ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 34 : วู่วามและสงบนิ่ง

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 34 : วู่วามและสงบนิ่ง

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-34-

 

นิทรรศการสุสานมหึมาของโลกทำให้ผู้มาเยือนเต็มอิ่มด้วยความรู้สึกวังเวงใจ พร้อมด้วยซึมซาบฤทธิ์ร้ายจากภัยธรรมชาติยามคลั่งแค้นแสนพิโรธว่าโหดหินเพียงไหน

“เป็นไงมั่งพี่สาม พี่เห็นคนที่ถูกลาวาท่วมตัวในตู้กระจกนั่นแล้วรู้สึกยังไง”

“โธ่เอ๊ยน้องก้อ…ถามอยู่ได้…ก็แล้วน้องล่ะรู้สึกยังไง น้องรู้สึกยังไง พี่ก็เหมือนน้องนั่นแหละ ไม่ต่างกัน”

“ชาตินี้ หนูเห็นจะต้องอยู่ไกลๆภูเขาไฟแน่นอน”

“กรุงเทพฯก็ดีที่สุดแล้วไงลูก” ต่างก็ชวนกันนั่งลงที่ร้านขายอาหารว่างและเครื่องดื่มบริเวณหน้าเมืองอันคับคั่งด้วยนักท่องเที่ยวที่เพิ่งทยอยกันกลับออกมา

“แต่แต่งงานกันแล้ว เราอาจไม่อยู่กรุงเทพฯก็ได้นี่นาน้องบน”

สมุทรไทเกือบจะสำลักน้ำราสเบอรี่ที่กำลังดื่มจากกระป๋องเอาทีเดียว

ย่าก็ชะงักไอศกรีมโคนที่กำลังจะส่งเข้าปาก

“ใครบอกพี่ว่าหนูจะแต่งด้วย” ‘น้องบน’ ย้อนถามทันใด

แต่คนถามคงรู้ล่วงหน้าก่อนถามแล้วละว่า จะต้องโดนหมัดเล็กๆสวนกลับ ดังนั้นจึงหัวเราะๆอย่างสมใจ

“จริงน่ะ…” คนถามเพียงแค่โยนหินถามทางไปอย่างนั้น กะให้หินมันกระเด็นกระดอนไปกลิ้งอยู่ตรงหน้าใครบางคนด้วยซ้ำไป “ขอให้จริงซักรายละกันนะ ปากกับใจตรงกันอ๊ะป่าว”

แต่ปู่ยังคงชอบชายผู้นี้อยู่มาก จึงเอ่ยอย่างมีไมตรี

“ว่าแต่ว่า…น้องบนแน่ใจนะว่านอกจากสามแล้วยังเหลือคนดีๆให้หนูเลือก”

“อื้อฮือ คุณปู่คร้าบ-บ” อีกฝ่ายลากเสียง หน้าตาเบ่งบาน “ตั้งแต่ได้ยินคำถามมาเยอะแยะ ไม่เคยมีคำไหนคมเท่าคำของคุณปู่เดี๋ยวนี้เลย…นี่พูดจริงออกจากใจนะครับ…ไม่เคยได้ยินเลย”

ย่าได้แต่กินไอศกรีมจากแป้งรูปกรวยที่สมุทรไทซื้อมาให้ทั้งเธอและบนฟ้าอย่างเงียบๆ ของปู่มีเบียร์เย็นเฉียบหนึ่งกระป๋อง ส่วนของสามมุข เขาเดินไปเลือกเอง

ที่จริง เธอก็กำลังคันปาก อยากสวนออกไปแรงๆหากก็ยังเกรงใจหลาน

เพราะดูๆบนฟ้าก็กำลังเบิกบานอยู่เหมือนกัน

ก็หล่อนกำลังเลือกคู่…เลือกผู้ชายคนหนึ่งมาอยู่ด้วย ขบวนเครือญาติที่มีมากมายไม่รู้เท่าไหร่ล้วนเป็นเพศชาย ไม่นับเพศหญิงที่เป็นสะใภ้ซึ่งค่อนข้างไร้สิทธิ์เสียง ต่างเป็นเพียงผู้ตาม นอกจากผู้นำคนไหนรักเมียมากกว่าแม่ ก็ไปตามคำเมีย

ปู่เป็นผู้นำที่ตามใจเมียเหมือนกัน แต่ก็ไม่ถึงกับทั้งหมด ไม่ถึงกับชี้นกเป็นไม้

บริบูรณ์ลูกชายปู่ พ่อของปัน ปุญ ปรายและบนฟ้าก็เช่นกัน ตามใจเฟื่องฟ้า มารดาของลูกๆพอประมาณ เนื่องด้วยเชื่อตามคำปู่สอน

‘เมื่อข้าศึกยึดได้เนินเขา ยันด้านหลังของเราอยู่จงอย่ารบด้วย

เมื่อข้าศึกแสร้งทำแตกหนี อย่าติดตาม

เรื่องของผัวเมียก็เช่นกัน’

มีข้างหน้าและข้างหลัง มีวู่วามและสงบนิ่ง

ถ้าเลือกถูก ย่อมได้ผลจริงจัง

“ที่จริง เราก็รู้จักคำสอนพวกนี้มานาน เพียงแต่จะเอามาใช้กันไหมเท่านั้น”

“พี่สามดีใจซีนะที่ปู่เห็นพี่สามดีที่ซูดน่ะ” หลานของปู่สัพยอก

“แล้วน้องล่ะ เห็นพี่ดีมั่งไหม”

