ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 26 : หล่นไม่หล่น

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 26 : หล่นไม่หล่น

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-26-

 

ผู้นำเที่ยวสูงวัยตบท้ายรายการด้วยการพาขึ้นไปชมกำแพงเชิงเทินให้ทุกคนได้แลเห็นปืนใหญ่และโค้งอ่าวที่เรียงรายด้วยเรือทั้งใหญ่และเล็กท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายอันอาบไล้ผิวทะเลให้กลายเป็นสีครามแก่แกมใสด้วยตะวันฉายเบื้องบน

“มาวันเดียวไม่คุ้มเลยนะน้อง” สามมุขเอ่ยขณะมองออกไปโดยรอบ

ขณะที่สมุทรไทยกกล้องส่องทางไกลขึ้นขยายทิวทัศน์ ดึงภาพผู้คนและเรือยอชท์บางลำให้ใกล้เข้ามา พลางก็หันไปถามปู่ย่า

“คุณปู่คุณย่าอยากดูรอบเกาะของเขาไหมครับ…จากที่นี่…ถ้าดูจากกล้อง ก็แลเห็นหมด เท่ากับร่นเวลาให้น้อยลง แต่ได้ความรู้สึกมากขึ้น”

สามมุขกับบนฟ้าจึงเหลือบมามองพร้อมกัน

แลเห็นสมุทรไทมีทั้งกล้องถ่ายรูปและกล้องส่องทางไกลขนาดเล็กแต่กำลังขยายขนาดใหญ่ คล้องติดอยู่กับคอพร้อมเป้เล็กๆสะพายหลัง

จึงช่วยให้ปู่กับย่าผลัดกันชมขอบน้ำจรดขอบฟ้าอันงดงามตราตรึงแห่งเกาะเล็กแต่ประวัติศาสตร์ใหญ่ได้แสนชัด

“อือ…กล้องนี่ดีจังเลยนะไท” ปู่ชมเชยพลางหันมาให้ชายหนุ่มช่วยถอดออกจากคอเขาไปคล้องคอย่า ให้ย่าได้ดูด้วย

ภาพอันอ่อนโยนระแวดระวังของ ‘มือปืนรับจ้าง’ ตามที่สามมุขคิดขึ้นได้เมื่อครู่พรูเข้ากระแทกอารมณ์ฉับพลันจนตนเองเกิดอาการทนไม่ไหว จึงฉุดแขนหญิงสาว เตรียมจะพาลงบันไดเชิงเทินโบราณ

แต่บนฟ้าอยากดูบ้าง จึงบอก

“ยังไม่ต้องรีบก็ได้พี่ ลุงเขาให้ดูให้อิ่มไง ยังพอมีเวลา”

ย่าก็เลยเตือน

“เอ้า…น้องบน ขอยืมกล้องพี่เขาดูซะหน่อยได้ไหมไท”

“หลานคุณย่านี่ฮะ ไงๆก็ต้องให้อยู่แล้ว”

เท่านั้นเอง เด็กน้อยแสนอ่อนไหวของปู่ย่าก็ถึงกับทำหน้าบึ้ง เตรียมหันหลังกลับ แล่นตามชายของตนเองไป

หากชายผู้เพียงแต่ยั่วเย้าก็ดึงแขนหญิงสาวไว้ด้วยใจที่เร็วกว่าสมอง

“อย่าเรื่องมาก เวลาน้อย อยากดูก็ดูเลย” เกือบจะต่อคำว่า ‘ไม่ต้องทำกระบิดกระบวน’ เข้าให้แล้วด้วยความคันปาก หากก็ยั้งไว้ได้

ถึงอย่างไร ก็เกรงใจปู่ย่า

บนฟ้ากะพริบตาถี่…นึกว่าจะไม่ง้อแล้วเหมือนกัน แต่ความอยากเห็นภาพพาโนรามาอันเป็นภาพจริงที่ปรากฏสดๆตรงนัยน์ตาก็เลยหันมา พอดีชายหนุ่มจับสายกล้องออกจากคอย่าสวมให้ พร้อมกับช่วยยกกล้องขึ้นตรงสายตา

“เห็นหรือยังฮะ”

“ใกล้จะเห็น” อีกฝ่ายก็เล่นเป็นเหมือนกัน

“ไม่ต้องปรับอะไร ปรับไว้ให้เรียบร้อยแล้ว” คราวนี้ เสียงเจ้าของกล้องก็เลยห้วนไป ชวนให้ย่าใจคอไม่ดี จึงเตือนหลาน

“น้องบน พี่เขาทำไว้ดีแล้วนะลูกนะ เมื่อกี้ย่าก็เห็นชัดแจ๋วเลย”

ผู้ฟังจึงเพียงแต่ขยับกล้องแล้วขยับตัวตาม

“อื้อฮือ…ย่าขา…สวย…สวยมั่กมั่ก”

สมุทรไทได้แต่เมินหน้าไปอีกทาง หากก็ทันเห็นปู่ยิ้มจางๆ…ห่างออกไปหลายวา มีหน้าตาบึ้งตึงของหนุ่มผิวขาวเสื้อดำแว่นดำยืนจังก้าอยู่เหนือขั้นบันไดกำแพง

“วันเดียวเที่ยวได้แค่นี้ก็เอาละ” ย่าบอกกล่าวเอาใจ

แต่หลานพูดพลางดูภาพในกล้อง ทำท่าไม่รับรู้ว่าเจ้าของยืนอยู่…กลัวอีกฝ่ายทำกล้องตกตอนยกสายออกจากคอ…

