ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 39 : ฟลอเรนซ์

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 39 : ฟลอเรนซ์

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-39-

จัตุรัสดูโอโมแห่งนี้เปรียบประดุจหัวใจแห่งเมืองฟลอเรนซ์ เนื่องด้วยในบริเวณลานกว้างเบื้องหน้ามหาวิหารที่แยกสายออกไปเป็นซอยแคบทุกทิศทาง พรั่งพร้อมด้วยร้านค้าตั้งแต่กระเป๋าถือ เสื้อผ้า เครื่องสำอาง แผงลอยอิสระที่ขายแทบทุกชนิดทั้งเสื้อถัก ผ้าพันคอ ถุงย่าม ถ้วยชาม ขนม ไอศกรีม ช็อกโกแลต กับอีกร้อยสีพันอย่างที่ล้วนแล้วกวาดต้อนผู้คนให้มารวมกันอยู่ ณ ลานอันกว้างใหญ่ซี่งมีที่นั่งที่กินพร้อมสรรพ

นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ ต่างก็มาปักหลักรวมกัน ณ ที่นี้ ส่วนใครจะแยกไปเดินดูภูมิประเทศหรือสินค้าอื่นใดภายในซอกซอยที่แลเห็นก็ต้องไปให้เป็นกลับให้ถูก ขอเพียงอย่าเดินเรื่อยเปื่อยทะลุทะลวงไปออกถนนอีกฟากแล้วหาทางกลับไม่ได้ ก็จะเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

“ใครอยากไปไหนก็ไป ไทช่วยหาร้านอะไรให้ปู่กับย่านั่งกินอะไรรองท้องนิดหน่อยก็พอ…แล้วน้องบนจะไปกับสามก็ไปซะลูก…จะซื้อกระเป๋าถือก็นั่นไง” ย่าพยักพเยิดไปที่ร้านขวามือ มีกระเป๋าถือแบบต่างๆ วางโชว์ไว้ให้เห็นเด่นนัยน์ตา

ย่าใบบุญนั้นนึกระอาชายที่ชื่อสามมุขเป็นที่สุด ถ้อยคำของเขาสะดุดหูทุกประโยค จนกระทั่งนึกลงโทษหลานคนโตว่าช่างดูคนไม่เป็น

เห็นดีอย่างไรจึงส่งชายกระด้างกระดางลางปานนี้มาให้น้องผู้ยังมิสูงด้วยวุฒิภาวะคบหา ครั้นแล้วก็อาจจะถึงกับเลือกมาเป็นคู่ หากว่าน้องผู้สุดหรูคิดได้เพียง ต้องรวยต้องหล่อ

“อยากได้กระเป๋าก็ไปซื้อซะลูก” ปู่คงคิดอย่างย่าเหมือนกัน ด้วยว่าเธอเห็นเขานิ่งไป แววนัยน์ตาหลังกรอบแว่นมีบางอย่างแล่นขึ้นมาขณะที่สมุทรไทพาทั้งคู่มานั่งที่ร้านกาแฟซึ่งอยู่ตรงข้ามกับร้านขายกระเป๋ามีชื่อเสียง เยื้องกับมหาวิหารอันตระหง่านอยู่ไม่ไกล หากก็ไม่ถึงกับใกล้มาก “ปู่น่ะไม่เดินแล้ว แล้วก็ไม่ซื้ออะไร…กระเป๋าใหญ่กระเป๋าเล็กเต็มบ้าน”

สมุทรไทสั่งชาร้อนให้ผู้สูงวัยคนละถ้วย ของเขามีลาเต้เย็นมาวางตรงหน้า

ก็ไม่เชิงใคร่จะดับร้อนอันระอุอยู่ในอก

“ถ้างั้นผมไปก่อนนะฮะคุณปู่” สามมุขตวัดตาภายในแว่นดำแลดูชายหนุ่มผู้ราวกำลังมองดูหอรับศีลทรงแปดเหลี่ยมอันเคียงอยู่กับมหาวิหาร

“ย่าอยากได้อะไรหนูซื้อมาให้” หลานของเธอถามไถ่ แต่นัยน์ตาไม่แลเลยไปที่เขา…เห็นได้ชัดว่ายังมีเรื่องและเอาเรื่อง

“ย่าจะอยากได้อะไร้”

ขณะนั้น แสงจากฟากฟ้าก็หรุบหรู่ลงไป สมุทรไทมองเลยหลังคาหอรับศีล จึงแลเห็นหมู่เมฆค่อยๆ เคลื่อนเกลื่อนวางอยู่กลางหาว…แดดเช้าที่ดูแจ่มจ้าคลายลงไป เหลือแต่หม่นจนถึงมัว

“สงสัยฝนจะตกหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะฮะ” เขาเอ่ยขึ้นขัดจังหวะ

ย่าก็เลยมองตามนัยน์ตาเขา

“จริงด้วย น้องบน ฝนทำท่าจะตกนะลูก”

“ไม่ตกหรอกคุณย่า รับรอง” สามมุขทะลุกลางปล้องขึ้นมา “อย่าเพิ่งเชื่อกรมอุตรินิยมเลยดีกว่าฮะ”

สีหน้าย่าก็เลยเฉยไป

แต่ปู่พยักพเยิด

“อยากไปไหนก็ไปซะลูก แล้วรีบกลับ ปู่จะรออยู่นี่…ไทล่ะอยากซื้ออะไรไหม”

