ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 27 : ยั่วหยัน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 27 : ยั่วหยัน

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-27-

 

หากก็แปลกที่เขากลับขำมากกว่าโกรธ…ตอนขากลับขึ้นรถแล้ว แลเห็นบนฟ้ากำลังเปิดหนังสือที่หล่อนซื้อติดมือมาเล่มหนึ่งออกอ่าน คงอยากรู้เรื่องมอลตาอย่างจริงใจ ก็ได้แต่ถอนหายใจกับตนเอง

นี่ควรต้องโทษใคร พ่อแม่ปู่ย่าพี่ชายอีกสามคนหรืออย่างไร ที่ช่วยกันหล่อหลอมเด็กหญิงคนหนึ่งขึ้นมาให้เป็นผู้เอาแต่ใจตนถึงเพียงนี้

‘วีน’ ทันทีที่มีผู้ขัดใจ

ชายหนุ่มนึกแล้วคันมือ…ขอให้เป็นน้องเราหน่อยไม่ได้ จะปราบให้อยู่หมัด ซัดให้เนื้อแดงเลยทีเดียว

ปรายก็ปรายเถอะน่า เพื่อนของเขาก็ตามใจน้องสาวพอๆ กับปู่ย่า เห็นได้จากถ้อยคำ ‘น้องกู’ ที่มักจะติดอยู่ที่ริมฝีปาก แต่ยังไม่รู้ว่าพ่อแม่จะขนาดไหน…ก็คงไม่ยิ่งไม่หย่อนไปกว่ากัน นั่นก็เห็นได้จากพาไปยกย่องตามที่ต่างๆ ที่บริษัทเทวฤทธิ์มีสาขา

จะ ‘เอาถ่าน’ กับเศรษฐกิจยุคปัญญาประดิษฐ์แค่ไหนยังไม่รู้ เท่าที่เห็นมักมีแต่ชุดหรูเต็มตัว

ชัทเติ้ลบัสจะถึงเรือราวๆ สิบหกนาฬิกาครึ่งไม่เกินสิบเจ็ดนาฬิกาของทุกวัน

“เฮ้อ…ถึงซะที” เสียงย่าดังขึ้นขณะเดินตามกันไปในซอกแคบจนทะลุถึงห้องโถงอันระย้าด้วยโคมแก้วเจียระไนอร่ามตา มีบันไดหุ้มพรมพาขึ้นไปอย่างงามสง่า

“คุณปู่คุณย่าจะขึ้นห้องเลยไหมฮะ”

“ขึ้นเลย” ปู่พยักหน้า ดังนั้นชายหนุ่มจึงกดลิฟต์ที่อยู่ห่างออกไปไม่มาก พาผู้อาวุโสเข้าห้องพักที่มีเพียงเขาคอยรินน้ำในตู้เย็นให้ดื่ม ต้มน้ำ ชงชากาแฟที่มีอยู่พรักพร้อม ใส่ถ้วยมาวางตรงหน้าย่าผู้ลงนั่งเอนอิงพิงพนัก กับปู่ผู้เหยียดขาออกจนสุดขา

“อือ…สบายเหมือนกลับถึงบ้านเลยนะป๊า”

หลานสาวกับสามมุขตามเข้ามาด้วย แต่ ‘หนุ่มรับใช้’ ทำไม่รู้ไม่ชี้ มีถ้วยกาแฟของตัวเองอยู่ในมือ ถือไปนั่งตรงข้ามบุพการีของเพื่อนแค่นั้น

“ก็เหนื่อยเหมือนกันไงฮะคุณย่า คุณปู่เหนื่อยไหมครับ เดินซื้อของแล้วยังขึ้นบันไดป้อม”

“มีละครขึ้นไปเล่นบนกำแพงเมืองด้วยก็เอาไง” ปู่ตอบยิ้มๆ ขณะจิบชา พร้อมกับเหลือบมองสองหนุ่มสาว สามมุขช่วยปรุงกาแฟให้หล่อน จะเลี่ยงไปนั่งที่โต๊ะอาหารก็เกรงใจผู้สูงวัย ก็เลยรีๆ รอๆ “เอ้า…สามกับหนูมานั่งนี่มาลูก”

“ปู่น่ะ ว่าหนูอีกแล้ว” เสียงหลานเริ่มงอน

“เถอะน่า-า” อีกฝ่ายลากเสียงพลางยื่นแขน “มานี่มาลูก มาหอมกันหน่อย”

“ไม่เอา…จมูกปู่เหงื่อเยอะ”

“ปู่เช็ดออกแล้ว เห็นไหม” เจ้าตัวชูกระดาษเช็ดหน้า “ถ้างั้นปู่ไปล้างก่อนก็ได้”

ว่าแล้วชายผู้ผ่านความเกรียงไกรในสมรภูมิธุรกิจค้าเหล็กก็เดินหายไปยังห้องเล็กติดกัน กลับออกมาด้วยหน้าตาอ่าเอี่ยมจนสมุทรไทซาบซึ้ง

ความตื้นตันพลันพรูถึงขอบตา

คิดถึงปู่กับย่าของตนเองวาบปลาบ

“เนื้อเขาหอม” ปู่บอกกล่าวกับสองหนุ่ม ชวนให้หนูน้อย ‘เจ็ดสิบปีมีคนเดียว’ ออกจะเขิน ก็เลยเสแสร้งแกล้งเอนกายเข้าไปให้ปู่กอดพร้อมหอมแก้มข้างละฟอด “อือ…หน้าหนูหอมจริงด้วย”

