ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 28 : ซิซิลี

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 28 : ซิซิลี

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-28-

 

ห้อง ‘ขิงแดง’ นับเป็นห้องที่มองแล้วเก๋อีกห้องหนึ่ง ซึ่งทุกคนก็ก้าวตามพนักงานในชุดดำนำไปยังที่นั่งแถวริมที่มีแจกันเสียบดอกขิงแดง ตัดกันดีกับผ้าเช็ดปากดำ ต่อจากนั้นบริกรหญิงจึงนำตะเกียบมาให้เลือก มีทั้งตะเกียบเงิน ตะเกียบงา และตะเกียบไม้ด้ามเงิน

ปู่กับย่าเลือกตะเกียบไม้เหมือนกัน

“มันไม่ลื่น” ปู่ว่า เขายังติดการกินอยู่ง่ายๆในแบบที่เคยเป็นมา หรือมิฉะนั้นก็รู้ซึ้งถึงธรรมชาติของสรรพสิ่ง

ย่าก็เช่นกัน เคยชินกับการว่าอะไรว่าตามกันเพื่อกำจัดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น

สมุทรไทจึงเลือกตะเกียบไม้เช่นเดียวกับผู้อาวุโส

แต่เขาก็นึกแล้วว่า บนฟ้าต้องเลือกตะเกียบงา สามมุขก็เช่นกัน

มีผัดไทยล็อบสเตอร์ผัดมาสดๆ หวานนำ…แต่ชาวตะวันตกที่โต๊ะข้างๆก็สั่งผัดไทยกันพรึ่บ จนสมุทรไทบอกผู้ใหญ่ทั้งสอง

“ผัดไทยดังทั่วโลกจริงๆเลยครับ น่าปลาบปลื้มมาก คุณปู่หันไปดูซีฮะ ทุกโต๊ะสั่งแต่ผัดไทย”

สามมุขทำไม่รู้ไม่ชี้ ฝ่ายบนฟ้าเปรยๆ

“โธ่เอ๊ย…ใครไม่รู้ว่าผัดไทยดังที่เมืองนอกมานานแล้ว ก็เชยเต็มที”

“น้องบน” ย่ากำลังบีบมะนาว หากก็หยิบถุงพลาสติกเล็กๆออกมาวาง ในนั้นมีซองน้ำปลา พริกป่น พลางพยักหน้า “ใครอยากเติมอะไรก็เติมได้นะ”

“อั้ยย่ะ…นี่ย่ายังอุตส่าห์พกของพวกนี้มานี่อีกเหรอย่า” หลานสาวร้องเบาๆ แต่มือก็หยิบถุงไปเปิด ดึงซองเล็กๆออกมาส่งให้สามมุข “พี่สามชอบเผ็ดไม่ใช่หรือ พริกป่นก็มี เหยาะน้ำปลานิดนึง บีบมะนาวอีกหน่อย…โอ้โฮ…แทบไม่รู้เลยว่าเรากำลังล่องเรืออยู่กับฝรั่ง”

แต่แรก ชายผิวขาวเคราเขียวทำท่าจะไม่…ไม่แล้วเชียวนา หากท้ายที่สุดก็พยักหน้า

บนฟ้าจึงฉีกซอง เทพริกป่นให้เขา เหยาะน้ำปลาอีกนิด

คราวนี้สีหน้าของอีกฝ่ายก็เลยเบิกบานอย่างพอใจ

“อร่อยยังงี้เลยน้อง”

เออ..ทำเล่นไป…หล่อนก็ปรนนิบัติคนรักเป็นเหมือนกัน ชายหนุ่มนึกในใจ เสียแต่ไม่ปรนนิบัติปู่ย่า

หรือเห็นว่ามีเขาแล้ว

มื้อนี้ ทุกคนจึงมีผัดไทยถูกปากให้ลิ้มรสจนหมดจานไปตามกัน

ครั้นได้ชาเขียวมาล้างคอหลังเสร็จอาหารหนัก จึงเดินออกจากห้องอาหารไปรอฟังคอนเสิร์ต หากก็ไม่ถึงกับประทับใจ

จึงมีเสียงหญิงสาวบ่นอุบ

“กลับดีกว่าพี่สาม เพลงพวกนี้เก๋ากึ้ก แต่ทำไมไม่ได้เรื่องก็ไม่รู้”

ปู่กับย่าไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ แต่ก็เห็นด้วยกับหลานว่ายังไม่ถึงขั้น หากก็บอก ควรจะนั่งดูจนจบจะดีกว่า ให้เกียรติเขา

“นักร้องไทยร้องดีกว่าเป็นกอง” อีกฝ่ายพูดได้พูดเอา มีลูกคู่ผู้นั่งถัดไปส่งเสียงรับเป็นระยะว่าใช่ใช่และใช่ “เต้นก็ดีกว่า”

ดูดีหน่อยก็ตรงฟิลิปปินส์สาวผิวคล้ำออกมาเต้นบัลเล่ต์ให้ชม

แต่คอนเสิร์ตจบรายการ หลานเดินออกมาก็ยังบ่นไม่จบ ย่าจึงบอก

“ก็คงเป็นยังงี้ทุกลำละมั้งลูก ตอนที่ย่าไปสิงคโปร์ก็มีผู้หญิงออกมาเต้นแบบที่เราขี้เกียจดูเหมือนกัน”

ดังนั้น เสียงบ่นจึงหยุดไป

สมุทรไทจึงขึ้นลิฟต์ไปส่งปู่ย่า พลางบอก

“พักผ่อนดีกว่าครับ พรุ่งนี้เราถึงอีกเมืองแล้ว”

