ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 19 : ศิลปินเอก

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 19 : ศิลปินเอก

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-19-

 

รถพาผ่านไประหว่างไร่มะกอกทั้งสองข้าง สมุทรไทก็เลยโน้มตัวไปบอกข้างหูปู่กับย่า

“คุณปู่คุณย่าเห็นไร่มะกอกของเขาไหมฮะ…แน่นเป็นดงสวยมากเลย ก็คือสเปนเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกน้ำมันมะกอกรองจากอิตาลีไงครับ”

“อ้อ” ประธานพยักหน้า ทอดสายตาออกไปข้างทางที่ฝนยังคงโปรยสาย

นับเป็นภาพที่ชวนใจให้เยือกเย็นจนกระทั่งผ่านไร่มะกอกถึงไร่อัลมอนด์อันงดงามท่ามกลางธรรมชาติที่เป็นดงไม้สลับสล้าง ยามสายที่เคยมีแดดแรงแสงกล้าจึงถูกสายฝนชะโลมล้าง เหลือแต่แสงเงาเพียงจางๆ จนกระทั่งเข้าเขตชุมชน ‘บาเดมอสซา-Valldemossa’

พบกับพระอารามแห่งลัทธิคาร์ทูเซียนของคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิคที่ก่อตั้งโดยนักบุญบรูโน เพียงแต่อารามแห่งนี้เปิดให้ประชาชนเข้าทำกิจกรรมทางศาสนามาได้แค่ 436 ปี นักบวชคณะสุดท้ายก็ถูกขับออกไปใน ค.ศ. 1835

พระอารามเลยกลายเป็นสถานที่ให้เช่า…ผู้เช่าคนสำคัญคือนักประพันธ์สตรีชาวฝรั่งเศส นามจริงว่าออโรรา ดูแปง แต่ใช้นามปากกาจอร์จ แซนด์ จึงทำให้ผู้คนคิดว่าเป็นชายเนื่องด้วยสมัยนั้นผู้หญิงยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงการเขียน เธอกับเฟรเดอริก โชแปง นักประพันธ์เพลงเอกของโลกผู้เป็นคู่รักมาเช่าพระอารามแห่งนี้ด้วยกันในฤดูหนาว ค.ศ. 1838…ไกด์ที่ไม่ใช่คนเมื่อวานบอกกล่าว…ครั้นแล้วสมุทรไทจึงถ่ายทอดให้ปู่ย่ารับฟัง

อารามแห่งนี้เป็นตึกโบราณหลังกะทัดรัด เมื่อต่างก็ก้าวเข้าไปภายใน เงยหน้าขึ้น ก็แลเห็นภาพเขียนงามตระการทั้งบนผนังสองข้างและเพดาน

นับเป็นโบสถ์รูปแบบนีโอ-คลาสสิคอันแสนจับตาจับใจจนได้ยินเสียงย่าพึมพำ

“สวยจังนะไท”

“ครับ…งามมาก…คุณย่าชอบศิลปะฝรั่งชาติไหนมั่งฮะ” ชายหนุ่มเอ่ย ขณะปรายตาไปทางสามมุขที่ดูอย่างเร็วๆจนได้ยินเสียงบนฟ้าถาม “พี่สามไม่ชอบรูปเขียนนี่หรอกหรือคะ”

อีกฝ่ายก็เลยพยักหน้า

“อือ…ก็สวยดี…น้องชอบเหรอ”

“เห็นไหมคะ…ไกด์เขาบอกว่านี่คือรูปปูนเปียกที่เรียกว่าเฟรสโกไงค่ะ…ฝีมือโกย่า…อุ๊ยตาย…พี่สาม รูปปูนเปียกนี่ฝีมือโกย่า จิตรกรเอกของสเปนและของโลกด้วยไงคะ…แหม…น่าตื่นเต้นจังเลย…ศตวรรษที่ 17 น่ะคะ…เห็นไหม”

หล่อนเสแสร้งทำเสียงน่ารักกับหมอนั่น

สมุทรไทได้ยินแล้ว หากก็แทบไม่เชื่อหูว่าน้องบนผู้เป็นหญิงเฉิดโฉมลุคฝรั่งสมัยใหม่จะเอ่ยถึงศิลปะสมัยหลายร้อยปีที่ผ่านมา

“กลุ่มเราโชคดีนะครับคุณปู่ที่ได้มาชมโบสถ์นี่…” เขาหันไปทางชายสูงวัยผู้กำลังยืนพิจารณาภาพเขียนบนผนังอย่างเงียบๆ

“โชคดี” อีกฝ่ายเห็นด้วย “จะเอายังไงอีกล่ะ…ได้มาดูรูปวาดของโกย่า นี่ถ้าไม่บอกว่าโชคดี ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว”

“ไม่ใช่รูปรีโพรดัคชั่นก็ใช้ได้แล้วครับ”

“ถึงรูปรีโพรดัคชั่นก็ใช้ได้” อีกฝ่ายเอ่ยต่อ “ก็คิดดู รูปจริงจะหาดูที่ไหน โดยเฉพาะรูปจิตรกรเอกของโลกอย่างโกย่า แวนโก๊ะ โมเน่ต์”

“โอ้โฮ…คุณปู่ครับ ยกนิ้วให้เลยนะฮะ” ชายหนุ่มบอกแกมหัวเราะ

ครั้นแล้วจึงชวนกันเดินลึกเข้าไป พบห้องสมุดเก็บบทประพันธ์เพลงของโชแปง เย็บปกแข็งเดินทองขาวนวลงดงาม สมความอัจฉริยะไว้ครบถ้วน

