ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 23 : ใจเล็ก ใจใหญ่

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 23 : ใจเล็ก ใจใหญ่

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-23-

 

ชั่วโมงนาทีที่ทุกอารมณ์กำลังชมชื่นด้วยหัวใจระรื่นแสนสบายจึงพลันมลายลงไป แม้สามมุขเองก็หงุดหงิดเบื่อหน่าย แต่มิใช่รำคาญหล่อน เนื่องด้วยมีคนที่ชวนให้ขวางตากว่าเข้ามาร่วมขบวน

แต่ปู่นึกในใจ

‘มันก็ทำบ่อนแตกอีกจนได้’

แม้ขณะกำลังโอบกอดเอาใจ หากก็ไม่โทษชายหนุ่ม แต่โทษหลาน  เพียงแต่เกรงใจกันจนเคยตัว ก็เลยต้อง ‘โอ๋’ กันนิดหนึ่ง

“หนูก็…ทำเป็นเด็กขี้แยไปได้” ประธานลูบหลังไหล่วัยยี่สิบสามไปมา “พี่เขาก็ดีนี่นาลูก…แล้วนี่จะทำยังไง…หนูใจเสาะขนาดนี้…หือ…สาม…จะเอาน้องบนไปเลี้ยงก็ต้องรู้นะว่ากระทบนิดกระทบหน่อยก็บ่อน้ำตาตื้น”

สามมุขก็เลยมองหล่อนอย่างเอ็นดู พลางบอกกล่าว

“ผมสู้ไหวครับ…ขอให้ผมได้ไปเลี้ยงจริงๆก็แล้วกัน”

แต่อารมณ์ของบนฟ้าก็ยังไม่ดีขึ้นได้

“เห็นไหม…สามเขาใจใหญ่เหมือนกันนะ” ปู่พยายามล้อเล่นให้อีกฝ่ายขำขัน แต่หลานผู้เอาแต่ใจก็ไม่พลอยหัวเราะหัวใคร่ไปด้วย

สามมุขก็เลยถือโอกาสบอกหล่อนต่อหน้าปู่

“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าไม่จำเป็นน้องก็ไม่ควรต่อปากต่อคำกับมัน…เอ๊ย…เขา…ถึงเป็นเพื่อนพี่ปรายก็เถอะ” ชายในกางเกงขายาวสีโอลด์โรสเสื้อดำแว่นดำตัดกับผิวขาวจัด คางเขียวด้วยไรเครากล่าวต่ออย่างขอระบายความอัดอั้น “แต่เป็นเพื่อนระดับไหนก็พอจะเดาได้ใช่ไหมฮะคุณปู่…ดูแค่มันขายรูปกินก็พอจะรู้…”

ปู่ประธานฟังแล้วหน้าเผือดลงไป ก็เลยท้วงอ่อยๆ

“ก็คงไม่ใช่ยังงั้นทั้งหมดหรอกสาม นี่ก็ยังไม่ได้ถามเหมือนกัน…เพราะ…ก็ไม่เห็นว่าจำเป็น” ผู้ใหญ่กว่าชี้แจง “เดี๋ยวเขาจะหาว่าเรา…อือ…ก็เสี่ยงที่เขาจะไม่พอใจใช่ไหมล่ะ…ก็คงต้องรอจนกว่าจะพบปราย คือหลานเราก็ไม่เคยพูดถึงฐานะอะไรของเขา พูดแต่ว่าเขาเก่งโบราณคดีประวัติศาสตร์ศิลป์”

สามมุขก็เลยเผลอตัว บิดปากนิดหนึ่ง

“เอาไปทำอะไรได้ครับ วิชานี้”

“ก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องคุยกับเขาละมังนะ” ปู่ว่า

“พี่สามคงหึง” บนฟ้าเปลี่ยนเสียงได้ทันใด

บัดนี้ น้ำตาก็แห้งแล้ว

“แน่น้อน” อีกฝ่ายทำตาวาว

“ท่าทางเขาก็ไม่บอกว่าจะมาจีบน้องบนเลยนี่นา” ปู่ก็เลยฟันธง หวังจะให้เรื่องราวจบลง “เขาไม่สนใจด้วยซ้ำมั้ง…ในเมื่อเขาก็เห็นตำตาว่าสามกับหนู…กำลังดู๋ดี๋กัน…”

“ต๊ายตาย…ปู่ขา…” หลานลากเสียงอย่างเขินแกมปลื้มหน่อยๆในวาจาที่พูดได้พูดเอาของบุพการี “ปู่พูดยังงี้ได้ไง”

สามมุขก็เลยยิ้มหัวออกมาได้

“ต้องพูด” ผู้อาวุโสหัวเราะๆ “จะได้จบๆไป ไม่งั้นหนูก็งอแงอยู่นั่นละ”

“ดีแล้วครับคุณปู่…ผนน่ะไม่กลัวอะไรมากไปกว่าน้องบนเปลี่ยนใจ”

