ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 25 : ต้องรวย ต้องหล่อ ต้องดี

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 25 : ต้องรวย ต้องหล่อ ต้องดี

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-25-

 

ปู่ย่ากับสมุทรไทต่างก็มองตามทั้งคู่ผู้หันมาโบกมือให้ บนฟ้าส่งจูบแถมมา แต่นักท่องเที่ยวในกลุ่มต่างก็พยักหน้าเป็นเชิงว่าเร็วดีจัง หากก็ไม่มีคนไหนอยากขึ้นรถมากไปกว่าค่อยๆเดินเลาะไปตามซอยที่สองฟากสูงใหญ่ด้วยผนังหินหนาตันเช่นเดียวกับป้อมปราการที่แลเห็นเป็นแนวตระหง่านด้านฝั่งทะเล ชวนให้บ้านเมืองอายุเจ็ดพันปีดูเข้มขลังอลังการถ้วนทั่วแทบทุกตารางเมตร

“นี่ถ้าไม่ได้มาคงเสียดายแย่เลยนะบุญ” ปู่พึมพำกับย่า “เกาะอะไรถึงมหัศจรรย์ขนาดนี้…นะไทนะ…”

“ครับ…ผมเองก็เพิ่งมา พอเห็นนาทีแรกก็ตกตะลึงไปหมดเหมือนกัน”

“แล้วดูซินั่น” ย่าพยักพเยิดตามหลังรถม้า “ไม่รู้คิดยังไงถึงไม่ฟังไกด์พูดเอาเสียเลย”

“ไม่เป็นไรละมังฮะคุณย่า ผมว่าคนขับรถเองเขาก็คงบรรยายได้ เขาก็คงน้องๆไกด์แหละนะครับ” สมุทรไทไกล่เกลี่ยเพราะเห็นว่าย่าไม่ควรเพลียใจจนเหนื่อยเปล่า

เนื่องด้วยคิดว่า ความห่างกันไกลของ ‘เจเนอเรชั่น’ ก็อาจพาระยะทางระหว่างคนสองวัยให้กว้างเกิน

“อีกอย่าง คนเขารักกัน เขาก็คงอยากอยู่กันตามลำพังเหมือนกันนะฮะ” ชายหนุ่มปลอบผู้อาวุโส หากก็แกมด้วยความหมายที่ตนเองก็รู้ดี

หากเดาไม่ผิด ทั้งคู่คงตั้งใจยั่วเย้าหรือมิฉะนั้นก็อยากโชว์มากกว่า แม้ผู้ที่กำลังมองจะเป็นเพียงฝรั่งสูงวัยทั้งชายหญิงกลุ่มเล็ก ผู้ไม่เห็นว่าแปลกอันใด

แต่ผู้ที่คาดว่าจะแปลกใจ คือปู่ย่ากับชายหนุ่มผู้ถูกจ้างให้มาในงานนี้ต่างหาก

“อย่าไปเอาเรื่องกะมันให้มากได้ไหม ขอที” ปู่ก็เลยเอ่ยขึ้นอย่างรำคาญ

งานตัดสินคนมิใช่งานง่าย ประธานนึกในใจ ถึงอย่างไรเขาก็ยังชอบสามมุขอยู่มาก

แต่ย่าเงียบไป…หากใจก็ยังยึดมั่น

เธอเชื่อ ‘เฟิสต์ อิมเพรสชั่น’ ของตนเองเหมือนกัน

ดังนั้น จึงเดินไปเงียบๆ พอจะได้ยินหัวหน้าทัวร์บรรยายโดยสมุทรไทคอยถ่ายทอดอีกชั้นหนึ่ง เนื่องด้วยทั้งคู่บอกเขาไว้

‘ถึงจะเสียบหูฟัง แต่ถ้าเขาพูดเร็วไป เราก็ฟังไม่รู้เรื่อง อีกอย่าง ก็ไม่ได้ฟังฝรั่งพูดนานแล้วเหมือนกัน ถ้างั้นไทก็ช่วยเป็นล่ามให้ด้วยแล้วกันนะ’

หลานของทั้งสองจะรู้หรือไม่ว่า พี่ชายหล่อนไม่มีวันขาดทุน

ในที่สุด ทั้งคณะก็เดิน พลางชมตึกรามอาคารเก่าอันเรียงรายไปตามแนวถนนจนลุโบสถ์ใหญ่

แต่ไม่มีผู้ใดแลเห็นรถม้า

“ไม่ต้องเป็นห่วงเขาหรอกนะครับคุณย่า ก็คงวนอยู่แถวนี้แค่นั้น เพราะทั้งเกาะก็ไม่ไกลมาก ขนาดวัลเลตตาเมืองหลวงนี่ก็แค่นี้เอง”

ถนนที่ทุกคนกำลังเดินคือถนนรีพับลิคอันเป็นถนนสำคัญใจกลางเมือง แม้กระนั้นก็ยังเห็นได้ชัดว่าเป็นถนนแคบๆที่สองข้างขนาบด้วยตึกสูง สัญลักษณ์ของตึกก็คือชั้นบนทุกคูหาจะมีระเบียงกรุกระจกยื่นออกมา นั่นก็เนื่องด้วยมีไว้สำหรับเพศหญิงออกมายืนเชยชมดอกไม้ในกระถางและโลกนอกกระจกไกลออกไปในถนน เนื่องด้วยชีวิตสตรียังถูกจำกัดทั้งสิทธิและเสรีภาพ