หากก็ห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาด

หนังสือเรียงกันเป็นแถวแนวมีระเบียบเต็มตู้ทุกตู้ หน้าประตูทางออก มีภาพเขียนรูปโชแปงกับคู่รัก ตั้งวางอย่างผึ่งผาย งามสง่า เสมือนกำลังต้อนรับการมาและจากลาของผู้มาเยือนคนแล้วคนเล่า

แต่เพียงออกจากประตูด้านข้าง ก็พบหุบเขาอันเด่นกระจ่าง ท่ามกลางแสงที่กล้าขึ้นของสายแดดซึ่งบัดนี้ฝนหยุดสนิท

หมู่บ้านในหุบก่อด้วยอิฐและหินหลังไม่ใหญ่ ประดับไหล่เขาที่แลแต่ไกลคล้ายเมืองเล็กบนภูผา ช่วยให้มายอร์กางามยิ่งนัก

ต่างก็ยืนโอ้เอ้สูดอากาศหลังฝนบนทางเดินแคบๆที่มีกระถางดอกไม้ข้างอาราม

สมุทรไทจึงยกกล้องขึ้นเล็งยามหญิงสาวเผลอตัวเข้ามากอดปู่และย่า ตัวเองคั่นกลาง

ทันทีที่ได้ยินเสียงแช้ก จึงหันมา เม้มริมฝีปากแน่นขณะเปล่งเสียง

“ปาปารัซซี่”

แต่หัวหน้าทัวร์เข้ามาขัดจังหวะ

“เดี๋ยวไปเดินเที่ยวในหมู่บ้านกันก่อน แล้วค่อยกลับเรือ”

แต่สามมุขเอ่ยดังๆต่อจากนั้น

“หวังว่าจะไม่เอารูปนี่ไปขายกินนะ”

สมุทรไทก็เลยตอบยิ้มๆ ขณะที่หันกล้องไปยังหมู่บ้านใจกลางหุบ

“ผมถ่ายรูปไว้ขายนะคุณ ได้ราคาดี ขายไม่รู้ว่ากี่รูปมาแล้ว เคยได้รางวัลภาพถ่ายประจำปีมาแล้วด้วย”

อีกฝ่ายก็เลยได้แต่นิ่งอึ้ง คอแข็ง ตาแข็งกร้าว จนผู้มองนึกว่า เขาน่าจะเข้ามาขย้ำภายในไม่กี่อึดใจ

ในหมู่บ้านนี้เองที่สมุทรไทได้ใช้ทักษะการถ่ายภาพอีกครั้ง หลังจากใช้ในบาเลนเซีย ได้ภาพเด็ดๆหลายภาพ

“มายอร์กามีที่ให้เที่ยวอีกหลายแห่ง แต่น่าเสียดายที่เวลาเรามีน้อย” หัวหน้าทัวร์บอกกล่าว “เมืองปัลมาที่เป็นเมืองหลวงของเกาะมายอร์กานี่มีนักท่องเที่ยวนิยมมาโดยเฉพาะฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อน ทะเลสวยมากพอๆกับมัลดีฟส์ ปราสาทราชวัง โบสถ์วิหาร ถ้ำ ทะเลสาบมหึมาใต้ดิน…โอ…จาระไนไม่หมด ต้องอยู่สักอาทิตย์สองอาทิตย์ถึงจะเที่ยวทั่วทั้งตะวันออก ตะวันตก เหนือใต้”

“ประชาสัมพันธ์จัง” เสียงสามมุขดังจากที่นั่งตรงข้าม…ดูเหมือนเขาจะอารมณ์ไม่ดียิ่งกว่าเดิมเมื่อได้ยินเพื่อนของพี่ชายหญิงสาวแสร้งบรรยายถึงความสามารถที่เขาเองไม่มี “แต่ขายที่เที่ยวก็ยังดีกว่าขายที่เทค”

สมุทรไทได้ยิน หากก็เฉยเสีย แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายเปรียบเปรยเลยมาถึงเขาเมื่อรู้ถึงต้นสายปลายเหตุการมาปรากฏตัวร่วมกับปู่ย่าและบนฟ้าผู้ที่อีกฝ่ายรู้แน่ว่าคือเศรษฐี

กลับจากหมู่บ้านถึงเรือเมื่อบ่ายสี่โมงกว่า ทั้งหมดจึงเลยขึ้นไปรับประทานอาหารกลางวันบนชั้นสิบสอง

ระหว่างอยู่บนรถ อากาศค่อยๆเริ่มแจ่มแจ้งด้วยแสงจากดวงตะวัน ฉานฉายจนทะเลกลายเป็นสีมรกตใสสว่าง ต่างก็ทอดตามองออกไปบนชายฝั่งที่ทอดยาว แล้ววกหาย

แต่สามมุขคอยดูนาฬิกา ครั้นแล้วก็อดรนทนไม่ไหวจึงชวนปู่

“เดี๋ยวทานเสร็จเราลงไปดูห้องกาสิโนกันก่อนดีไหมฮะ”

“ก็ได้ จะได้ย่อยอาหาร ไปกันไหมไท”

“ไปก็ได้ครับ” ชายหนุ่มตามใจ “ไปตอนเรือยังไม่ออก คงยังไม่มีใคร”

“อยู่ชั้นไหนล่ะจ๊ะ” ย่าถาม ครั้นแล้วจึงหันไปทางหลานหญิง “หนูจะว่ายน้ำไหมล่ะลูกบ่ายนี้”

“ยังไม่ว่ายหรอกค่ะ อยากไปสปามากกว่า ย่าไปด้วยก็ได้นะ ฝากปู่ไว้กับพี่สาม” เจ้าตัวบอกโดยไม่หันมาทางสมุทรไท

 

Don`t copy text!