ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 35 : นาทีนี้ไม่มีสามมุข

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 35 : นาทีนี้ไม่มีสามมุข

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-35-

คืนนี้ สมุทรไทแทบจะตกตะลึงเลยทีเดียว เมื่อไปรับปู่ย่าที่ห้อง ผู้ที่เปิดประตูออกมาเป็นคนแรกคือหลานสาวคนงามผู้เปลี่ยนโฉมจากนักท่องเที่ยวสวมเสื้อคลุมสะพายกระเป๋า เป็นหญิงสาวขาวผ่อง คาดเส้นทองประดับเพชรที่ทรงผมเกล้าสูง สวมเสื้อกำมะหยี่ดำขลิบเส้นเงินวาวจากทรวงอกลิ่วลงไปจนสุดสิ้นที่ชายกระโปรงยาวแคบ ต่างหูเพชรราวเกล็ดปลาซ้อนกันแลดูเป็นสายระยิบระยับ ขับขึ้นกับคอระหงอันตั้งตรงอยู่เหนือบ่า

ปากทาสีแดงจัดตัดกับดวงตาดำยาว

แต่ชายหนุ่มเพียงนิ่งงันชั่วอึดใจ หากมองเลยไปยังปู่ย่าผู้นั่งรออยู่ที่โซฟาริมประตูติดระเบียง

“โอ้โฮ…คุณย่าสวยจังเลยครับ คุณปู่ก็โก้มาก” เขาเอ่ยโดยไม่มองหล่อน

ผู้อาวุโสจึงลุกขึ้น

ย่าสวมชุดแดงเลือดนก ปักลูกปัดตามคอ แขนและทรวงอกเพราะไม่ชอบสีดำหรือเทาเหมือนหนุ่มสาวสมัยใหม่ แต่เครื่องประดับยังคงเป็นของจริง มิใช่คอสตูม จิวเวลรี่เหมือนหลาน เนื่องด้วยไม่ชอบของปลอม ต่างหูเพชรไม่แพงนักจึงเหมาะกับการเดินทางไกล

ครั้นแต่งหน้าทาปากลบความเหนื่อยล้าด้วยแดดบ่ายที่ผ่านมา เธอก็ดูสดชื่นหรรษาเหมือนเดิม

ควงคู่ไปกับปู่ร่างผอม สูงตรง สวมสูทดำ

“สามเขาคงไปรออยู่ที่โน่นแล้วละไท” ประธานบอกเมื่อชวนกันออกจาห้อง กดลิฟต์ลงไปที่ชั้น 5 อันมีห้องดินเนอร์ใหญ่ ชื่อห้อง ‘ซาฟารี’

ครั้นไปถึงแล้ว กลับแลไม่เห็นชายนั้น

“อ้าว…ยังไม่มานี่นา”

“ก็ช่างเขาเถอะปู่…เดี๋ยวก็คงมา”

“ไม่พอใจอะไรหรือเปล่า” ปู่นั่งลงที่โต๊ะกระจกริมผนัง ย่านั่งถัดออกมา พลางบอกให้ชายหนุ่มนั่งหัวโต๊ะ บนฟ้านั่งข้างๆ ปล่อยที่ว่างตรงข้ามปู่ให้คนที่ยังไม่มา

“ไม่ทราบซีคะ เพราะตอนที่กลับจากกินของว่าง เขาก็บอกว่าจะไปนอนซักงีบ อาบน้ำซักหน่อยน่ะปู่” อีกฝ่ายตอบเหมือนไม่รู้แต่รู้ “เขาว่าเขาแพ้แดด”

ประธานก็เลยหัวเราะ

“มิน่า ถึงได้ขาวจั๊วะขนาดนั้น” ปู่ว่า แต่อย่างสนุกมิได้นึกเลยไปถึงติฉิน “เอ้า…ถ้างั้นก็สั่งเลยไหม”

บริกรมายืนรอรับคำสั่ง

หญิงสาวจึงเท้าความถึงอาหารที่จองไว้ก่อนมาซึ่งผู้บริการก็นำรายการมายืนจาระไนให้ฟังว่าสั่งชนิดใดไว้บ้าง

“มีไวน์แดงหนึ่งขวด” พลางเอ่ยชื่อตระกูลไวน์ ซี่โครงแกะหนึ่ง เป็ดพริกไทยดำหนึ่ง เนื้อริบอายหนึ่ง ปลาโซลซอสขาวหนึ่ง อันนี้ของย่า

“แล้วของไทล่ะ”

“ผมสั่งเดี๋ยวนี้ก็ได้ฮะ…เอาอย่างง่ายๆที่ไม่ต้องเรื่องมาก”

“มีอะไรล่ะ เอาเมนูมาดู”

“ปลาก็ดีครับ เบาๆ”

“เหมือนย่า” ปู่พยักพเยิด “ก็ดี ปลาโซลหรือแซมมอน”

