ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 38 : เหตุเกิดจากกาสิโน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 38 : เหตุเกิดจากกาสิโน

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-38-

 

น้ำตาหญิงสาวร่วงพรูตลอดทางจนกระทั่งถึงห้องพักเปลื้องเสื้อผ้า เปลี่ยนเป็นชุดแพรเบายาวกรุยกราย ทอดตัวลงนอนซมบนโซฟาอย่างหารู้ไม่ว่าตนเองเกิดอาการใดขึ้นมา…จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตู

เมื่อเดินไปดูตรงช่อง ก็แลเห็นสามมุขยืนอยู่

จึงส่งเสียงบอกกล่าว

“หนูง่วง จะหลับแล้วนะ”

สามมุขเสียไพ่ในเวลาไม่นาน อารมณ์เบิกบานจบสิ้นลง

“เคาะกี่หน น้องก็บอกแต่ว่าง่วง”

“ก็หนูง่วงจริงๆ นี่นา…ไม่เอาละ…กลับไปนะ…อย่ามาเซ้าซี้ ไม่งั้นพรุ่งนี้ไม่พูดด้วย ไปพูดกับคนอื่นไม่รู้นะ”

“พูดกับใคร” อีกฝ่ายตะคอกจนแทบจะใช้กำปั้นทุบตึงๆ เข้าให้แล้วด้วยทั้งโกรธทั้งพาล “ถ้าพูดกับไอ้เจ้านั่นละก็นะ…อย่าหาว่าไม่เตือน”

“กลับห้องซะไป๊ พรุ่งนี้จะได้ตื่นเช้าไงพี่ก็”

ว่าพลาง บนฟ้าก็หันกลับ เดินไปที่เตียง เมินเสียงเคาะที่เคาะอีกเพียงไม่กี่ทีก็เงียบสนิท ด้วยว่าห้องหล่อนอยู่ติดกับห้องปู่ย่า

เปิดไฟหัวเตียงดูนาฬิกา

ป่านนี้พี่ชายคงจะหลับไปแล้ว…เมื่อบวกห้าชั่วโมงที่แตกต่าง

ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือก นอกจากนอน

แต่…ดวงหน้าหนึ่งตามมาลอยร่อนไม่ละลดพร้อมสุ้มเสียงนั่นน่ะสิที่คอยรังควาน

ชายยากจน…ที่พี่ปรายจ้างหรือวานมายังไม่รู้ จู่ๆ ก็กลับกลายมาเป็นคนที่ปู่ย่าเกรงใจ

หล่อนก็เลยหยิบมือถือมากดถึงพี่ชาย

‘พี่ปราย…พี่รู้ไหมว่า เพื่อนที่พี่ส่งมานี่ร้ายที่สุด เขาบีบข้อมือหนูจบเจ็บกระทั่งเดี๋ยวนี้

เขาบอกให้หนู พูดใหม่…พูดผิด พูดใหม่

พี่ปราย เขามีสิทธิ์อะไรมาขู่หนู หนูร้องไห้ เขากลับหัวเราะ…หัวเราะเยาะ…’

ขณะกำลังกดตัวหนังสือลงไป หล่อนก็หมดแรงร่วงผล็อย หลับสนิท

เรือเข้าเทียบท่าเมืองฟลอเรนซ์ตอน 8 นาฬิกา เป็นขณะที่ทุกคนรับประทานอาหารเช้าเสร็จสิ้น ไปรวมกันอยู่ที่ห้องประชุมใหญ่ ซึ่งพนักงานต้องจัดกลุ่มให้ไปชมสถานที่ต่างๆ เหมือนทุกวัน

มัคคุเทศก์กลุ่มของปู่ย่า เป็นสตรีมาจากทัวร์ชื่อดัง พาขึ้นรถจากท่าเรือไปอีก 2 ชั่วโมง แล้วปล่อยให้นักท่องเที่ยวลงเดินตามอัชฌาสัย ใครจะเข้าวิหาร จะไปชมร้านค้า ซื้อสารพัดจิปาถะที่หมายตาว่าจะซื้อก็จะได้สะดวกด้วยกันทั้งผู้นำทางและผู้มาเยือน

เพียงแต่เตือนไว้เท่านั้นว่า 16.20 น. พบกันที่รถ

ครั้นแล้วจึงต่างคนต่างไป

“ก็ดีเหมือนกันครับ เราก็ไปตามใจเรา ผมมีแผนที่อยู่แล้ว ก็เลยไม่ยุ่งยากมาก คือฟลอเรนซ์นี่ เขาก็นับเป็นเพชรน้ำเอกของอิตาลีเลยนะครับคุณปู่…เป็นเรอเนซอง ซิตี้”