หารู้ไม่ว่า ภาพความรักบริสุทธิ์ใสสะอาดปราศจากมลทินบินร่อนจากปู่สู่ดวงตาสองคู่ผู้รู้สึกสะเทือนสะท้าน

นั่นคือความดื่มด่ำเลยไปถึงเอ็นดูจากผู้มอง

เพียงแต่สองความรู้สึกลึกซึ้งต่างกัน

สามมุขเกิดอารมณ์หมายมั่นปั้นมือ แม้มองเผินๆ จะจับมือถือแขนหล่อนได้ บางโมงยามหล่อนก็ทำเหมือนคู่รักคู่ใคร่ ยั่วยุให้เขาหายใจสะท้อน แต่พอถึงเรื่องจริง หล่อนกลับเย้าหยอกให้วิ่งตาม ราวเกรงความสำคัญของตนเองจะเหือดหาย

คราวนี้ เขาจึงนึกเลยไปถึงของหมั้นและวันหมั้น

แต่สมุทรไทมิใช่เช่นนั้น เนื่องด้วยความหมั่นไส้คลายลง มองทรวดทรงองค์เอวตรงหน้า หากก็แลเห็นไปถึงหัวใจ

วัยยี่สิบสามไม่มีอะไรมาก นอกจากอยากแวดล้อมด้วยความรัก

ครั้นแล้ว ชายหนุ่มจึงเอ่ยชวนผู้สูงวัยออกไปยืนดูเรือใหญ่กำลังค่อยๆ เคลื่อนออกจากฝั่ง มีป้อมปราการเป็นฉากหลัง สะพานเทียบเรือสีขาวยาวละลิ่วพาดจากท่าไปเป็นเส้นตรงจนถึงกลางทะเลที่คล้ายผ้าย่นสีครามเข้มผืนกว้าง ดวงอาทิตย์ยังคงลอยคว้างสาดจับความยาวไกลที่แลออกไปสุดสายตาก็ราวกับเห็นเกาะซิซิลีอยู่ลิบๆ

จนกระทั่งเรือพ้นเขตคามนามมอลตาในไม่กี่นาทีต่อมา

บนฟ้าจึงบอกปู่ย่าให้อาบน้ำแต่งตัวใหม่

“หนูจองห้องขิงแดงไว้ให้ที่ชั้น 6 นะย่านะ จะได้ลองของกินของแต่ละห้องว่ามันจะต่างกันยังไงไงล่ะคะ” หล่อนก็ยังทำท่าฉะอ้อนเหมือนเดิม

จนชายหนุ่มผู้เดินตามหลังอยากจะถอนหายใจดังๆ

“แล้วหนูก็จองฟังคอนเสิร์ตตอน 3 ทุ่มครึ่งไว้ด้วยนาปู่”

“เออ…จองอะไรปู่ก็ไปทั้งนั้น”

สมุทรไทฟังแล้วได้แต่ยิ้มในหน้า

มาคราวนี้ ถ้าคิดว่าปรายพามาเป็นคนรับใช้เครือญาติของเพื่อน ก็เสมือนว่าไม่คุ้ม แต่ถ้าคิดว่าพามาดูละครเรื่องเด่นที่มีครบทุกรส ก็ต้องเรียกว่า มันหยดเหมือนกัน

เนื่องด้วยมีทั้งพระเอกนางเอกและปู่ย่าผู้มาถึงทศวรรษที่ตนเองกลายเป็นบุคคลสำคัญโดยไม่ทันฝันถึงมาก่อน นั่นก็คือทศวรรษของผู้สูงอายุ พร้อมด้วยบริกรชายผู้รับใช้ได้ตั้งแต่เส้นผมจรดปลายเท้าราวกับฝึกมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

“ถ้างั้นผมขอตัวกลับห้องชั่วคราวนะครับ คงไม่นาน แต่ถ้าคุณปู่คุณย่าเสร็จก่อน เดี๋ยวผมตามไป”

“ไม่เป็นไรหรอกไท ย่าจะรออยู่นี่แหละนะไม่ไปก่อน”

สามมุขได้ยินเสียงย่าแล้ว กำลังจะออกประตู ก็รู้สึกทันทีว่า ความรู้สึกบางอย่างแล่นปราดขึ้นมาจนขุ่นอยู่ในอก

“น้องบน” เขาเอ่ยทันทีที่ก้าวพ้นประตู สมุทรไทยังไม่ตามออกมา ชายหนุ่มกะให้ทั้งคู่หลุดไปจากสายตา แล้วจึงจะออกไป “พี่ไม่ชอบขี้หน้าหมอนั่นจนแทบจะทนไม่ไหวทุกวันแล้วนะ”

“หรือคะ” หญิงสาวผู้มองเผินๆ ราวกับเพิ่งผ่านวัยรุ่นไม่กี่ปีย้อนถามเหมือนไม่ประจักษ์ว่าด้วยเหตุอันใด “เขาทำอะไรให้พี่สามไม่พอใจงั้นเหรอ”

“ก็น้องไม่เห็นหรือไงว่า มันยิ้มเยาะเราตลอด”

“จริงอ่ะ”

“แล้วคุณปู่คุณย่าก็ชอบมัน”

“พี่ก็เลยอิจฉาเขางั้นเหรอ” หล่อนถามแบบแทงดื้อๆ กลับไป

เล่นเอาอีกฝ่ายงงไปอึดใจเต็ม ท้ายที่สุดก็คราง

“น้องบน ถ้าน้องเห็นมันดีกว่าพี่ก็คอยดู”

“หนูอยากดูพี่สู้กับเขา ดูซิว่าจะสู้เขาได้ไหม” น้องบนตอบอย่างนึกว่ากำลังเชียร์มวย

 

Don`t copy text!