วัลเลตตาแห่งนี้ สร้างขึ้นในสมัยอัศวินเซนต์จอห์นแห่งเยรูซาเล็ม

สถาปัตยกรรมปลายสมัยเรอเนซอง ศตวรรษที่ 16 สมัยบารอค ศตวรรษที่ 17 กับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ต่างก็ผสมผสานกันจนกลายเป็นเอกลักษณ์ เหมาะสมกับยูเนสโกยกย่องให้เป็นมรดกโลก คุ้มค่ากับการเดินทางมาเยี่ยมเยือน

“คุณย่าเมื่อยไหมฮะ” สมุทรไทถาม ตามย่าไปไม่ห่างกาย

แต่ย่าใบบุญไม่เหนื่อยไม่ร้อนไม่บ่น หลังจากถูกปู่ขึ้นเสียงเมื่อครู่

รถม้าหายไปทางไหน ไม่มีใครรู้

“กลับไปนี่คงต้องไปเล่าให้สามคนนั่นฟัง” ย่าบอกกล่าวอย่างหมายมั่น “มอลตาดีงามเหลือเกิน ต้องมาให้ได้นะ บินตรงมาเลยได้ไหมก็ไม่ทราบ”

“น่าจะได้นะครับ เดี๋ยวผมหาในกูเกิลให้” สมุทรไทกุลีกุจอเพราะเห็นด้วยว่า…อย่างน้อย…ปรายคนหนึ่งละ…น่าจะมา

ต่อจากนั้น ทั้งกลุ่มจึงมีโอกาสเข้าไปชื่นชมมหาวิหารเซนต์จอห์นอันอลังการด้วยงานสถาปัตยกรรมล้ำค่าของศิลปบารอค วิจิตรตระการตาทั้งด้านหน้าด้านข้าง โค้งเพดาน รูปปั้นเทพและเทพี หนึ่งไม่มีสอง

เดินกลับออกมาด้วยอาการล่องลอยเคลิบเคลิ้มในความงามแห่งมหาวิหารที่ต่างก็ไม่รู้จักยุคสมัยถ้าไม่ได้อาศัยคำบรรยายทั้งจากตัวอักษรบนกระดาษและเสียงจากผู้นำเที่ยว

“เดี๋ยวเราไปแวะที่หมู่บ้านหัตถกรรมที่ตากาลิกัน” ชายสูงวัยบอกกล่าว “จะอยู่ไกลนิดหน่อยแถวชานเมือง ที่นั่นมีทั้งร้านอาหารร้านกาแฟ ต่อจากนั้นก็เลยไปที่จุดชมวิวที่พวกท่านก็จะได้เห็นแนวชายฝั่งของเกาะกับเวิ้งอ่าวที่สวยงามของวัลเลตตา แลเห็นอีกฝั่งที่เป็นเมืองใหม่ มีทั้งโรงแรมตึกรามทันสมัย อากาศริมทะเลสดชื่น ผิดกับแถวกลางเมืองที่เรากำลังเดินอยู่นี่”

“ทุกแห่งมีเมืองเก่าเมืองใหม่” ปู่ประธานพึมพำ

เพียงครู่เดียว รถก็พามาถึงหมู่บ้านหัตถกรรม พื้นบ้านหลายชนิด ทั้งงานถักทอ ลูกไม้ในเอกลักษณ์ที่มองแล้วมีเสน่ห์ เครื่องแก้ว เป็นต้นว่าแชนเดอเลียร์ แจกัน ขวดแก้ว และเครื่องใช้หลายหลาก

“จ๊ะเอ๋” เสียงใสดังขึ้นใกล้ๆจนย่าตกใจ เมื่อสัมผัสวงแขนกอดรัด

เมื่อหันไปจึงพบสามมุขยืนยิ้ม ฝ่ายหลานสาวหันไปทางปู่ จุ๊บข้างแก้มอย่างประจบ

“ไปถึงไหนกันมา”

“ว่าแต่ปู่ย่าสนุกไหมคะ”

“ทำมั้ย…โบสถ์สวยจนลืมหายใจ” ย่าว่า

“ของหนูก็สวย…หนูไปโน่น…ไปนั่งจิบชาร์ดอนเน่ย์กันสองคนให้สมกับมาเมืองปลูกองุ่น…อื้อฮือ…เนี่ย…ยังครึ้มอยู่เลย ย่าเห็นไหม แก้มหนูแด๊งแดง” พลางก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้

สมุทรไทไม่หันไปมองทั้งสองคน เพราะเพียงแต่ได้ยินคำเจรจา ก็นึกรู้ว่าหล่อนจะทำท่าน่ารักน่าหมั่นไส้ขนาดไหน

“ไวน์เขาอร่อยมากเลยฮะคุณปู่” เสียงหนุ่มที่ไปด้วยบอกผู้สูงวัย น้ำเสียงสดใสขึ้นกว่าเมื่อเช้าหลายเท่า

“แล้วเป็นไง รถม้า พาไปถึงไหน” อีกฝ่ายถามอย่างผู้ตามสะกดรอย

หวังว่าหลานจะคล้อยตามคำของปู่…ชายหนุ่มนึกในใจ…ก็ได้แต่สงสารผู้สูงวัยเป็นที่สุด

คอยดูไปก็ได้ว่าจะฉุดรั้งหล่อนไว้ได้เพียงใด

ที่ว่าเลือก…เลือก…เลือกนั้น เลือกอย่างไร เพียงไหน หวังว่าปรายคงพอจะรู้

ถ้าชูธงนำหน้าด้วยคำเดียวว่า ‘ต้องรวย’

ตามด้วยอีกคำว่า ‘ต้องหล่อ’

เขาก็ยังสงสัยว่าถ้าตามมาว่า ‘ต้องดี’ อีกหนึ่งอย่าง

อนงค์นางผู้เจ็ดสิบปีมีคนเดียวผู้นี้จะเลือกได้ ใครหนอ

 

Don`t copy text!