จากที่จอดรถ เดินอีกราว 20 นาทีก็ถึงจตุรัสดูโอโมอันกว้างใหญ่ แลเห็นมหาวิหาร ‘ดูโอโม’ อันเป็นมหาวิหารขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก รองลงมาจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ แห่งกรุงวาติกันและมหาวิหารเซนต์ปอล แห่งกรุงลอนดอน อยู่ตรงหน้า

“คุณปู่คุณย่าอยากเข้าไปชมวิหารนี่ก็ได้นะฮะหรือจะเดินดูของซื้อของรอบๆ จตุรัสนี่ก็ได้ มีทางแยกเยอะแยะเลยครับ”

บนฟ้าก็เลยบอกปู่ย่า

“หนูจองเข้าชมพิพิธภัณฑ์อุฟฟิซิตอนบ่ายครึ่งนะย่า” หญิงสาวเช้าวันนี้ดูจะตั้งสติได้ดีแล้ว แม้จะเงียบไป ไม่ส่งเสียงประจ๋อประแจ๋กับปู่ย่าเหมือนทุกวัน หากก็ยังดำรงความสวยเริ่ดคอตั้งบ่าไว้อย่างนั้น จึงทำให้ยังดูเป็นนางสาวบนฟ้า พงษ์เทวฤทธิ์

ไม่เมื่อยบ้างหรืออย่างไรอยากรู้ ชายหนุ่มคู่พิพาทนึกในใจ

“ไม่เข้าแล้วละ โบสถ์วิหารอะไรเนี่ย…นะน้องบน” สามมุขเอ่ยดังๆ ขณะหันไปมองมหาวิหารบนลานอันกว้างใหญ่อย่างเอือมระอา “มันก็ไอ้เซมๆ กับที่เคยเห็นๆ มานั่นแหละ”

“ถ้างั้นก็ดูแค่ข้างนอก” น้องบนตามใจ

ปู่กับย่าก็ยังไม่อยากเข้าไปชม เพราะเวลามีน้อย

“แล้วไทล่ะ เคยมาหรือยัง”

“เคยมาแล้วฮะ…เพราะฟลอเรนซ์นี่เป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ไงครับ ที่นี่ก็เลยเป็นที่เกิดของอัจฉริยบุคคลนับไม่ถ้วนฮะ แล้วก็เลยเป็นอานิสงส์ส่งต่อไปทั่วอิตาลีด้วย ช่วยให้เกิดสกุลช่างท้องถิ่นเพิ่มขึ้น อิตาลีก็เลยกลายเป็นประเทศมั่งคั่ง มีวัฒนธรรมที่ล้ำหน้ากว่าประเทศอื่นในยุโรป” เขาเองก็ไม่อยากเล่าให้ผู้ฟังซึ่งไม่เคยสัมผัสหรือติดตามความเป็นไปของโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลป์ เพราะจะไม่มีวันเข้าใจชื่อนามของยุคสมัยต่างๆ ทางศิลปะและศิลปินจำนวนมากนั้นได้ “นักประวัติศาสตร์ทุกคนส่วนใหญ่ก็มักจะเคยมาที่นี่กันแล้วทั้งนั้น”

ก็พอดีปู่ยกมือ

“พอแล้วไท…เล่าไปก็คอแห้งเปล่า ปู่กับย่าเป็นประเภททัพพีไม่รู้รสแกง”

“อยากอวดว่ารู้ไงฮะคุณปู่” สามมุขโพล่งขึ้นอย่างขวางหูเต็มประดา

แม้บนฟ้าก็ตกใจ

“พี่สาม…”

“ก็หรือไม่จริง”

“ถ้างั้นผมก็จะหยุดพูด” สมุทรไทตอบนิ่มๆ แต่จริงจัง

ทั้งปู่และย่านิ่งอั้น เพราะนึกไม่ถึงเอาเลยว่าจะมีใครบ้าบอพอที่จะพูดจาขวางโลกออกมาได้ถึงเช่นนี้

แต่ก็มีแล้ว…คือผู้พูดที่ยืนอยู่นี่

สีหน้าหญิงสาวก็เลยเจื่อนไป

ก็ต้องเจื่อนเป็นธรรมดาในเมื่อมากับครูซเที่ยวนี้ หล่อนเผอเรอพกพาเอารังมดคันไฟติดมาในกระเป๋าเดินทาง

ใครเลยจะนึกได้ว่า เขาจะทำตนเป็นคนปากไม่ว่างถึงเพียงนี้

ปู่กับย่าก็เลยเสมองหอระฆังของมหาวิหาร พลางชมเชย

“หอนี่ก็สวยนะ ข้างๆ นั่นก็สวย”

“หอระฆังกับหอรับศีลครับ” สมุทรไทอดตอบไม่ได้

แต่ก็มีเสียงสวนขึ้น

“ก็ไหนว่าจะไม่พูดแล้วไง คนไม่จริงนี่หว่า”

 

Don`t copy text!