“ผมไม่ชอบแซมมอนสุกน่ะครับ ขอปลาโซลดีกว่า”

“น้องบนไม่รู้ว่าไทจะมาไง ใช่ไหมหนู ก็เลยสั่งแค่สี่อย่าง”

แต่น้องบนเมินไปอีกทาง ไม่หันมาแย้มยิ้มพริ้มพรายกับเขาดังที่กำลังจ๊ะจ๋ากับย่าและปู่

สงสัยคงขุ่นเคืองเมื่อตอนบ่ายที่เขาไม่ซื้อน้ำให้คู่รักของหล่อน

ปรายเอ๋ยปราย มึงนี่หาเรื่องให้กูแท้ๆเลยนะ

สงสัยว่ามึงคิดอะไรอยู่ จู่ๆก็ส่งกูให้มานั่งอึดอัดเป็นหมาหัวเน่าอยู่ตรงนี้

ในฐานะชายยากจนผู้ถูกจ้างมาดูแลผู้สูงอายุ…ใช่ไหมก็ไม่รู้

แต่ปู่กับย่ามึงนี่แสนดี ไม่ดูถูกกูเลยแม้แต่แววตา

ครั้นแล้ว บริกรชายก็รินไวน์ลงในแก้วเจียระไนเนื้อสวยเหมือนมะปรางริ้ว

“เชียร์ส” ปู่เหยียดแขนมาชนแก้วกับเขา “ขอให้น้องบนมีความสุขความเจริญนะลูกนะ แล้วก็ขอให้ไทได้งานที่พอใจ ทำแล้วรุ่งเรืองก้าวหน้า”

“ใช่จ้ะ…กลับกรุงเทพฯแล้วมาหาย่าบ่อยๆนะไทนะ”

“ครับผม” เขาก็เลยวางแก้ว พนมมือไหว้

แต่หลานงามหรูของปู่ย่าก็ไม่หันมา เหลือบดูนาฬิกาข้อมือแสนแพงนิดหนึ่ง

“พี่สามไปไหนก็ไม่รู้”

“แต่หนูไม่ต้องไปตาม” ปู่ห้ามเด็ดขาด

“ผมไปตามให้ก็ได้ฮะ” สมุทรไทจะไม่รับอาสาก็ดูจะแล้งน้ำใจ ทั้งๆชังน้ำหน้าหมอนั่นจนไม่อยากจะเอ่ยชื่อ

“ไม่ต้อง” ปู่ยกมือ “เดี๋ยวคงมา หนูลองโทร.ถามก็ได้”

แต่อีกฝ่ายปิดเครื่องรับ

“คงไม่อยากให้ใครยุ่งกับเขามั้งป๊า” ย่าออกความเห็น

ขณะที่หญิงสาวกระสับกระส่าย

“เขางอนกว่าหนูอีกเหรอเนี่ย” หล่อนก็เลยพึมพำ “หนูว่าหนูก็…เอ้อ…”

ครั้นนึกขึ้นได้ว่าชายซ้ายมือกำลังฟัง ก็เลยเสเอ่ย

“ย่าขา…พรุ่งนี้เราก็ถึงฟลอเรนซ์แล้วนะคะ ย่าชอบฟลอเรนซ์ไม่ใช่เหรอ…ครบรอบแต่งงานนี่จะแฮปปี้แบบไหน” ถามพลางยื่นแก้วไปตรงหน้า “ลืมเชียร์สให้ปู่กับย่าที่อยู่กันมาตั้งเท่าไหร่นะคะ…กี่ปี…”

“ขี้เกียจนับ” ย่าว่าเขินๆ

“แล้วทะเลาะกันเยอะไหมคะ”

“ขี้เกียจนับ” ปู่เอ่ยบ้าง ขณะจิบไวน์ทีละจิบอย่างอารมณ์ดี “คนเราน่ะลูก…วันๆมีตั้งหลายอารมณ์ สุดแต่ว่าจะไปโดนปังๆเข้ากับอารมณ์ไหน…ขออย่างเดียวอย่าพาลกันเท่านั้นก็พอ ต้องพูดกันด้วยเหตุด้วยผลละก็ เรื่องมันจบง่าย”

สมุทรไทดีใจทีเดียวที่นาทีนี้ไม่มีสามมุข

ครั้นแล้วปู่ก็เจรจาถ้อยคำสั้นๆที่มิใช่สั่งสอน หากเป็นเชิงปรารภให้หลานผู้เป็นหนึ่งน้องนางเดียวได้เข้าใจ

เนื่องด้วยหลายวันที่ผ่านมา เขาแลเห็นแต่ ‘อารมณ์’ ผสมเทพนิยายของหญิงสาวไข่ในหินผู้ดูเหมือนยังไม่รู้ว่าชีวิตจริงคืออย่างไร

วุฒิภาวะของหล่อนยังเดินไปได้แค่ต้นทาง

Don`t copy text!