ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 22 : ลึกๆในดวงใจ

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 22 : ลึกๆในดวงใจ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-22-

 

ครั้นแล้วย่าก็ขอดูรูปที่เขาถ่ายตั้งแต่เมื่อวาน ชายหนุ่มจึงกดเข้าไลน์ของย่า

“ไทถ่ายรูปสวยมากเลยนะจ๊ะ…ดูน้องบนซิ สวยยังกะนางฟ้า”

“ก็หนูชื่อบนฟ้านี่คะย่า…ใช่ไหมพี่สาม”

ทุกคนนั่งรวมหมู่กันอยู่ที่ห้องพักเปิดโล่งซึ่งมีทางเดินต่อจากห้องอาหารเช้า

วันนี้ เรือยังคงเคลื่อนที่ไปในทะเลกว้าง แลเห็นแต่ขอบน้ำจรดขอบฟ้า มุ่งสู่เกาะมอลตาที่มีเมืองหลวงนามว่าวัลเลตตา (Valletta) ซึ่งยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกตั้งแต่ ค.ศ.1980 หรือ พ.ศ.2523 โดยยกย่องว่าเป็นเมืองที่มีมรดกโลกเข้มข้นที่สุดแห่งหนึ่ง

นามเต็มของเกาะงดงามหนึ่งไม่มีสองแห่งนี้ คือ ‘สาธารณรัฐมอลตา’ อันมีอีก 2 เกาะ คือ โกโซ (Gozo) และโคมิโน (Comino) รวมอยู่

ผู้คนต่างก็ขนานนามเกาะนี้ว่า ‘ไข่มุกแห่งเมดิเตอเรเนียน’

 

“ย่าจะส่งให้หนูนะ” ว่าพลางย่าก็กดไลน์จากมือถือของเธอ ดังนั้น รูปที่สมุทรไทถ่ายไว้เมื่อวานและวันก่อนจึงพรูกันไปปรากฏให้หล่อนได้เห็นเต็มทุกห้องไลน์

โดยเฉพาะรูปที่หล่อนกำลังฉะอ้อนเอียงคอขนาบข้างด้วยปู่กับย่า

“อื้อฮือ ทำไมหนูน่ารักได้ขนาดนี้ก็ไม่ทราบนะคะย่า” ขณะพูดก็เหลือบตาไปทางสามมุข

แต่ชายคนนั้นกำลังหมกมุ่นอยู่กับจุดหมายที่ชวนให้เฉยสนิท จึงมองเลยไปยังแสงแห่งยามสายที่กำลังละลายหมู่เมฆริ้วบางยาว ซ้อนกันเป็นเกล็ดเล็กๆท่ามกลางโค้งฟ้าใสสว่าง

“กำลังฝันถึงใคร…หนูไม่ยอมนะ…จะบอกให้รู้” หล่อนทำเสียงกระเง้ากระงอดจนเปอร์เซ็นต์หมั่นไส้ที่นอนก้นมาสองวัน ชวนกันดีดตัวขึ้นจับผิวหน้าสมุทรไท

เขาอดรนทนไม่ไหวก็เลยบอกย่า

“ผมขอตัวไปที่บาร์นั่นซักครู่นะครับ คุณย่าจะดื่มอะไรร้อนๆหรือเย็นๆก็ได้ ผมสั่งมาให้”

“ยังไม่ต้องหรอกไท เพิ่งอิ่มเมื่อกี้”

เขาก็เลยเดินออกจากที่นั่งสบาย เลียบสระน้ำไปยังบาร์เมื่อวาน สั่งชาร้อนมานั่งจิบ ทอดตามองแดดระยิบระยับกลางทะเลแทนสระน้ำตรงหน้า เนื่องด้วยมีเพียงชายสูงวัยพุงหลามสองสามคนสวมแว่นดำนอนอาบแดดอยู่บนเก้าอี้นอนข้างสระ กำลังมองหญิงสูงวัยกลุ่มเล็กแหวกว่ายอยู่ไปมา

“สงสัยไทจะเบื่อเสียแล้วก็ไม่รู้” ย่าปรารภอ่อยๆ ชวนให้ปู่นิ่งฟังพร้อมทั้งเห็นด้วย

“ก็ให้เขาเบื่อไป” อีกฝ่ายตอบสะบัดนิดๆราวจะบอก…ฉันเองก็เบื่อคุณเต็มประดาเหมือนกัน “ไม่รู้ว่าพี่ปรายนึกยังไงถึงกับลงทุนจ้างมา…”

“แต่เราก็ได้พึ่งเขามากนาหนูนา” ปู่ทอดเสียงเกรงใจ “ตั้งแต่บาร์เซนั่นแล้ว ดูแลดีทุกฝีก้าว”

“หนูก็ดูได้ พี่สามก็ดูได้ เรื่องแค่นี้ก็ไม่เห็นว่าจะต้องพาใครมาแทรกเลย เสียทั้งเงินเสียทั้งอารมณ์” หลานรักยังคงกระเง้ากระงอดต่อไป