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ เดี๋ยวผมจะเดินหาเอาแถวนี้ดีกว่า” เขาหมายถึงแผงลอยที่ดูไม่เลวนักซึ่งตั้งเรียงกันอยู่แถวขอบทาง มีสินค้าหลายอย่าง แต่ต้องตาถึงจึงจะเลือกได้ของดีอันคละปนอยู่ด้วยกัน

“ซื้อไปฝากใครหรือไท” ย่าก็เลยสัพยอก

เขาจึงเพียงแต่ยิ้มๆ

“มีครับ คนที่ต้องฝาก”

ทั้งสามมุขและบนฟ้าจึงได้ยินประโยคท้ายของเขาก่อนจะออกเดินจากไป

“ไอ้หมอนั่นมันมีแฟนแล้ว” สามมุขเอ่ยอย่างโล่งอก หากก็หัวเราะเยาะ “โธ่เอ๊ย…น้ำหน้าอย่างมันจะมีปัญญาซื้อของดีๆ แพงๆ ไปฝากใคร้”

แต่เขาก็ไม่ได้ยินเสียงคนเดินเคียงผสมโรงจึงหันไปมอง ก็แลเห็นสีหน้าน้องบนของเขาเรียบเฉย ริมฝีปากปิดสนิทราวกับจะไม่เผยอแม้แต่แย้มยิ้ม

“ขวางหูละซีนะ…ก็อย่าไปเอาใจใส่ดีกว่า” อีกฝ่ายยังคงพูดติดต่อกันไป ครั้นกำลังจะเข้าซอยที่อยู่ตรงหน้า เป็นซอยแคบคล้ายๆ กันด้วยรูปร่างตึกที่สูงขึ้นไปขนาบอยู่สองข้าง ก็เลยชะงักนิดหนึ่ง พลางพึมพำ “เอาละซี…ทีนี้…ไปซอยไหนดีล่ะน้อง…เข้าไปแล้วต้องกลับให้ได้นะ…ห้ามโทรถามคุณย่าเด็ดขาด ขืนโทร.ไป คุณย่าก็ต้องหันไปถามมัน”

หญิงสาวก็เลยชี้ให้ดูป้ายตรงหัวมุมกับชื่อร้านค้า

“พี่จำไว้ละกัน” หล่อนบอกเรียบๆ ไม่คิกคักครึกครื้นเหมือนวันวาน โดยเฉพาะตอนจิบไวน์ขาวค่อนแก้ว

“ถึงหลงก็จะเป็นไร จ้างรถไปท่าเรือเองก็ได้”

อีกฝ่ายก็เลยพยักหน้า

แม้กระนั้น ชายผิวผ่องก็ยังสงสัย

“น้องเป็นอะไรไป เช้านี้ดูอารมณ์ไม่ดี…”

“ก็…ไม่ได้เป็นอะไร พี่ไม่ต้องซักได้ไหม” หล่อนก็เลยขึ้นเสียงนิดหนี่ง

“น้องต้องเป็นอะไรไปแน่ๆ เลย หรือโมโหเมื่อคืนที่พี่ไปกาสิโน”

“มันก็เรื่องของพี่”

“น้องบน” คราวนี้พี่ของน้องก็เลยร้องดัง “น้องอย่าถือสากะไอ้เรื่องอดิเรกของพี่เลยนะ…น่า-า-…ขอไว้เลย…ขอไว้ก่อนที่เราจะอยู่ด้วยกัน”

“ใครบอกว่าหนูจะอยู่กับพี่…ใครบอก” บนฟ้าย้อนทันควัน

“อ้าว…” อีกฝ่ายก็เลยร้อง…หากก็หัวเราะๆ อย่างปะเหลาะเอาใจ “ไม่เอาน่า น้องน่า…นี่พี่พูดจริง ไม่ได้พูดเล่นนะคะ”

“ไม่ตลก” น้องบนเสียอย่าง ใครกร่างมาน้องบนก็กร่างไป ใครขืนมารวบรัดทั้งๆ ยังไม่ได้จัดขันหมาก ก็คงได้เห็นกัน

“โธ่เอ๊ย น้อง…นี่พี่ก็รักน้องจนแทบจะขาดใจอยู่แล้ว น้องก็ต้องรู้” เจ้าตัวทำเสียงเชิงโอดครวญ “ไม่งั้นพี่คงไม่ทิ้งงานทิ้งการ หนีพ่อแม่ด่ามาลงเรือไปกับน้องหรอกรู้ไหม…อะไรก็ไม่อะไร…มันไม่เวิร์คก็เพราะดันมีไอ้ปี่กลองที่พี่ของน้องดันจ้างมา…มาคาลูกกะตาอยู่นี่ไง”

ทันใดนั้น หญิงสาวของเขาก็หยุดก้าวเท้าหันขวับมา

“พี่อย่าพาลพี่ปรายได้ไหม” เอ่ยพลางเม้มริมฝีปาก “พี่ก็เห็นอยู่ว่าจ้างเขามาทำไม…ถ้ามีแค่พี่…ปู่กับย่าจะได้ใครดูแล ถามคำ”

สีหน้าเจ้าของสินสอดทองหมั้นในวันที่มิรู้ว่าวันไหนซีดลงโดยพลัน นัยน์ตาชื่นบานเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นฮึดสู้ขึ้นมา

“น้องเริ่มเห็นมันดีกว่าพี่แล้วซีนี่” สามมุขกัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน “อย่านึกนะว่าพี่จะยอม”

 

Don`t copy text!