ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 29 : ทำไมต้องกลับไปนอนตอนนี้

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 29 : ทำไมต้องกลับไปนอนตอนนี้

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-29-

 

“มาแบบนี้ก็ยังงี้ละครับ คุณปู่…ได้ดูนั่นนี่แค่เผินๆ เพลินๆ พอให้รู้นิดหน่อยแค่นั้น” สมุทรไทบอกผู้สูงวัยทั้งคู่ภายหลังจากไกด์พาเข้าไปชมโบสถ์เก่าเล็กอีกแห่งหนึ่งซึ่งหนุ่มสาวบ่นพึมขณะกลับออกมา

“เคยสังเกตมั่งไหมพี่สามว่าไม่ว่าทริปไทยหรือทริปฝรั่ง เอาแต่พาไปไหว้พระไปเข้าโบสถ์ทั้งนั้นเลยทั้งๆมันก็คล้ายๆกันนั่นแหละ”

“บ่นอีกแล้วจนได้” ย่ากระซิบกระซาบข้างหูสมุทรไท

ชายหนุ่มก็เลยขัดคอ

“ที่จริงก็อยากจะบอกนะฮะว่าไม่เหมือน แต่เพราะคุณสองคนไม่รู้เรื่องโบราณคดี คุณก็เลยเหมาเอาว่าเหมือน” เมื่อถึงนาทีนี้เขาก็เลยคิดได้ว่าตนเองต้องใจเย็น “แต่ที่จริงไม่เหมือนเลยนะครับ เพราะการสร้างวัดหรือโบสถ์หรือวิหารแต่ละแห่งขึ้นมา ก็มักจะสร้างต่างยุคต่างสมัย รูปแบบของสิ่งก่อสร้างก็เลยแตกต่างกันในรายละเอียด อย่างสองโบสถ์ที่เพิ่งเข้าไปนี่ก็คนละสมัยกัน แต่ฝีมือนั่นน่ะ สมัยไหนก็ทำเต็มที่สมัยนั้น ส่วนจะเล็กหรือใหญ่ เก่าหรือใหม่ มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน”

แต่อีกสองคนไม่ฟัง

สามมุขจึงสวนขึ้น

“น้องบน พรุ่งนี้เราก็ถึงเนเปิ้ลส์แล้วนะ…น้องเคยมาซอร์เรนโตแล้วยัง”

“ยังเลยค่ะ” ต่างก็ทำท่าระริกระรื่นชื่นบานอยู่ตรงหน้า มีปู่ย่าและเขาเดินตาม

ปู่ก็เลยหันมาพยักพเยิดกับสมุทรไท พลางว่า

“ดูๆมันไป…อย่าให้ถึงกับตบจูบก็แล้วกัน”

“โอ้โฮ” ชายหนุ่มครางเสียงแผ่ว “คุณปู่ทราบด้วยหรือฮะคำนี้”

“ทำมั้ย เจอออกบ่อย” อีกฝ่ายยิ้มๆ

ย่าจึงพลอยหัวเราะไปด้วย พลางว่า

“เถอะน่ะ อยู่ในสายตาก็ยังดีกว่านี่นา”

“ใช่…ใช่…คุณย่าครับ” สมุทรไทมิรู้จะเอ่ยอย่างไรเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ที่เธอตามไปไม่ถึง “นอกจากในสายตาแล้ว ยังมีนอกสายตาอีกนะฮะ”

บ่ายนี้ อากาศค่อนข้างร้อนทีเดียว หากก็ยังโชคดีที่มีลมพัด

ดังนั้น เพียงแต่ถึงเรือ จึงมีเสียงถอนใจโล่งอกจากสองคนข้างหน้า

หญิงสาวหันมาจูงย่าขึ้นลิฟต์ไปยังห้องอาหาร

“เออ…พี่สาม…รู้สึกไหมว่า อยู่ๆไป ดูเหมือนเรือจะกลายเป็นบ้านเข้าไปทุกทีแล้วนะ”

“ใช่…พี่ก็หายเหนื่อยทุกทีที่ถึงเรือ”

“หิวก็ได้กิน เหนื่อยก็ได้นั่งจิบกาแฟดูเขาว่ายน้ำอาบแดด”

มองจากเรือ แลเห็นภูเขารูปร่างเหมือนหมวกพร้อมด้วยปราสาทหลังใหญ่ น้ำทะเลที่เรือจอดออกสีเขียวมะกอก ครั้นแล้วจึงค่อยๆแปรสีจากอ่อนไปสู่เข้ม จากเขียวเข้มเป็นสีครามจนถึงเทาแก่ตามชั่วโมงที่ผ่านไป

เรือเริ่มเคลื่อนออกจากท่าเมื่อสิบแปดนาฬิกา ต่อมาไม่นานก็ทิ้งภาพสถาปัตยกรรมของปาแลร์โมไว้เบื้องหลัง

