ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 42 : อุฟฟิซิ

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 42 : อุฟฟิซิ

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-42-

 

ปู่นั้นถึงกับกางแขนออกกว้าง ฝ่ายย่าก็จับมือชายหนุ่มบีบเบาๆ เชิงให้หยุดเจรจา

“ขอทีสาม…บอกกี่หนแล้วว่าเรามาเที่ยว ไม่ได้มาขับเคี่ยวเอาแพ้เอาชนะว่าใครเก่งกว่าใคร” ประธานรู้ดี…ณ บัดนี้…เขาต้องใจเย็น…หากก็หาเป็นไรไม่…ด้วยว่าเขาเคยอยู่ท่ามกลางพนักงานมานับพัน จึงเป็นผู้บริหารที่ต้องบริหารทั้งงานและคนให้ผ่านพ้นความขัดแย้ง แทงแต่ละทีต้องให้ทะลุหัวใจผู้คนที่มีหลากหลายอุปนิสัย ถ้าหยาบหน่อยก็ต้องเรียกว่า ‘สันดาน’ …จนกระทั่งสงบและสยบ จึงจะอยู่ด้วยกันได้ “หลานชายปู่เขาส่งเพื่อนเขาที่มีความรู้ด้านนี้มาดูแล…ก็ดีแล้วนี่นา…ถ้าเราอยากรู้อะไรมากกว่าที่ไกด์เล่า เราก็ถามเขาได้”

“ผมไม่อยากถามอะไรใครหรอกครับคุณปู่ เพราะไม่รู้ว่ารู้จริงหรือมั่ว”

“เราก็ไม่ต้องเชื่อเขาซีสาม”

“แต่มันรำคาญไงฮะ”

“ถ้างั้นก็เดินไปไกลๆ…ไปลูกไป” ครั้นแล้วผู้สูงวัยก็หันมาทางหลานผู้บัดนี้นิ่งเงียบขณะนึกในใจ…พี่สามก็พาลไม่เข้าท่า “พาสามไปไปซะ…เดินตรงไปทางนี้หรือไงไท”

“ครับ…ไปทางนี้” ชายหนุ่มตอบเสียงเบา ดึงเอาอารมณ์ค่อนข้างเครียดคืนมา พลางมองดูใครอีกคนตรงหน้า

จึงแลเห็นว่าไม่พลอยทำท่ากร่างไปด้วย ทั้งๆ น่าจะช่วยโต้ตอบคอเป็นเอ็นดังที่เคยเห็นเนืองๆ แทบทุกวัน

“ตรงไปเลยลูก ตรงไป” ประธานจึงบอกหลานของเขา “ไกลไหมไท”

“ไม่ไกลครับ แต่ก็ไม่ถึงกับใกล้ คงราวๆ ยี่สิบนาทีเท่านั้นฮะคุณปู่”

อากาศหลังฝนไม่ถึงกับอบอ้าว เพียงแต่ยังอุ่นอยู่นิดหนึ่ง ผู้คนที่เมื่อครู่พรูหายไป บัดนี้ค่อยๆ ทยอยกันออกมาประปรายจนถึงหนาตา

สามมุขยังคงบ่นกับบนฟ้า หากเสียงไม่ถึงกับดังไปเข้าหูผู้เดินตามหลัง

“มาเที่ยวนี้ ซวยชะมัดจริงๆ น้องว่างั้นไหม”

“ไม่ว่า” ‘น้องบน’ ของเขาผู้ดูเหมือนเงียบมาหลายนาทีสวนขึ้นมา

“ไม่ว่า…” ชายหน้าผ่องหันมาทำตาพองเกือบถลน “นี่น้องเข้าข้างมันใช่ไหม”

“ไม่ได้เข้าข้าง…แต่พี่ไม่เกรงใจปู่ย่าของหนู” เจ้าตัวออกเสียงเอาจริง “พี่ลืมไปแล้วหรือไงว่า ทริปนี้หนูพาเขาสองคนมาเลี้ยงฉลองแต่งงานห้าสิบห้าปี…เขาทำงานหนักมาตลอดชีวิตนี่คะ หนูก็เลยอยากให้เขาเที่ยวเต็มที่…สบายๆ…พี่ปรายเป็นห่วง ก็เลยส่งเพื่อน…เอ้อ…ถ้าพี่อยากจะใช้คำว่า มารับใช้หนูก็ไม่ว่า…แต่อย่าขัดขวางวิธีรับใช้ของเขา…ถ้าทั้งปู่กับย่าชอบ หนูก็ต้อง…ตามใจ”

หญิงสาวนึกไม่ถึงเหมือนกันว่า ตัวเองจะพูดได้ยาวมีสาระถึงเพียงนี้

อีกฝ่ายก็เลยนิ่งสนิท

ครั้นแล้วจึงตอบอ่อยๆ แต่ก็ไม่วายหาเรื่อง

“ก็ไม่ได้ว่าอะไร…กลับดีเสียอีกที่มีคนรับจ้างทำงานแบบมัน”

บนฟ้าฟังแล้วจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ถึงเขาผู้นี้…ในยามบ่ายวันหนึ่ง…