“แหม…แทนที่จะคุยเรื่องปอมเปอี กลับคุยเรื่องใครดีใครไม่ดี”

“ปอมเปอี…” พลางเขาก็เหลียวไปดู “โธ่เอ๊ย…มาครั้งเดียวยังพอแล้วเลย…บอกจริงๆนะน้อง ไอ้พวกของโบราณนี่พี่คงไม่คิดจะเล่นด้วยแน่ๆ เท่าที่เคยผ่านๆมา ก็ไม่เคยนึกสวาทเลยสักแห่ง มีคนชวนก็ไปไปงั้นเอง แต่ถ้าให้ไปดูเขาสร้างจรวดซี เอาเลย”

“พี่ก็บ้าแต่วิทยาศาสตร์” บนฟ้าถึงคราวโพล่งก็โพล่งได้โพล่งเอา ไม่เกรงใจ  “เขาว่าพวกบ้าวิทย์นี่น่ะ ส่วนใหญ่ไม่รู้จักชีวิตด้านอื่นเลยใช่ไหม”

“ทำมั้ยจะไม่รู้…ไม่รู้แล้วจะคิดมาขอน้องได้ไง” อีกฝ่ายตบท้ายพลางหันมาทางปู่และย่าผู้นั่งฟัง “จริงไหมครับคุณปู่คุณย่า”

น้องบนของทุกคนก็เลยหัวเราะคิกคัก

“ที่พี่ตามน้องมาก็ไม่ใช่อยากมาดูอะไรพวกนี้…น้องก็รู้…ใช่ไหมครับคุณปู่…พี่ก็ไม่ใช่พวกบ้าของเก่า”

โดยพลัน ปู่จึงขัดขึ้น

“ไม่เอานะสาม เรามายิ้ม ไม่ใช่มาทิ่มแทง”

นั่นเอง สามมุขก็เลยนิ่งอั้น ลุกขึ้นนำกระป๋องน้ำผลไม้ไปทิ้งถังขยะ

ย่าได้แต่ค้อนขวับตามหลังขณะพึมพำ

“น้องบน หนูต้องแน่ใจก่อนนะลูก ก่อนรับหมั้น”

ครั้นแล้ว หลานของย่าก็ตอบอย่างหวาน พลางชำเลืองมาทางเขา

“ย่าขา…ย่าว่าหนูเป็นหนูหรือแมวล่ะคะ”

ถึงเรือแล้ว สมุทรไทก็ยังอดขำมิได้

ก็สมควรที่ปู่จะนึกว่ามีมหรสพกำลังแสดงอยู่ตรงหน้า

น้ำทะเลบัดนี้ค่อยๆเปลี่ยนจากสีมะกอกเป็นสีคราม

มองจากเรือแลเห็นภูเขาไม่สูงมาก แผ่ขยายเป็นเทือกยาวท่ามกลางท้องฟ้าสีฟ้าอมขาวอันอาบไล้ด้วยแสงสกาวแห่งอาทิตย์ดวงงาม ประดับด้วยบ้านเรือนเชิงบรรพตาที่แลแต่ไกลราวกล่องสี่เหลี่ยมน้อยใหญ่ แออัดขนัดแน่นลดหลั่นกันลงมาตามชั้นเชิงผา ดูเป็นพืดยาวสลับสล้าง สร้างอารมณ์สุนทรีแก่ทุกดวงตา

“อื้อฮือ วิสุเวียสเวลาไม่ระเบิดนี่ สวยจังนะคะย่า” น้องบนยืนมองขณะกำลังชวนกันเดินไปยังห้อง ‘ขอบฟ้า’ ที่มีทั้งดนตรีให้ฟัง มีน้ำชากาแฟให้นั่งจิบ มีขนมอร่อยให้รองท้องหรือจะลองเล่นเปียโน ออกไปเต้นรำกับใครสักคนก็ยังได้

ชายหนุ่มสองคนผู้เดินตามมาต่างก็เดินกันคนละข้างอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่โอภาปราศรัยกันและกัน

แต่ทั้งปู่และย่าต่างก็ไม่ออกแรงเชื่อมสัมพันธ์ให้ทั้งคู่

เนื่องด้วยเมื่อคืน ย่าเอ่ยกับปู่เรื่องสามมุขไม่ชอบหน้าสมุทรไท

‘มันก็ด้วยกันนั่นแหละ ไม่ต้องไปยุ่งกับมันก็ได้ เฉยเสียซี เฉยเป็นไหม ถ้ามันไม่ถึงกับกัดกัน ก็ต้องปล่อย แล้วคอยดูลาดเลา’

ดังนั้น วันนี้ทั้งวัน ย่าจึงพูดน้อยลงพร้อมทั้งยินดีที่สมุทรไทก็บรรยายเฉพาะประวัติศาสตร์ ไม่เหน็บแนมพาดพิงไปถึงเรื่องส่วนตัวของใคร

ฝ่ายบนฟ้าทำท่าไม่รู้ไม่เห็น วางตนเป็นคนกลางเต็มที่…จึงยังคงอี๋อ๋อหัวเราะหัวใคร่กับสามมุข พลางหันมาบอกปู่ย่า

“คืนนี้ หนูจะพาย่ากับปู่เข้าห้องดินเนอร์อย่างหรูอีกห้องนะคะ ต้องโก้นะย่า ปู่ด้วย” ราวจะประกาศให้รู้ทั่วกัน

รวมไปถึงชายคนหนึ่งผู้ยืนฟังอยู่เงียบๆ

 

Don`t copy text!