมุทรไทจึงช่วยกางให้ พลางยื่นแขนให้เธอเกาะ ส่วนปู่สวมฮู้ดที่ต่อกับเสื้อกันฝนตัวยาวครึ่งน่อง คลุมปิดบู๊ตยาว ก้าวตามย่าขึ้นรถ มีหลานสาวกับชายหนุ่มต่อท้าย

“สาม” ปู่ก็เลยเรียกเขาอย่างเอาใจ “ค่ำนี้กินอะไรเสร็จแล้ว ไปดูห้องกาสิโนกันดีไหม”

เพียงแค่ขาดคำ สีหน้าสามมุขก็บานขึ้นทันใจ

 

Don`t copy text!