วันที่เขาเพิ่งเริ่มเป็นหนุ่มพร้อมปราย

พี่ชายพาหล่อนไปบ้านเขาเนื่องด้วยฝากหนังสือและสมุดบันทึกที่จะต้องใช้ในการสอบไว้ในเป้ของเพื่อน…แต่ลืมนำกลับ ครั้นแล้วจึงแวะไปรับที่บ้าน…ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรือนไม้หลังใหญ่ทรงโบราณทาสีนวล มีปู่กับย่าชวนให้หล่อนชิมเค้กกล้วยหอมสุกใหม่จากเตาอบ พร้อมกับฝากอีกหนึ่งแพคมาให้ย่า

เด็กหนุ่มมองหล่อนพร้อมยิ้ม หากมิเอ่ยวาจาว่ากระไร ขณะที่ย่าชมเชย

‘หนูน่ารักจังเลยนะ อยากมีหลานผู้หญิงอย่างหนูซักคน’

แต่พี่ชายหล่อนนั่นเองที่ฉีกหน้า

‘โอย…คุณย่าฮะ…ยังไม่รู้ฤทธิ์เด็กคนนี้’

หล่อนก็เลยงอนขึ้นมาทันใด

แต่พอดีแม่โทรศัพท์มาตาม แม้กระนั้นก็ยังอาละวาดมาในรถไม่รู้จบ

นึกถึงภาพวันนั้นที่เคยจำได้…ก็มิได้ฝังใจแม้แต่น้อยว่าเขาเป็นชายยากจน

 

พิพิธภัณฑ์อุฟฟิซิมีทางขึ้นทางเดียวและทางลงเดี่ยวๆ อีกทางหนึ่ง

สมุทรไทจึงถามผู้อาวุโสหลังจากยื่นบัตรผ่านประตูเดินเข้าไปถึงเชิงบันไดหิน

“คุณปู่คุณย่าพอจะขึ้นบันไดไหวไหมครับ ขึ้นไปถึงชั้น 3 นะฮะ”

“ไหวซี ต้องไหว” ปู่ยืนยันขันแข็ง พลางหันมาทางย่า “ว่าแต่ว่าขานี้น่ะซีที่จะไม่ไหว”

“ไหว” ย่าตอบรับขณะมองขึ้นไปยังบันไดกว้างที่นับด้วยสายตาก็ไม่พ้น 10 กว่าขั้น แม้จะมีชานพักให้หยุดยืนหายใจ แล้วจึงจะขึ้นไปอีกสิบกว่าขั้นก็ตาม

“แน่นะ…อย่าไปหมอบซะก่อนล่ะ”

“ไม่เป็นไรฮะคุณปู่ ผมคอยดูคุณย่าเอง”

“ย่ามาอยู่กับหนู” หนูของย่ารีบแซงขึ้นมา

แต่ย่าก็บอก

“ไม่ต้องช่วย ย่าเกาะราวบันไดขึ้นไปดีกว่า ถนัดกว่า”

ทุกคนจึงเห็นด้วยกับผู้อาวุโส

ครั้นแล้ว ในเวลามินาน ต่างก็ขึ้นถึงชั้นบนของพิพิธภัณฑ์อุฟฟิซิ (Uffizi) หนึ่งในหอศิลป์อันลือเลื่องแห่งโลกตะวันตกนี้ คือศูนย์รวมศิลปะชั้นเลิศสมัยเรอเนซองอันรังสรรค์โดยจิตรกร ประติมากรเอกหลายนาม ล้วนเป็นนามอันโด่งดังกังวานไกล ก่อตั้งโดย โคสิโม ที่ 1 (Cosimo 1) แห่งตระกูลเมดิซิ (Medici) ตั้งชื่อว่า ‘อุฟฟิซิ’ อันแปลว่า ออฟฟิศ ผู้ออกแบบตกแต่งชื่อจอร์จิโอ ซาวารี

ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเป็นผู้ดำเนินการขอเปิดหอศิลป์ให้ประชาชนได้เข้าชม เพื่อดื่มด่ำกับงานศิลปะล้ำค่าเมื่อ ค.ศ.1765

สมุทรไทเดินนำพาปู่ย่าเข้าชมทีละห้อง เริ่มจากชั้น 2 ก่อน โดยแบ่งออกเป็นยุคต่างๆ นับตั้งแต่ ‘ก่อนยุคเรอเนซอง’

ถัดมาจึงเป็น ‘ยุคเรอเนซองตอนต้น’ ดลใจด้วยภาพเขียนมีชื่อเสียงของจิตรกรเอก ดังเช่น มาซัจโซ (Masaccio)

ห้องของบอตติเชลลี่ (Botticelli) นั้นงดงามอนันตกาลด้วยภาพกำเนิด ‘วีนัส’ เทพธิดาแห่งความรักในเรือนร่างเปลือยเปล่า ยืนระทดระทวยอยู่บนเปลือกหอยที่ถูกคลื่นซัดน้อยๆ เข้าสู่ฝั่ง

“อือ…ของเขาสวยดี” ปู่พยักพเยิดกับย่า

‘ทัพพี’ ของเขามีชีวิตเหมือนกัน นั่นก็คือสามารถล่วงรู้ถึงรสแกง 

Don`t copy text!