ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 33 : เมืองใต้ลาวา

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 33 : เมืองใต้ลาวา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-33-

 

นอกจากคอยระวังระไวปู่ผู้ที่ค่อยๆก้าวเท้าตามคำเตือนของเขาแล้ว สมุทรไทก็ยังต้องใช้กล้องคล้องคอให้เป็นประโยชน์ต่ออารมณ์ความรู้สึกที่เปี่ยมเต็มด้วยความประทับใจในเนเปิ้ลส์ที่เริ่มด้วยซอร์เรนโต ครั้นแล้วมาถึงปอมเปอี ‘นครมรณะ’ หรือ ‘ดินแดนแห่งสุสาน’ ที่แม้เขาจะเคยเรียนเคยอ่านมาก่อน หากก็ไม่แม้นเหมือนบทตอนที่ได้ก้าวเข้ามา มายืนอยู่เบื้องหน้าบรรพกาลที่ผู้คนทั้งโลกต่างโจษขาน กลายเป็นตำนานประจำแผ่นดินที่แม้ละไอแห่งความล่มสลายก็ยังคงสิงสู่อยู่ในทุกอณูของเนื้อหินดินทราย ในเสาทุกต้น ผนังอันโหว่แหว่งหากยังแสดงฝีมือของศิลปินสมัยนั้นให้ปรากฏ

“นึกย้อนไปแล้วก็ให้อเนจอนาถนะไท” ปู่พึมพำขณะที่สายตาไล่ไปเรื่อยๆตามภาพเขียน “สยดสยองยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดที่เคยเห็นๆมา…แล้วนี่อีกนานไหมกว่าจะเดินทั่ว”

“นานครับ นานเป็นชั่วโมงเหมือนกัน…คุณปู่เดินไม่ไหวก็นั่งพักได้นะฮะ ผมพากลับไปที่ร้านอาหารได้”

“ไหวซี ไม่ไหวก็คงไม่มา” อีกฝ่ายอารมณ์ดี

ตรงข้ามกับสีหน้าชายผิวผ่องแว่นดำ หมวกสีเนื้อลายดำแบรนด์ดัง ที่ยังคงเดินไปเงียบๆ เห็นได้ชัดว่าไม่อยากทนทั้งอากาศและอิฐหักปรักพัง แม้ภาพเขียนที่เพิ่งผ่านไปก็หาได้ดึงดูดใดๆไม่

“พี่สาม สมมุติว่าพี่เป็นชาวเมืองปอมเปอีตอนนั้น ตอนที่ภูเขาไฟระเบิดตูมขึ้นมา พี่คิดว่าพี่จะทำยังไง” หญิงสาวผู้เคียงข้างไปกับเขา ผู้มีแขนของย่าคล้องไว้ถามไถ่ทำลายความเงียบงันของคนรักเชิงคั่นเวลาระหว่างเดินต่อไปบนขอบทางเรียบที่ยกไว้

สมุทรไทเดินตามหลัง ฟังแล้วอดนึกไม่ได้ว่าหล่อนก็เข้าใจตั้งคำถามเหมือนกัน

แต่คำตอบน่าสนใจกว่า

“ไม่เอาละน้อง…ถามอะไรก็ต้องถามให้คนตอบตอบได้หน่อยซี” เสียงอีกฝ่ายหงุดหงิดทีเดียว “เดินกลางแดดแบบนี้ยังอุตส่าห์ถามเรื่องระเบิดอีกแน่ะ…ใช่ไหมฮะคุณปู่”

“ก็น้องบนมันคนเรียบๆซะที่ไหนล่ะ อุตริจะตาย”

“ปู่…น่ะ…” หลานในดวงใจหันมา ทำท่าจะงอน แต่โดยพลันก็ประจันกับดวงหน้าคนที่เดินเคียงมากับปู่กำลังจ้องเขม็ง จึงหันกลับ

“แล้วไม่จริงรึไง” อีกฝ่ายหัวเราะๆ พอให้บรรยากาศรอบกายไม่เคร่งเครียดจนเกินไป

“ตกลง…ปู่ก็ตอบไม่ได้ใช่ไหมล่า-า-า…ย่าล่ะคะ…ตอบได้อ๊ะป่าว”

“ก่อนระเบิดนี่มีวี่แววอะไรให้เห็นบ้างไหม” ย่าถาม “หรือว่าไม่มี…”

“ไม่มีครับคุณย่า” สมุทรไทก็เลยบอกกล่าว

เมื่อเขามีความรู้ ก็ควรเล่าสู่ให้ทุกคนฟัง แม้จะมีคนใคร่หยามหยัน ก็จะได้เห็นดีกันไปว่า…ในใต้หล้าแห่งนี้ เรื่องราวของที่ใดบ้างไม่สำคัญ

โบราณคดีจึงระบุไว้ทั้งวันเวลาและชั่วโมงนาทีว่านี่หรือนั่นเกิดขึ้น ณ ยามใด

“วิสุเวียสไม่ได้บอกใครล่วงหน้าเลยครับคุณย่า…บอกแค่เช้านั้นเองฮะ…เช้าวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 แล้วลาวาก็ระเบิดเข้าท่วมปอมเปอีตอนบ่ายจนเมืองทั้งเมืองจมหายไปในหินละลายเลยครับ…แค่ฟังก็เห็นภาพแล้วฮะ น่าสยดสยองมาก”

“ว่าไง พี่สาม พี่จะทำยังไง”

