ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 32 : พิโรธแห่งภูเขาไฟ

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 32 : พิโรธแห่งภูเขาไฟ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-32-

 

“ย่าอยากมาปอมเปอีนานแล้ว” ย่าใบบุญบอกชายหนุ่มขณะที่รถเพิ่งแล่นออกจากลานจอดเรื่อยไปตามขอบผาเหนือท้องทะเลสีครามใสตรงหน้า ภูเขาไฟวิสุเวียสแผ่ขยายแลเห็นเป็นเงาสูงทาบฟากฟ้า ดูสงบเสงี่ยมงดงามจนแทบไม่น่าเชื่อว่าภูผาแห่งนี้ในยามอาละวาด ก็สามารถพ่นลาวาให้หลากไหลพรูพลั่งฝังเมืองปอมเปอีทั้งเมืองได้อย่างเลือดเย็นเมื่อเกือบสองพันปีที่ผ่านไป

“ผมเองก็อยากมาครับ…ว่าจะมา…จะมา…แต่ก็ไม่ได้มา” สมุทรไทตอบคำขณะมองผ่านหน้าต่างรถที่ผู้นำทางเล่าเมื่อครู่…แม้เคยรู้มาแล้ว หากก็ฟังได้อีกเกี่ยวกับซอร์เรนโตที่ชาวเฟอนีเชียนเป็นผู้ให้กำเนิดเมื่อ 800 ปีก่อนคริสตกาล จนกระทั่งชาวกรีกเข้ามาปกครอง จึงขนานนามซอร์เรนโตว่า ‘ดินแดนของนางไซเรน’ เนื่องด้วยเล่าขานกันไว้ในตำนานกรีกและโรมันโบราณว่า ณ ท้องทะเลชายฝั่งอามัลฟีนี้ เคยเป็นที่อาศัยของบรรดาปีศาจครึ่งคนครึ่งนก หรือมิฉะนั้นก็ครึ่งคนครึ่งปลา…นางเงือกเหล่านี้คอยส่งเสียงเป็นสำเนียงไพเราะ ดึงดูดอารมณ์ให้มวลหมู่นักเดินเรือไหลหลงราวถูกเวทมนตร์ จนถึงแก่โดดสู่ทะเลตามเสียงของนางไป กลายเป็นอาหารอันโอชะของเหล่านางไซเรน

“ว่ากันว่า เวลามาซอร์เรนโต จะรู้สึกเหมือนถูกคาถาอาคม เกิดอารมณ์อยากมา มาแล้วมาอีก” ผู้นำทางบอกกล่าว

เช้าวันนี้ สามมุขเงียบไป…เงียบตั้งแต่นั่งอยู่ที่ร้านอาหารเมื่อได้ยินย่าบอกว่าถ้าพบแห่ศพผ่านมา ย่อมถือว่าโชคดีนั้น เขาแลเห็นหนุ่มรวยเบ้ริมฝีปากออกนิดๆ…อย่างขบขันคำของย่า

“วันหลังมากันอีกนะพี่สาม” เสียงน้องสาวเพื่อนบนที่นั่งตรงข้ามยังคงใสราวแก้วเจียระไนกระทบกัน “นะคะย่า”

“มาอีกก็ไม่ขัด” ผู้อาวุโสตอบกลับทันใจ

เมื่อคืน เขาไปรับปู่กลับห้องตอนสามทุ่มครึ่ง แต่หนุ่มเนื้อหยกบอกให้ปู่กลับก่อน

เช้านี้ ก็อาจจะง่วงนอน จึงค่อนข้างเงียบ

“อีกประเดี๋ยวท่านจะได้พบกับบรรยากาศที่ต่างกันไกลระหว่างซอร์เรนโตและปอมเปอี” มัคคุเทศก์เอ่ยต่อ “แม้ว่าในสมัยที่โรมันเข้ามาครอบครอง ปอมเปอีจะเป็นเมืองตากอากาศของพวกเขาเพราะอยู่ห่างภูเขาไฟแค่ไม่กี่ไมล์เท่านั้น…ประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่า แถวปอมเปอีนี่มีผู้คนหนาแน่น ราวสองหมื่นคน มีอาคารบ้านเรือนร้านค้าตลาด มีวิหารบูชาเทพเจ้า มีโรงอาบน้ำ โรงละครกลางแจ้งกว้างขวาง คนรวยมีทาสรับใช้…โอ…หรูหรามากสมัยนั้น”

