ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 41 : โง่เง่า

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 41 : โง่เง่า

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-41-

 

ทั้งคู่เปียกฝนเล็กน้อย ต่างก็ถอดหมวกออกสลัดเม็ดน้ำพลาง สมุทรไทก็ลุกขึ้น เปิดโอกาสให้หลานนั่งติดกับย่า ให้สามมุขคู่กับปู่ ส่วนเขาเองถอยไปนั่งปลายโต๊ะ

แม้สายตาทั้งย่าและปู่จะมองดูเขาอย่างใคร่ถาม หากก็มิกล้าเอ่ยความใดออกมา

‘ทำไมต้องให้ที่มันนั่ง’ ย่าไม่ชอบหน้าคู่ควงของหลานเอามากๆ ส่งสายตา ด้วยว่าบัดนี้สามมุขก็หย่อนตัวลงนั่งแทนเขา พลางมองพิซซ่าตรงหน้าด้วยท่าทีที่บ่งชัดว่าไม่ชอบ

“มีอะไรดีกว่านี้ให้สั่งไหมฮะคุณปู่” เขาเอ่ยอย่างนึกรู้ว่าผู้สั่งคงใช่ไอ้หมอนี่แน่นอน

“มันเป็นไงเหรอพี่ หนูก็ว่ามันน่ากินดีนี่นา ชีสนี่หนูก็ชอบ มะเขือเทศเหรอ กินทุกวันเลย เห็ดกับมะกอกล่ะ” สาวสวยจาระไน พลางตัดพิซซ่าใส่จานย่า “นี่ท่านทั้งหลายก็ยังไม่ได้ลงมือกันเลยหรือคะ ถ้างั้นหนูเปิดงานเลยนะ…เอ้า…ของปู่อีกชิ้นนึง…พี่สาม…พี่เอาไหม…หรือจะสั่งอย่างอื่น…พี่ชอบราวิโอลี่ หนูรู้…ถ้างั้นก็…สั่งเลยพี่…ชอบอะไรสั่งเลย…”

“อยากทานอะไรก็สั่งได้นะ ผมเลี้ยง” ผู้ชายปลายโต๊ะบอกเรียบๆ “ทานให้เต็มที่…เรื่องฝน…คงไม่เป็นไร…ทานเสร็จ…คงหยุดพอดี แล้วเราก็ค่อยเดินไปพิพิธภัณฑ์”

“ทำไมจะต้องให้ใครเลี้ยง…ใครอยากเลี้ยงก็เลี้ยงไป แต่ไม่ต้องเลี้ยงฉัน ฉันมีปัญญาออกเอง ออกให้คุณปู่คุณย่าน้องบนด้วย”

“ก็ได้…” สมุทรไทพยักหน้า “ตกลงกันเสียก่อนเลยว่า พิซซ่าถาดนี้เป็นหน้าที่ผม”

ผิวหน้าของทั้งปู่และย่าพลอยถอดสีเอาทีเดียว ด้วยนึกไม่ถึงเลยว่า มาเที่ยวคราวนี้จะต้องมาประจญประจันกับอารมณ์ส่วนตนของบุคคลที่ปู่ไม่เคยคาดหมาย…ลืมนึกไปเสียได้อย่างไรว่า ชายผู้นี้ต้องดื้อและขวางโลกชะมัดไม่ผิดไปจากน้องบน

น่าเสียวไส้มิใช่น้อยกับ ‘เจนวาย’ ประเภท ‘กวนโอ๊ย’

“เชิญคุณปู่คุณย่าทานได้เลยครับ จะได้ทราบว่ารสอาหารที่นี่จะผิดจากร้านอิตาเลี่ยนที่กรุงเทพฯ แค่ไหน”

ปู่ก็เลยพยักหน้า หากก็ยังไม่หายตกใจ

บนฟ้าจึงตัดพิซซ่าออกเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ทั้งคู่

“อร่อยดีนี่ไท” ย่าเอ่ยเหมือนไม่มีใครอยู่ตรงหน้า แลเลยไปที่หัวโต๊ะ โดยไม่แม้แต่ชำเลืองมองสามมุขผู้กำลังกางเมนู เอี้ยวตัวไปสั่งอาหารจานใหม่กับบริกร

“ลองลาซานญ่ากันหน่อยดีไหมน้อง” เขาหันมาถามหญิงสาว

บนฟ้าก็เลยพยักหน้าเพื่อจะให้เรื่องทั้งหมดง่ายขึ้น

“ตกลง…ลาซานญ่าหนึ่งที่…เอาสปาเกตตี้อันโชวี่อีกสักที่ด้วยไหม”

“ได้ค่ะ แล้วก็ไอซ์ทีอีกที่”

“ถ้างั้นก็ไอซ์ทีสองที่”

เสร็จจากสั่งอาหาร เขาก็หันไปทางย่าเพราะเริ่มรู้สึกว่าผู้อาวุโสหญิงก้มหน้าอยู่กับชิ้นพิซซ่าบนจาน ไม่เงยขึ้นมองมาทางเขา ดังนั้นจึงเอาใจ

“คุณย่าว่าพิซซ่าที่นี่กับกรุงเทพฯ เหมือนกันมั่งไหมครับ”

