ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 24 : มอลตา

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 24 : มอลตา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-24-

 

ภาพเกาะมอลตาที่ผ่านมากระทบสายตาในวินาทีแรกที่เรือเดินสมุทรค่อยๆเคลื่อนเข้าเทียบท่าในเวลา 7 นาฬิกานั้น กลายเป็นภาพที่สะกดให้ทุกคนตะลึงงงหลงเพ้อ พลันที่ป้อมปราการมหาวิหารโบสถ์วัง อายุยืนยาว 7,000 ปี อันงามราวสรวงสวรรค์บันลือไกล ปรากฏให้เห็นเต็มตาท่ามกลางสีครามสดที่ขอบน้ำจรดขอบฟ้ากลางแสงแห่งยามเช้า

นี่หรือคือเกาะที่ผู้คนโจษขานกันว่า อากาศดีที่สุดในโลก สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าจากเกาะซิซิลีที่อยู่ทางใต้ของอิตาลี

แม้ผู้ดูถูกประวัติศาสตร์อย่างสามมุขก็ยังอดอุทานมิได้ว่า

“เออ…ไอ้เกาะนี่สวยแฮะ…สวยไหมน้องบน”

หญิงสาวพยักหน้า

ทุกคนนั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะริมระเบียงของห้องอาหารชั้นสิบสอง สูดอากาศทะเลบริสุทธ์ตั้งแต่ 6 นาฬิกาเศษด้วยกัน

เนื่องจากเช้าวันนี้ สามมุขดูเหมือนจะอารมณ์ดีขึ้นเพราะเมื่อวานมีแบล็คแจ็คให้เล่น จากบ่ายโมงครึ่งจนถึงเวลาอาหารค่ำ

ปู่กับหลานก็อุตส่าห์เดินเข้าเดินออกเป็นเพื่อนเขา ด้วยว่าประธานไม่เคยลืมคำกล่าวของบรรพบุรุษ

‘นโยบายที่ดีที่สุดของการเอาชนะคู่ต่อสู้คือการทำให้ศัตรูยอมแพ้โดยมิต้องสู้รบ’

จะว่าไปทำไมมี ชั่วโมงนาทีที่เดินทางมาคราวนี้ หากถ้าคิดให้ดีก็คือกำไรชีวิตที่บนฟ้าพาครอบครัวมาลงทุนทางอ้อมโดยมิได้ตั้งใจ

มีสามมุขตามมาเป็นคู่ค้าหรือคู่แข่งคนใหม่

แต่หลานสาวของเขาเท่านั้นที่ไม่ทันรู้

ความเยาว์วัยที่เติบใหญ่ขึ้นมาบนฟูกหนา…มดไม่ไต่ไรไม่ตอม รังแต่จะผลิตความหอมหวานที่เป็นภัย

ดังนั้น คนเป็นปู่อย่างเขาผู้สมองไว จึงจับจุดเป็นตายของหลานไว้จนได้

“สวยสุดๆเลยพี่สาม ไม่เคยเห็นบ้านเมืองไหนสวยเท่านี้มาก่อนเลยจริงๆ” หญิงสาวเปล่งเสียงไม่เสแสร้ง “เดี๋ยวคงต้องซื้อหนังสือสักหน่อย คงมีขายบนเกาะมังนะ”

“มีแน่ๆอยู่แล้ว” อีกฝ่ายบอกอย่างมั่นใจ

เออ…แบบนี้ก็ค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย

ครั้นเสร็จสิ้นการรับประทานแล้ว จึงเลยไปยังห้องประชุมเพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดกลุ่มไปกับทัวร์

ได้หัวหน้าเป็นชายสูงอายุ รอบรู้ประวัติศาสตร์

สมุทรไทก็เลยคุยกับเขามากเป็นพิเศษ

“มอลตาไม่มีภูเขา ไม่มีแม่น้ำ ไม่ค่อยมีฝน จึงเป็นเกาะที่แห้งแล้งมาก เลยต้องกลั่นน้ำทะเลมากินมาใช้” หัวหน้าทัวร์บรรยาย “ต้องนำเข้าพลังงาน น้ำ อาหารจากต่างประเทศ คนที่นี่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิค 98 เปอร์เซ็นต์…แต่มอลตาก็ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญก็เลยเป็นเหมือนสะพานเชื่อมยุโรปกับแอฟริกา”

“หมั่นไส้เพื่อนพี่ปรายไม่หาย” สามมุขพึมพำข้างหูหญิงสาวขณะรถใกล้ถึงปลายทางคือ ร้านกาแฟนั่งสบายที่ไกด์ใช้เป็นที่แวะพักให้ผู้สูงอายุเข้าห้องน้ำ “มันสู่รู้ทุกเรื่อง…น่าเตะจริงๆเลย”

“โธ่เอ๊ย” บนฟ้าตวัดปลายเสียง ไม่รู้เหมือนกันว่าไม่พอใจใคร “อย่าไปเอาใจใส่เล้ยพี่ อยากเป็นเบ๊ก็ปล่อยให้เป็นไป…จะได้เบาแรงเราไง”