แม้ชายหนุ่มจะรอบรู้มาแล้วทั้งหมด หากก็ยังอดหดหู่มิได้ เมื่อนึกถึงภาพวันใดวันหนึ่ง…

ภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดขึ้นมาจนปอมเปอีถึงกาลอวสาน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79

ในตอนเช้าวันนั้น

ควันไฟคละคลุ้งฟุ้งตระหลบ ฟ้าทั้งฟ้ามืดมิดด้วยเขม่า จนแม้ดวงตะวันก็มิอาจฉานฉาย คลื่นหินละลายเดือดพลั่งไหลอาบทับถมบ้านเมืองอันสุขสำราญหรรษาสูงถึง 6 เมตร ดวงชีวิตราวสองพันคนจมหายไปในทะเลเถ้าถ่าน ผู้คนที่ต่างก็หลบอยู่ในอาคารไม่มีทางรอด นอกจากส่วนที่ขนของออกมาทัน ก็ได้แต่ดั้นด้นหนีตายเป็นโกลา

“ครั้นถึงศตวรรษที่ 18 นักโบราณคดีจึงได้เริ่มขุดค้นเอาลาวาที่บัดนี้แข็งเป็นหินออกจากอาคารโครงสร้างต่างๆ จึงพบว่า การขุดค้นก็เสมือนหยุดเวลาไว้ในวันเดือนปีที่หายนะ เพราะขุดออกหมดแล้ว จึงได้เห็นผู้คนในตลาดในบ้านในร้านอาหาร ในวิหารเทพเจ้า ในฟาร์ม ในโรงละครกลางแจ้ง ในบ้านพักตากอากาศที่เคยฝังอยู่ในดิน ขณะนี้กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่อีกสักครู่ เราก็จะได้ดูได้ชมความเป็นปอมเปอีเมื่อเกือบสองพันปีที่ผ่านมาว่าคืออย่างไร”

แต่สามมุขดูเหมือนจะม่อยไปแล้ว

สมุทรไทเห็นคอเขาหลุบลงกับบ่าขวาซึ่งอยู่ชิดหน้าต่าง

หากอีกฝ่ายท่าทางจะนิ่งฟังอย่างสนใจ

หรืออาจจะเก็บไว้โต้ตอบกับใครต่อใคร เป็นต้นว่าพ่อแม่พี่ชายเพื่อนฝูง…เพื่อว่า…อย่างน้อย มาเที่ยวทั้งทีจะไม่มีเรื่องราวติดตัวกลับก็ดูกระไร

ในที่สุด รถก็มาถึงหน้าทางเข้าเมือง

สมุทรไทคอยยื่นแขนให้ย่าเกาะ อีกข้างก็คอยดูแลปู่

“ย่าขา…มาเกาะแขนหนูดีกว่า พี่สามคอยดูปู่ด้วยได้ไหม ท่าทางถนนมันไม่ค่อยจะเรียบ”

จริงดังหล่อนว่า

ถนนไปสู่อาคารชั้นในที่แลเห็นได้ชัดเจนยามนี้ คือซากอิฐและหินเปลือยเปล่าที่เหลือเพียงโครงชั้นนอก หากส่วนที่เป็นไส้ในนั้นโล่งว่าง มีทางเดินปูหินแผ่นใหญ่แต่ยกเป็นขอบทั้งสองข้างแล่นกลาง เสมือนเดินชมโครงร่างกระดูกมนุษย์ เพียงแต่นี่เป็นโครงร่างกระดูกเมือง ท่ามกลางเนื้อที่กว้างใหญ่ที่มีทั้งเรียบและขรุขระ