สมุทรไทจึงชวนปู่ย่าไปรับประทานอาหารที่มื้อนี้หลานของทั้งคู่จองแค่ห้องบุฟเฟ่ต์ที่จะได้เลือกกินตามสบาย ไม่ต้องเคร่งครัดจัดแต่งเรือนกายหน้าตาไปนั่งตัวตรงในห้องใหญ่ ช่วยให้สมุทรไทนึกชมว่าแท้จริงแล้ว หล่อนก็เป็นผู้ที่ผสมผสานส่วนสัดสีสันในทริปนี้ได้ค่อนข้างดีถึงดีมาก

เพียงแต่เสร็จการรับประทาน สามมุขก็ขอตัวกลับห้อง

“ต้องสงสัยกันมั่งแล้วละนะ พี่สาม” บนฟ้าถามตรงๆ “มีอะไรที่ห้องพี่เหรอถึงรีบกลับ”

“อยากหลับซักงีบ” อีกฝ่ายยิ้มๆอย่างมีความหมาย “ง่วงน่ะน้อง”

“เมื่อคืน กลับจากดูเขาเต้นก็แค่สี่ทุ่มครึ่งเอง”

“ก็…เอ้อ…มันนอนไม่หลับไง” นี่ถ้าอยู่ด้วยกันสองต่อสอง เขาก็คงหาทางประลองปลายลิ้นมากกว่านี้

แต่นี่เพราะมีดวงตาอีกสามคู่จับจ้อง

“แล้วไปนอนตอนนี้พี่จะหลับลงเหรอ แน่ใจนะว่าจะหลับ”

“หนู” ปู่ลากเสียงเตือน “เขาจะหลับไม่หลับก็ช่างเขาปะไร เราไปเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยล่ะหือ”

“ก็หนูอยากรู้นี่ว่าทำไมถึงกลับไปนอนตอนนี้” หลานของปู่ทำเสียง…คล้ายๆ…เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ

“อย่าอยากรู้ให้มันมากเกินไป” ปู่พูดเรียบๆเรื่อยๆ หากก็เพียงครึ่งๆเหมือนเคย…ที่มักจะเตือนติงเพียงครึ่งคำไม่ถึงกับเต็มคำ “รู้มาก…บางทีก็…ยากนานเหมือนกันนะลูก”

สมุทรไทฟังแล้วอดไม่ไหว ต้องยิ้มอยู่ในหน้า

พอดีเจ้าตัวเหลือบมามอง ก็เลยยิ่งขุ่นมัว

“ถ้างั้นก็ไปซะ…ไปนอน…”

“โธ่เอ๊ย น้องบน” ย่าก็เลยดึงแขนหลานเข้ามากอด ขณะที่สามมุขหน้าบานอย่างเป็นต่อแกมภูมิใจ “หนูบังคับคนเขาขนาดนี้ ใคร้จะทนหนูได้”

“ย้า-า-า” คราวนี้หลานร้องเสียงแหลมจนต่างต้องหยุดเดิน “ย่าว่าหนูขนาดนี้ได้ไง หนูไม่ยอมหรอกนะ”

น้ำในตาเอ่อขึ้นฉับพลันจนปู่ต้องดึงเข้าไปลูบศีรษะ

“ไม่เอาน่าหนูน่า…ไปไป๊สาม…ง่วงก็ไปนอน สงสัยจะนอนเอาแรงคอยเข้าบ่อนคืนนี้หรือไง” ปากปู่ก็ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน…พูดได้พูดเอาตั้งแต่แรกอย่างไร ยิ่งสนิทกันมากขึ้นก็ยิ่งพูดเปรี้ยงๆมากเท่านั้น

จำเพาะเปรี้ยงที่ว่านี้เข้าเป้าอย่างจัง

สามมุขก็เลยหัวเราะจืดๆ

“จะชวนคุณปู่ก็เกรงใจคุณย่าน่ะฮะ”

ย่านั้น ทำอย่างไรเสียก็ยังไม่นึกชอบหน้าสามมุขอยู่นั่นเอง จึงไม่พลอยเห็นขัน

แต่บอกหลานสาวว่า

“ถ้าหนูไม่มีอะไรทำจะอยู่กับย่าก็ได้ ง่วงเมื่อไหร่ค่อยกลับห้องดีไหม”

คราวนี้หลานนิ่งคิด จึงตอบอ่อยๆ

“ก็ได้ค่ะ”

“งั้นสามก็ไปเลย ไปนอนเลย” ปู่พูดพลางหลิ่วตาวับหนึ่งเชิงรู้กัน

สามมุขก็เลยหันไปทางย่า พนมมือบอกลา พลางเอ่ยกับหญิงสาว “แล้วพรุ่งนี้เช้าพบกันนะน้องนะ”

โดยไม่เหลือบแลมาทางสมุทรไท 

Don`t copy text!