“เอ…น้องบน” สามมุขทำเสียงนิดหนึ่ง

“มีคนรอดมาได้ไหมล่ะไท” ย่ายังคงซักต่อ ปู่เองก็รอฟัง

“ก็ต้องมีแน่นอนครับ ตามประวัติศาสตร์บอกไว้แค่สองพันกว่าคนที่ตายไป แต่เมืองจริงๆก็คงมีคนเป็นหมื่น ไม่งั้นอัฒจรรย์ที่เขาสร้างไว้เป็นโรงละครกลางแจ้งกับโรงต่อสู้ของพวกแกลดิเอเตอร์ก็คงไม่กว้างขนาดจุคนเป็นหมื่นหรอกนะฮะ” ชายหนุ่มเล่าเรื่อยๆ “เดี๋ยวเราก็คงได้เห็นละครับคุณปู่…เพราะนี่ก็ต้องเดินไปดูไปทีละแห่ง จะได้ดูครบไงฮะ…ก็คงมีทั้งบ้านคนชั้นสูง บ้านคนธรรมดา วิหาร ร้านค้า โรงอาบน้ำ อะไรต่างๆของเมืองนั่นแหละฮะ”

สามมุขรีบจ้ำขึ้นหน้า เนื่องจากไม่ปรารถนาจะฟังคำบรรยายใดๆที่ออกจากปาก ‘เพื่อนพี่ปราย’

หนอยแน่ะ…ทำอวดดีสู่รู้ไปทุกเรื่อง

แต่หญิงที่เป็นคู่รักไม่ตามไป ยังคงห่วงย่าจึงคล้องแขนผู้อาวุโส

จะห่วงย่าจริง หรือทิ้งอาการยั่วนัยน์ตาให้คนข้างหลังมองมาหารู้ไม่

“แน่ะ…แฟนไปโน่นแล้ว” ปู่สัพยอก ท่าทางบอกว่าร้อนเหมือนกัน แต่ไม่บอกว่าเหนื่อย ยังคงเดินเรื่อยๆเคียงไปกับชายหนุ่มด้วยสีหน้าบ่งบอกว่าพอใจ

ทั้งหมวกและแว่นกันแดด เสื้อแขนยาว รองเท้าใส่สบาย เพียงพอที่จะช่วยให้การเดินไกลบริเวณซากเมืองมรณะไม่ข้องขัด

จนกระทั่งมัคคุเทศก์พาไปถึงบ้านที่ครั้งหนึ่งเมื่อเกือบสองพันปีก่อน คงงามตระการด้วยห้องหับหรูหรา หากบัดนี้ปราศจากทั้งฝ้าและเพดาน เหลือเพียงเสายืนตรงตั้งตระหง่าน

“คนที่มาขุดเมืองปอมเปอีเป็นเรื่องเป็นราวคนแรกชื่อ จิอูเซปเป ฟีออเรลลี่นะครับคุณปู่” สมุทรไทพาผู้ฟังทั้งสามมาถึงตอนสำคัญ”คนนี้เป็นนักโบราณคดีที่ค้นคิดวิธีการขุดให้ขุดขึ้นมาได้ โดยเจาะรูเล็กๆแล้วเทปูนปลาสเตอร์ตามลงไปฮะ รอจนแห้งแล้วจึงค่อยขุด จะทำให้ขุดง่ายขึ้น ทำให้เห็นท่าทางชาวเมืองก่อนตายได้ชัดเจนครับ”

“ปู่ขา-า-า” หลานผู้เดินอยู่ข้างหน้าหันมาลากเสียง “เป็นอันว่านักโบราณคดีนี่สุดยอดจังเลยใช่ไหมคะปู่”

ประธานยิ้มๆ ขำหลาน ก็เลยพลอยครึกครื้นไปกับหล่อน

“งั้นซี…เห็นไหมล่ะว่าไทเขาเรียนมาถูกทางแล้ว”

“ไม่งั้นย่ากับปู่จะมีใครมาช่วยดูแลล่ะลูก” ย่าเลยกลายเป็นลูกคู่ขานรับ

“ย้า-า-า น่า-า”

“อื้อฮือ…ทำเสียงยังกะลูกแหง่แน่ะ”

ชายหนุ่มอดยิ้มในหน้ามิได้ ที่เคยหมั่นไส้ๆก็กลายเป็นเวทนา

ไม่เข้าใจเลยว่า เลี้ยงกันมาอย่างไร

“ทีนี้…คุณปู่ครับ” เขายังคงบรรยาย ขณะกลับออกมาจากบ้านหลังนั้น เตรียมไปเยี่ยมชมโรงอาบน้ำ “ต่อมาในศตวรรษที่ 20 หัวหน้านักโบราณคดีก็เปลี่ยนเป็นอีกคน คนนี้เข้ามาซ่อมแซมบูรณะฝาผนัง เพดาน ข้าวของเครื่องใช้ต่อจากคนก่อนที่เคยทำไว้จนเสร็จสมบูรณ์ดี เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้เลย นักท่องเที่ยวจะได้เห็นร่องรอยชีวิตหรูหราในอดีตของปอมเปอีไงฮะ”

“นี่ก็พอจะเห็นแล้ว”

โรงอาบน้ำประจำเมืองมรดกโลกแห่งนี้ ยังคงดำรงชีวิตนิรันดร์กาล เช่นเดียวกับซากมนุษย์หุ้มลาวาหลายซากหลายอากัปกิริยาที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจก คราที่เขาต้องดับดิ้นสิ้นชื่อไปเมื่อครั้งกระโน้น

 

Don`t copy text!