“คุณปู่คุณย่าเหนื่อยหรือยังครับ ถ้าเหนื่อยจะนั่งพักที่ขอบทางแถวนี้ก่อนก็ได้ ไม่มีคน” ชายหนุ่มถาม

วันนี้ทุกคนสวมหมวก ปู่มีหมวกสานไม้ไผ่ ย่ามีหมวกถักด้วยเส้นฟางบางเบามีสายรัดใต้คางกันลมตีพร้อมแว่นกันแดด

อากาศร้อนผ่าว แม้ไม่ถึงกับร้อนเท่าเมืองไทย แต่ก็ถือว่าร้อนมากสำหรับเดือนที่ใกล้จะถึงฤดูใบไม้ร่วง

แดดนั้นแผดเปรี้ยงทีเดียว ถ้าไม่เกี่ยวกับวัย ทั้งปู่และย่าก็ยังถือว่าแข็งแรงใช้ได้ รองเท้าที่ทั้งคู่ชมเปาะว่ามันแสนจะรับใช้ได้ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ไม่เคยบีบไม่เคยกัด แม้แต่เจ็บนิดหน่อยก็ไม่มี ช่วยให้การเดินไปบนถนนปูหินที่มีทั้งร่องและช่องระหว่างแผ่น ราบรื่นชื่นใจ

เพลินชมโครงกระดูกปอมเปอีอย่างคนต่างถิ่นที่ราวกับผูกพันกันมานาน เช่นเดียวกับชมเมืองโบราณที่พระนครศรีอยุธยา

เพียงแต่ที่นี่โหดกว่าหลายเท่า

มองแล้วก็เศร้าไปตามกัน แม้วันเวลาผันผ่านนับพันปี

แต่ฝีมือธรรมชาติที่ประกาศเดชาชาญ ห้าวหาญเพียงไหนก็หนีไม่พ้น

คนนำทางหายไป แต่ไม่มีใครตามหา ต่างก็ใช้ทั้งตา ทั้งใจและอารมณ์ความรู้สึก เจาะลึกเพื่อดื่มด่ำในแผ่นดินมหาภัย

“ร้อนอะไรขนาดนี้” เสียงสามมุขดังอย่างหงุดหงิด ขณะดึงอกเสื้อขึ้นลง

ปู่ก็เลยบอก

“ร้อนเหมือนกันทุกคนละน่าสาม”

“ไม่ยักนึกว่ามันจะร้อนขนาดนี้ไงฮะ” อีกฝ่ายอุทธรณ์ต่อไป

“มาปอมเปอีทั้งทีนี่นา จะมาได้บ่อยๆเมื่อไหร่ล่ะ พี่สามก้อ” หล่อนกลับกลายเป็นผู้ปลอบใจ

แต่แรกสมุทรไทนึกว่าสาวสวยรวยเครื่องเคราอย่างหล่อนคงจะอ้อนไปต่างๆ หากเมื่อต้องเดินกลางแดดเปรี้ยงเข้าจริงๆ หล่อนกลับเป็นฝ่ายนิ่งเงียบ

เจ้านั่นต่างหากที่เต้นอยู่เหย็งๆ

“แล้วนี่อีกไกลไหม”

“ก็ทั้งเมืองนั่นแหละ” บนฟ้าหัวเราะ

“โอย…ตายเลย แค่นี้ก็ตับแทบแตกแล้ว”

คู่รักของเขาก็เอาแต่คิกคัก

“ดี…จะได้ดูตับพี่สาม”

ปู่ก็เลยปรามเมื่อเห็นหลานเริ่มเสี่ยงจนเสียวไส้

“หนู…อย่าเลยเถิด…เอ้า…ดูนั่น…ผนังยังสวยอยู่เลย”

ทุกคนจึงเดินเข้าไปจนใกล้ภายในอาคารร้างที่มีเสาหินต้นใหญ่เรียงราย บนผนังปรากฏภาพวาดจิตรกรรมปูนเปียกหรือเฟรสโกงดงาม 

Don`t copy text!