“ถ้าหนูมาอีก บินตรงมาเลย ย่าจะมาด้วยไหมล่ะ…ถ้ามาจะได้อยู่สักเจ็ดวัน…กะให้ตรงเทศกาลของเขาไงย่า…ตอนมีเทศกาลคาร์นิวัลก็ได้น่า”

“พูดไปยังงั้นหรือเปล่า เอาแน่ได้หรือ เดี๋ยวก็ได้เปลี่ยนใจซะอีก” ย่าทอดเสียงเหมือนปะเหลาะเด็ก

สมุทรไทจึงได้แต่ยิ้มในหน้า

“อุ๊ยตาย กล้องตก” อีกฝ่ายก็เลยร้องเบาๆ แกล้งให้เขาผวา

ชายหนุ่มจึงถือวิสาสะ เตรียมยกสายคล้องออกจากคอของหญิงสาว

ลำคอของหล่อนขาวสวย เกลี้ยงเกลา เพรียวระหงตั้งตรงอยู่บนบ่า

มิน่า จึงดูผึ่งผายไม่หดลงไปจมอยู่กับหลุมไหล่เหมือนหญิงหน้าสวยบางราย

“ยังดูไม่จบ” หล่อนก็เลยดึงสายคล้องไว้ “ไม่ต้องหวง ถ้าหล่นเมื่อไหร่จะใช้ให้”

“น้องบน” ปู่ได้ยินเสียงห้วนใสใส่เพื่อนของพี่ชายอย่างไม่กริ่งเกรงใดๆ ราวกับเขาเป็นคนใช้ตัวจริง จึงเรียกดังเชิงเตือน “พูดกับพี่เขายังงี้ได้ยังไง เอาใหญ่แล้ว”

“ก็อยากหวงดีนักนี่” ปลายประโยคค่อนข้างตวัด

“ต้องหวง เพราะผมไม่มีเงินมากพอซื้อของแพงบ่อยๆ” เขาก็เลยบอกเรียบๆ มองดวงตาเรียวยาวหลังแว่นกันแดดอย่างไม่ยอมปล่อยให้ความเอาแต่ใจของใครคนหนึ่งผ่านเลย “แล้วถึงมีก็ไม่เคยเห็นว่าเงินจากน้ำพักน้ำแรง ไม่ว่าของตัวเองหรือของพ่อแม่ บรรพบุรุษ สมควรจะเอามาผลาญเล่น”

ดูเหมือนบนฟ้าค่อนข้างจะตกใจ…ที่เห็นเขาเอาจริงกับอาการฝึกลิ้นแบบเล่นๆของหล่อน

แต่เรื่องยอกย้อนตนเองก็ถนัดไม่เบา จึงยังคงมองผ่านกล้องเต็มอึดใจ

ปล่อยให้อีกฝ่ายยืนรอ

“ไท” ย่าบอกเบาๆ “ไม่ต้องกลัวหรอกจ้ะ น้องบนเขาฉลาด เขาไม่เคยทำของเสีย ขี้เหนียวออกเด็กคนนี้”

“ย้า…า…า…” อีกฝ่ายลดกล้องลง ร้องวี๊ด “ย่าว่าหนูแบบนี้ได้ไง…หนูไม่ยอมหรอกนะ”

สามมุขก็เลยก้าวยาวๆกลับมา

“ลุงเขาเรียกแล้ว”

“นี่มันฟอร์ตของเขานะ ไม่ใช่โรงละคร” ปู่ทอดเสียงเหนื่อยหน่าย

“ถ้างั้นก็เอาไป คืนไป ไม่ขอบคุณด้วยนะ” พลางเจ้าตัวก็ถอดสายกล้องส่งให้ หากทำแกล้งเหมือนกล้องกำลังจะหล่น

แต่สมุทรไทไม่ตกหลุม จึงเอ่ยเสียงต่ำ

“ถ้ากล้องหล่นละก็นะ”

“จะทำไม”

“แล้วก็รู้เอง” ว่าพลางเขาก็คล้องกล้องไว้กับคอ หันไปจูงย่า เอาใจด้วยน้ำเสียงผิดไปจากพูดกับหล่อน “คุณย่าครับ ไงๆก็ต้องขออภัยคุณย่าคุณปู่ด้วยนะฮะ คือบางทีผมก็…เสียมารยาทที่…”

“โอ๊ย…ไม่เป็นไร” ปู่โบกมืออย่างโล่งอกที่ได้เวลากลับเรือ นั่นก็ด้วยเกรงว่าขืนอยู่ต่อ ก็ไม่รู้จะเกิดกรณีพิพาทบานปลายกลายเป็นผิดใจกันจริงๆหรือไม่ เพราะดูท่าว่าขิงก็รา ข่าก็แรง

น้องบนเคยยอมใครที่ไหนเสียเมื่อไหร่

เป็นใหญ่ในบ้านจนเคยตัว

“ไม่เป็นไรหรอกไท ปู่รู้…รู้ว่าใครผิดใครถูก”

เท่านั้นเอง หลานรักของปู่ย่าก็ดึงทิชชูออกมาแตะนัยน์ตา หันไปหาสามมุข คล้องแขนกับเขา

ขณะที่เจ้าหนุ่มทำหน้าเห่อ 

 

Don`t copy text!