“พี่สามไม่รู้หรือไงว่าใจหนูไม่นิ่ง” คนจริงอย่างหล่อนจึงสวนทันควัน

นับจากชั่วโมงนั้นเป็นต้นมา สมุทรไทก็ตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับทั้งคู่ จะดูแลเฉพาะสองผู้อาวุโส

ดังนั้นจึงถามย่า

“คุณย่าอยากดูห้องครัวของเขาไหมฮะ ถ้าอยากเดี๋ยวเราไปดูกันก็ได้” ชายหนุ่มหวังเพียงให้ย่าเพลิดเพลินในเมื่อภายในเรือก็มีแทบทุกบริการ แม้ไม่ใช้เพราะไม่สันทัดหรือไม่ถูกอัชฌาสัย แค่เดินชมก็ย่อมเพิ่มอารมณ์เบาสบาย “เขามีทั้งห้องนิทรรศการภาพเขียน ห้องสมุด ห้องฟิตเนสด้วยนะครับ มาทั้งทีก็ดีกว่านั่งเฉยๆไงฮะ”

“ไม่ชวนป๊าไปด้วยหรอกหรือไท” ย่าถาม

“ชวนซีฮะ…แต่…” เขามองผ่านสระน้ำไปยังห้องนั่งเล่น แลเห็นทั้งสามยังคงหันหน้าเข้าหากัน “แต่อาจจะกำลังมีเรื่องคุยยืดยาว”

ย่าจึงหันไปมองตามเขา ครั้นแล้วจึงถาม

“ไทว่านายสามนี่เป็นยังไง ลองเอาสายตาผู้ชายด้วยกันวัดมั่ง”

ชายหนุ่มจึงตอบทันที

“ผมคงมิบังอาจหรอกนะฮะ…เรื่องพวกนี้บอกยากครับคุณย่า ก็แล้วแต่รสนิยม เราว่าไม่ดี อีกคนก็อาจว่าดีก็ได้”

“แต่ย่า…คิดว่า…น้องบนน่าจะเรียนรู้ดูเขาไปพลางๆ ถึงมาขอหมั้น เราไม่หมั้นซะอย่าง ตาปันพี่ชายก็ทำอะไรน้องบนไม่ได้” ย่าใบบุญทำหน้าตาเอาจริง…หากก็เว้นระยะนิ่งคิดนิดหนึ่ง “แต่ก็นั่นละนะ ปันมันเคยบอกย่า ย่าจะไปหาชายไทยดีๆได้ที่ไหน อัตคัตจะตายอยู่แล้ว”

สมุทรไทได้แต่หัวเราะขำท่าทางย่า อดไม่ได้จึงกอดแขนเธอไว้

“โธ่…คุณย่าครับ…นี่ถ้าพวกหนุ่มๆเขามาได้ยิน เขามิร้องไห้กันระงมไปละมังฮะ”

ย่าใบบุญก็เลยหัวเราะกิ๊กออกมาพร้อมเอาใจ

“แต่ไม่รวมไทด้วยหรอกจ้ะ”

ยังไม่ทันจะชวนกันลุกจากที่นั่ง บนฟ้าก็พาปู่เดินมาถึง มีสามมุขทำท่าเฉยเมยแกมบึ้งนิดๆตามหลังมา

“ไทกำลังจะพาไปดูภาพเขียนแล้วก็ห้องสมุด แล้วถึงจะไปดูครัวของเขา” ย่าบอกกล่าวอย่างแช่มชื่น

“ใคร้จะมานั่งอ่านหนังสือ” สามมุขเปรยลอยๆขึ้นมาอย่างตั้งใจขัดคอจริงจัง

“มันก็ไม่แน่” สมุทรไทว่าจะไม่ยุ่งด้วยกับชายผู้นี้แล้วทีเดียว แต่เขาก็คือเขา คันเมื่อไรก็ต้องเกาเมื่อนั้นจึงกล่าวต่อ “เพราะเรือลำนี้เขาก็ต้องหาทางบริการคนหลายระดับหลายรสนิยม…พวกอยากกล้ามหนา คอเป็นหนอก เขาก็มีห้องฟิตเนสไว้ให้ พวกชอบตะหลิวกระจ่า ชอบดมกลิ่นเนื้อหมูปลาไก่ เขาก็มีครัวไว้ให้เข้า พวกชอบศิลปะ เขาก็มีภาพเขียนติดไว้ให้ดู แต่พวกไม่รู้จักไม่เข้าใจจะเดินผ่าน ไม่ยอมแวะเขาก็ไม่ว่า…แล้วพวกหนอนหนังสือไม่รู้จะทำอะไรดี เขาก็มีหนังสือหลายประเภทไว้ให้อ่าน”

แม้ยังไม่ทันจบประโยค ทั้งสามมุขและบนฟ้าก็ยืนหน้าเขียวหน้าเหลืองด้วยกันทั้งคู่

แต่ปู่พยักหน้าขณะที่ย่ายิ้มจางๆ

“สามคงคิดถึงห้องกาสิโน เขาเปิดบ่ายไม่ใช่หรือ ถ้างั้นเดี๋ยวไปกัน”

 

Don`t copy text!