“ยังไงๆ ก็ไม่เหมือนอยู่แล้ว” ย่าพึมพำพอให้พ้นไป หากก็ไม่มองหน้าเหมือนเดิม

ปู่อยากยิ้มเหมือนกัน ด้วยว่าขันสีหน้าย่า แต่ก็ยิ้มไม่ออก

หมอนี่ชักจะนอกทางไปไกล เดี๋ยวจะเลยกู่ไม่กลับ

แต่ก็ยังโชคดีที่อีกฝ่ายตรงปลายโต๊ะระงับอารมณ์ไว้ได้

มิฉะนั้นแล้ว เมื่อสักครู่ ไม่ใครก็ใครสักคนคงได้ขนของแล้วบินกลับกันบ้างเป็นแน่

“แต่ของเขาไม่เลวเลยนะ…ถึงรสชาติจะออกฝรั่ง แต่ถ้าไม่จืดไม่เลี่ยนเป็นใช้ได้” ปู่ตอบเต็มคำเต็มใจ เนื่องด้วยรสอิตาเลียนแท้จานนี้ถูกปาก “หนูลองชิมดูซีลูก…ไท…ให้น้องชิมชิ้นนึงได้ไหม”

“ไม่ชิมหรอกปู่ ถึงให้ หนูก็ไม่ชิม” หญิงสาวทำเสียงงอน

“ไทเขาไม่ได้เชิญหนูละมัง ก็เลยอารมณ์ไม่ดี” ย่าแกล้งว่า

“ย้า-า-า” อีกฝ่ายก็เลยหันมาลากเสียงกระเง้ากระงอด

หากแท้จริงแล้วก็แค่แก้เขิน

แต่เขินของบนฟ้าก่อไฟอารมณ์ของสามมุขให้ลุกโชน

สมุทรไทแลเห็นชายผู้น่าจะ ‘โดนเท’ ตวัดนัยน์ตามามองเขาราวจะเคี้ยวแล้วบดให้หมดเรื่องกันไป

แต่เขาน่ะหรือจะไม่ยิ้มรับ

 

ฝนหยุดสนิทพอดีที่มื้อกลางวันจบลง ปู่ทำท่าจะจ่ายเงิน แต่ชายหนุ่มชิงจ่ายก่อนเฉพาะพิซซ่า ชาร้อน และลาเต้

เขาเองก็คนจริงเหมือนกัน

ปล่อยให้อีกฝ่ายจ่ายสองอย่างที่ทั้งปู่และย่าก็ไม่ยอมชิมจากทั้งสองจาน

“อิ่มกำลังดี” สามมุขเอ่ย “ของเขาก็อร่อยไม่เลวเลยละฮะคุณปู่”

ประธานพยักหน้า ตอบสั้นๆ ว่า

“ดีแล้วที่ไม่ผิดหวัง”

“อาหารน่ะไม่ผิดหวังหรอกครับ” หนึ่งเดียวในห้าสิบปีตอบมีนัย

แต่ปู่รู้ทาง ก็เลยไม่ถามต่อ เพราะอย่างน้อยก็ขอให้การชมพิพิธภัณฑ์ผ่านไป

ขออย่างเดียว อย่าให้มันมาแผดเสียงกันที่นี่อีกเป็นใช้ได้

เขาก็เลยถามสมุทรไท

“พิพิธภัณฑ์ที่จะไปนี่มันสำคัญยังไงไท มันมีในประวัติศาสตร์สากลไหม…ดูแล้วจะเข้าใจยุคสมัยของฝรั่งเขาหรือเปล่า” ประธานก็ถามไถ่ไปอย่างนั้น ‘กันไม่ให้มันหันมาพาล’

“ก็น่าจะเข้าใจนะฮะ” ชายหนุ่มตอบเต็มเสียง…เพียงให้เข้าหูทั้งคู่ผู้เดินเยื้องอยู่ข้างหน้า…ผู้ที่เขารู้ว่าคอยฟังการเจรจาระหว่างปู่กับเขา “เพราะหอศิลป์อุฟฟิซินี่เป็นที่รวมของศิลปะชั้นนำของโลกนะฮะคุณปู่ มีงานชิ้นเอกของศิลปินตั้งแสดง เช่น ภาพเขียนชื่อดังที่ใครๆ ทั่วทั้งโลกรู้จักน่ะครับ”

“แล้วถ้ามีใครอีกตั้งนับล้านๆ ไม่รู้จักล่ะจะเหยียดหยามเขาว่าโง่ เชยไหม”

“คงไม่หรอกนะฮะ…เพราะความโง่ความเชยความไม่เข้าเรื่องของบางคนบางทีก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับไม่รู้เรื่องศิลปะหรอกครับ คนเราบทมันจะโง่เง่า มันโง่ได้อีกตั้งหลายสิบอย่าง…ยกตัวอย่าง…”

“มึงหยุดเดี๋ยวนี้นะ ถ้าไม่หยุด กูเอามึงแน่” เสียงเอ็ดดัง พลางคนตวาดก็หยุดเดิน หน้าตาแดงก่ำจนทุกคนตื่นตะลึง

Don`t copy text!