“น้องบนจะสนใจมัน…เอ๊ย…เค้าทำไมล่ะน้อง” สามมุขกำลังจะกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่แล้วทีเดียวด้วยอารมณ์ร้อนที่พลุ่งขึ้น ไหนจะเรื่องหมั้นที่ยังค้างคาอยู่ในใจ ไหนจะมีคนหน้าใหม่ที่ไม่เคยรู้จักแทรกเข้ามาทำความอึดอัด…หากเมื่อสบตากับปู่ก็นึกขึ้นได้…ไม่ควรคายความรู้สึกให้เสียคะแนน… “ช่างเขาเถอะฮะ…เขาก็ดีนี่นา…เอาใจคุณปู่คุณย่าขนาดนี้ก็คุ้มแล้วละน้อง’

“แต่ท่าทางเขา…ดูจะ…” ย่าพึมพำตะกุกตะกัก

“เออ…จะยังไงก็อย่าบ่นมากได้ไหม” ปู่ส่งเสียงดังกว่าเก่า

ย่าก็เลยต้องเงียบ

แต่หลานสิ…กะพริบตา…โดยพลัน ทั้งสามก็แลเห็นหน่วยตายาวมีน้ำใสผุดระเรื่อ

“น้องบน” สามมุขค่อนข้างตกใจ จึงถามอย่างหงุดหงิด “ทำไมน้องจะต้องให้ค่าคนคนนั้น

ย่าฟังแล้วไม่ชอบใจ คอแข็งขึ้นทันควัน เมื่อบวกกับไม่เข้าตามาแต่แรก จึงนั่งนิ่ง ปากเม้มสนิท

ครั้นแล้ว ปู่ประธานก็ตั้งสติได้ ถามว่า

“นี่เรามาเที่ยวใช่ไหม ไม่ได้มาจับผิดหรือทะเลาะกันนะ”

“ถ้างั้นฉันจะไปเรียกไท” ย่าลุกขึ้นก้าวเดิน

“แล้วอย่าไปหกล้มกลางทางซะล่ะ” ปู่ร้องเตือน

บนฟ้าได้แต่เป็นห่วง อยากตามย่าไปเหมือนกัน แต่ไม่อยากเจอหน้าเพื่อนพี่ปรายผู้ทำท่าเหมือนเบื่อหน่ายหนุ่มสาวผู้หยอกเอินกันไปมา…ที่จริงก็ตั้งใจนะ…ตั้งใจเสแสร้งแกล้งยั่วควบอยู่ด้วย

“น้องบน…ไปลูกไป…ไปให้ย่าเกาะ…ดูเอา…เดินตัวโคลงเคลงไปมาขนาดนั้น” ครั้นแล้วอีกฝ่ายก็อดขำไม่ได้ “พวกหญิงแก่หัวเข่าไม่ดีนี่ ดูเวลาเดินก็หัวเราะงอหายทุกที”

แต่สามมุขไม่ขำด้วย เพียงแต่แยกริมฝีปากนิดหนึ่งเหมือนแยกเขี้ยว

ปู่ก็เลยบอก

“ไม่ต้องกลุ้มใจไปหรอกสาม ที่จริงคบๆกันไปก่อนก็ดี…น้องบนนี่…พูดก็พูด…เอาแน่ไม่ค่อยได้ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน” อีกฝ่ายบอกเรื่อยๆ ตามองหลานผู้เดินไปถึงย่า จับแขนย่าพาไปส่งที่บาร์ซึ่งแลเห็นบ่าไหล่สมุทรไทในห้องกระจกเพียงไกลๆ มีแสงจ้าของแดดสายกระทบน้ำในสระยาวพรางไว้

ไม่มีเสียงตอบจากอีกฝ่าย ด้วยว่าสายตาเขากำลังตามไปพร้อมฉุกคิด

ขณะเดียวกับย่าตรงไปหา ชายหนุ่มจึงกุลีกุจอเลื่อนม้าสูงให้ย่าเกาะแขนเขายันตัวขึ้นนั่ง โดยไม่หันมาเชื้อเชิญหลานของย่าผู้ทำท่าไม่ถูก นอกจากบอกสั้นๆ

“หนูไปก่อนละนะย่า” ขณะเม้มปากอย่าง ‘ฝากไว้ก่อน’ ทำนองนั้น

เดินพลางกดไลน์พลาง

“พี่ปราย เพื่อนพี่คนนี้แสนจะไม่มีมารยาท รู้หรือเปล่า…พี่ส่งคนพรรค์นี้มาดูแลปู่ย่าได้ไง หนูบังคับเลยนะว่า กลับไปนี่ ไปเอาเงินค่าเรือคืนมาให้ได้” ในที่สุดก็หยุดเดิน กดไลน์ต่อจนจบข้อความอย่างพาลเต็มที

ครั้นถึงที่ที่ปู่กับสามมุขยังคงนั่งมองแดดอยู่ด้วยกัน น้ำตาหล่อนก็พลันไหลลงมาจนปู่ตกใจ

“หนูเป็นอะไรไปลูก” ครั้นหลานนั่งลง เขาก็โอบไหล่เข้าไปกอดอย่างปลอบโยน 

Don`t copy text!