“ชื่ออะไรจ๊ะไท”

“ปาแลร์โมครับ”

“พี่สามกลับห้องเลยละกัน หนูขอคุยกับปู่อีกหน่อย” มีเสียงสั่งตามมา

สมุทรไทได้แต่ยิ้มในหน้า

แต่สามมุขนึกว่าหล่อนจะอยู่คุยเรื่องเขา ก็เลยหันหลังกลับอย่างว่าง่าย จ้ำพรวดๆไม่กี่ก้าวก็หายไปจากตรงนั้น

7 โมงเช้า ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศก็ไม่หนาวไม่ร้อน ก้อนเมฆเรียวบางระหว่างขอบฟ้าคล้ายภูผาเตี้ยยาวเหยียดทอดขนานไปไกล บ่มชมพูอมเทาจาง งามหยด กลิ่นอากาศสดชื่นสะอาดสะอ้านระเหยอวลชวนให้เขาไม่อยากเปิดประตูระเบียงกลับเข้ามา

หากหน้าที่ที่จะต้องขึ้นไปรับปู่ย่ารออยู่

ขึ้นบกที่ปาแลร์โม (Palermo) เกาะซิซิลีเช้านี้ ผู้พาเที่ยวเป็นหญิงชาวอิตาเลียน ท่าทางพูดจามีอัชฌาสัย

ไปกับรถ สู่โบสถ์ใหญ่สร้างราว 800 กว่าปีมาแล้ว

“เกาะซิซิลีเป็นเกาะที่มั่งคั่งด้วยสถาปัตยกรรม” ผู้นำเที่ยวเริ่มเล่า “จึงเป็นเกาะที่งดงามที่สุดในทะเลเมดิเตอเรเนียน ถ้าจะว่าด้วยศิลปวัฒนธรรมโบราณคดีนี่ถือว่าสุดยอด นั่นก็เนื่องด้วยเป็นที่รวมของศิลปะหลากหลายตั้งแต่สมัยเฟอนิเชียน กรีก โรมัน บีเซนไทน์และอิสลาม…จิตรกรรมประดับหินโมเสค สไตล์บารอคแพร่หลายรุ่งเรืองเป็นที่นิยมมากที่เกาะนี้ จะเห็นได้จากศิลปะตามโบสถ์ต่างๆทั่วเกาะ…ท่านก็รู้ว่ากรีกนั้นเป็นจ้าวแห่งการสร้างสรรค์วิหารเทพเจ้าและโรงละคอน กรีกมายึดซิซิลีเป็นอาณานิคมตั้งแต่ 600-700 ปี ก่อนคริสตกาล กรีก เรียกภาคใต้ของอิตาลีว่า ‘กรีกผู้ยิ่งใหญ่’ การเข้าครอบครองซิซิลีของกรีกช่วยให้อิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมกรีกแผ่ขยายไปสู่ชนชาติดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ก่อนเป็นอย่างมาก รวมทั้งการนับถือเทพเจ้าด้วย ส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ดอริค”

ต่อจากนั้น ผู้นำเที่ยวก็พากลุ่มของเธอเข้าสู่โบสถ์ใหญ่นามว่า มาร์ตอรานา อันเป็นโบสถ์งดงามหนึ่งไม่มีสองคล้ายโบสถ์สำคัญที่ผ่านมา

ที่พิเศษกว่านั้นก็คือ มีห้องสุขาซ่อนอยู่ข้างผนังโบสถ์ เก็บค่าเข้าผ่อนคลายคนละ 0.50 เซนต์ยูโร

บนฟ้าก็เลยพาย่าเข้าไป

“ดูให้ตายก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าสมัยไหนเป็นสมัยไหน” หญิงสาวบอกสามมุข “พี่สามรู้เรื่องไหมที่เขาพูดนั่นน่ะ”

“ไม่รู้” อีกฝ่ายตีหน้าเซ็ง “มันก็เหมือนกันทุกโบสถ์นั่นแหละ ที่จริงดูแค่โบสถ์เดียวก็พอ ไม่ต้องตระเวนดูหลายๆโบสถ์”

“หนูก็ว่างั้นแหละ” ลูกคู่คล้อยตาม

“ฝรั่งเขามาดูวัดไทยก็คงนึกอย่างเราเหมือนกันมั้งนะ” ย่าเลยถามเขา “แต่เรากลับเห็นว่าไม่เหมือน”

“นี่คือความต่างกันระหว่างเชื้อชาติกับศาสนาไงครับคุณย่า” สมุทรไทบอกกล่าว ขณะเดินตามกันไปจนถึงตลาดที่เป็นตลาดริมทางหรือสตรีทมาร์เก็ตของปาแลร์โม “คนเป็นเจ้าของส่วนใหญ่รู้รายละเอียด”

มีอาหารสารพัดสารพันให้ซื้อหาตั้งแต่ปลาทะเลตัวมหึมานอนอยู่บนแผง จนถึงผักสดผลไม้สดที่เพิ่งมาจากไร่นอกเมือง

บนฟ้าก็เลยซื้อองุ่นเขียวไร้เมล็ดที่ชิมแล้วหวานฉ่ำ ส่งเข้าปากตัวเอง ฝากย่าปู่และสามมุข

“ให้ไทชิมด้วยซีลูก” ย่าเตือนอย่างเกรงใจ

“ไม่ต้องหรอกฮะคุณย่า เดี๋ยวผมซื้อเอง เผื่อคุณปู่คุณย่าด้วย”

Don`t copy text!