ในที่สุด ก็ถึงร้านกาแฟกลางเมือง

“อือ ร้านนี้ดีนะ” ย่าพึมพำ หญิงสาวก็เลยพาย่าไปเข้าห้องน้ำด้านหลัง

กลับมาสั่งกาแฟเย็นคนละแก้วแล้วนั่งมองถนนที่มีรถและคนประปราย ไม่หนาแน่น เนื่องด้วย ทั้งเกาะมีเนื้อที่ราว 320 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น มีพลเมือง 410,000 คน

“เกาะนี่น่ารักมากจังนะย่านะ” สมุทรไทได้ยินเสียงอ่อนหวานดังขึ้น หากก็ไม่เหลือบไปมอง

ที่จริงเขาอยากจองโต๊ะคุยกับไกด์มากกว่า แต่ไกด์ก็มีคนในทัวร์จองตัดหน้า เขาก็เลยต้องนั่งหันไปมองถนน ปล่อยให้ปู่และย่าพูดจากับอีกสองคน

สักครู่ หัวหน้าทัวร์จึงร้องเรียก พาทั้งคณะที่มีสิบกว่าคนออกเดินไปตามถนนอันสงบสบาย ท่ามกลางแดดฉาย ยาม 9 นาฬิกาครึ่ง

เมื่อถึงสะพานสั้นๆหน้าเมืองโบราณ แลเห็นรถม้ารับจ้างมีคนขับจอดอยู่ตรงมุมถนนซ้ายมือ หลานของปู่ย่าก็ร้องขึ้น

“อยากนั่งรถม้า”

ครั้นแล้ว โดยไม่เอ่ยวาจาว่ากระไร ก็กลับหลังหัน ข้ามถนนไปยังรถม้าเพียงคันเดียวที่จอดอยู่

“หนูเอ๊ย” ย่าร้องตาม

“สามไปดูซิ…” ปู่ส่ายหน้า เพียงแค่ติอ่อยๆ “ปุบปับไป ปุบปับมา…”

แต่สามมุขไม่ว่ากระไรนอกจากก้าวตามไปว่าจ้างรถม้า ครั้นแล้วก็ขึ้นนั่งด้วยกัน

“เดี๋ยว…รอก่อน ให้ไกด์พรรณนาจนจบก่อน” เขาก็เลยสั่งคนขับหลังจากก้าวขึ้นนั่ง

พร้อมกันนั้นก็ถือโอกาสนินทา ‘ผู้ดูแลคนชรา’ แล้วกิ๊กกั๊กกัน

หัวหน้านำเที่ยวสูงอายุเหลือบมองมานิดหนึ่ง แต่ไม่ว่ากระไร ยังคงบรรยายถึงประวัติความเป็นมาของมอลตา

ชายหนุ่มได้แต่สนใจฟัง หันหลังให้คนบนรถม้าที่จอดอยู่มุมถนน

“เมืองวัลเลตตานี่นับเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่ผ่านกาลเวลามายาวนานมาก ภายในกำแพงเมืองที่จะนำท่านเข้าไปชมนี้ ท่านจะพบหลักฐานของอารยธรรมเก่าแก่นับแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ราวห้าพันกว่าปีก่อนคริสตกาล คนกลุ่มแรกที่มาถึงมอลตา มาจากเกาะซิซิลี”

ครั้นแล้ว เขาก็บรรยายรายละเอียดถึงยุคต่างๆทั้ง 3 ยุคของมอลตาที่ผ่านการรุกรานย่ำยีจากผู้มีกำลังเหนือกว่าจนต้องสร้างป้อมปราการมหึมาไว้โดยรอบเพื่อป้องกันการจู่โจม

เมืองวัลเลตตาตั้งอยู่ภายในกำแพงหินเก่าหนาสูงใหญ่ตรงหน้านี้

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป หัวหน้าทัวร์จึงจบคำบรรยายยาวเหยียด

“เราจะเริ่มต้นจากประตูเมือง มองไปจะแลเห็นจัตุรัสใหญ่ เรียกว่า จัตุรัสแห่งเสรีภาพ อันเป็นจุดเริ่มต้นของถนนสายสำคัญในเมือง เราจะพบโบสถ์เซนต์จอห์นรูปแบบ ‘ศิลปะบารอค’ พร้อมกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมยุคฟื้นฟู หรือเรอเนซองกับศิลปคลาสสิคและสมัยใหม่ เมืองนี้ได้รับความเสียหายบ้างบางแห่ง สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้กระนั้น วัลเลตตาก็ยังมีอนุสาวรีย์เหลืออยู่ถึง 320 แห่ง”

ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงกีบม้าย่ำกุบกับมาจากฟากถนนตรงข้าม ครั้นแล้วจึงผ่านกลุ่มนักท่องเที่ยวไปยังประตูเมืองเก่า

 

Don`t copy text!