ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 45 : ผู้ร้ายผู้ดี

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 45 : ผู้ร้ายผู้ดี

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-45-

เพียงแต่ถึงห้องพักเท่านั้น ทั้งปู่และย่าก็มีอาการเหมือนทุกวันคือราวกับกลับถึงบ้าน

โดยเฉพาะวันนี้ที่ปู่นึกถึงตอนตนเองกางแขนออกห้ามความมุทะลุของสามมุข…ก็ถึงกับเหนื่อยเอาทีเดียว…จึงถึงแก่ถอนใจยาวขณะทิ้งตัวบนโซฟา

สมุทรไทจึงเดินเลยไปหาน้ำจากตู้เย็นใส่แก้วมาวางตรงหน้าผู้อาวุโส ทั้งปู่และย่ารีบยกขึ้นดื่มดับกระหาย รวมทั้งดับอาการร้อนกายและใจ

แต่สามมุขไม่ตามเข้ามา

เมื่อสักครู่ เขาเพียงแต่บอกปู่ย่า

“ผมจะไปที่บาร์ริมสระสักหน่อยน่ะครับ” ครั้นแล้วจึงหันมาถามหญิงสาวผู้บัดนี้ดูขรึมลงไป “น้องไปด้วยกันไหม”

“พี่ไปก่อน เดี๋ยวหนูตามไป”

อีกฝ่ายชักสีหน้านิดหนึ่ง หล่อนจึงหันหลังกลับ แลเห็นปู่เอนศีรษะพิงพนักหลับตา จึงนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ

ฝ่ายสมุทรไทลุกไปรินน้ำดื่มบ้างที่ห้องแพนทรี มีสายตาคู่หนึ่งมองตาม

ย่าก็เลยลดเสียงลง

“เกรงใจไทเขาเหมือนกันนะลูก…คิดดูซิ…ขึ้นมึงกูกับเขายังกะเขาเป็นขี้ข้า” น้ำตาย่าพลันเอ่อคลอขณะที่ปู่ยังคงปิดเปลือกตา “ถึงเขาอาจจะยากจนหรือไง เราก็ไม่ควรเบ่งกับใครแบบนี้ มันใช้ไม่ได้”

“ย่าขา-า” หลานสาวทอดเสียงเบายาว ขนตางอนด้วยเครื่องดัดกะพริบถี่ “หนูก็นึกไม่ถึงว่าพี่สามจะ…เอ้อ…ขนาดนั้น”

“มันหึง” ปู่พึมพำ หากก็ไม่ลืมตา “ไม่รู้หรอกหรือ”

“ยังดีนะที่ไทเป็นผู้ดี” ย่าลงเสียงหนัก ด้วยว่าอยากให้หลานรักเข้าใจ

ผู้ดีกับผู้ร้ายนั้นต่างกัน

“ไม่งั้น…เมื่อกี้ก็ได้ชกกันแล้ว…งามหน้าละซี” คราวนี้ประธานยันตัวนั่งตรง “รู้ไปทั่วโลกแล้วจะขายขี้หน้าเขาไหม”

“มันน่าจะมาขอโทษไทนะ” ย่าเอ่ยบ้างอย่างมิวายนึกชัง

“คงไม่มีหวังหรอกค่ะ” ข้างหลานตอบอ่อยๆ “หนูพอจะรู้นิสัยพี่สามเหมือนกัน คือเขาไม่เคยยอมใคร…ก็…คิดดู…กว่าเขาจะมาเกิด ทั้งพ่อแม่ปู่ย่าตายายก็รอกันตั้งห้าสิบปี…ลูกชายน่ะย่า…เขาอยากได้ลูกชายมาสืบสกุลมั่งไงคะ”

“ได้มาแล้ว…เป็นไง…” ย่าก็เลยถามเยาะๆ “เลี้ยงกันจนกลายเป็นเทวดาน่ะ มันเหมาะไหม ไปถึงไหนก็เอาแต่แผ่อำนาจ…นี่ถ้าไม่คิดว่าหนูอยากพาปู่ย่ามาฉลองแต่งงานละก็ ย่ากลับแล้วนะ”

เพียงแต่ขาดคำ น้ำตาบนฟ้าก็ไหลรินลงมา กอดย่าพลางซบหน้าลงกับแขน

“ถ้าจะให้ดี” ปู่เอ่ยหลังจากนิ่งคิดพลางพยักหน้าไปทางห้องแพนทรี “หนูนั่นแหละต้องขอโทษเขาแทนมัน”

“ปู่ขา-า-า” หลานลากเสียง

“จะเป็นไรไป คำขอโทษไม่เคยทำให้ใครไม่ดี ไม่มีเสียหน้า มีแต่ช่วยให้ร้ายกลายเป็นดี”

“จริงด้วยลูก” ย่าลูบหลัง “ไปไป๊…เขาอยู่นั่น…ไม่มีใคร…อยากพูดจาขออภัยยังไงก็พูดไปลูก…คนของเราล่วงเกินเขาขนาดนี้ หนูก็ต้องเอาหน้าของหนูเข้าแลก…ย่านี่สงสารเขาจนแทบน้ำตาไหล”

ก็แล้วหล่อนเล่า ไม่สงสารเขาหรือไร เมื่อสักครู่ที่สามมุขขึ้นกูมึงดังเช่นคนหน้ามืดทั้งหลาย หล่อนแลเห็นเขาจ้องมองอีกฝ่ายตาค้างอย่างตกใจ หากก็ระงับอารมณ์ไว้ได้…ยังนึกสงสารเขาจนใจหวิว

แถมด้วยสรรเสริญความอดทนอดกลั้นที่ไม่ตอบกลับความบ้าของพี่สาม

“ไปลูกไป…อย่าลืม” ย่าดันร่างหลานให้ลุกขึ้น “อย่าลืมว่าถ้าลูกทำไม่รู้ไม่ชี้…เหมือนเข้าข้างคนผิดน่ะไม่ได้…ถึงสนิทกับปรายก็ไม่ได้ อายเขานะลูกนะ”

ทันใดนั้น บนฟ้าก็ละทิฐิมานะลุกขึ้นพลางปาดน้ำตา เดินไปผลักประตูห้องแพนทรี

 

แลเห็นเขายืนอยู่ที่ประตูกระจก มองออกไปยังอาคารบนฝั่ง มือทั้งสองซุกกระเป๋า

ครั้นได้ยินเสียงประตู แม้เปิดเพียงเบาๆ หากเขาก็หันมา…ตาสบตากัน…อาการอันตกอยู่ในภวังค์ก่อนหน้านี้ คลี่คลายเป็นยิ้มบางๆ ถามว่า

“จะเอาอะไรหรือฮะ”

“เปล่าค่ะ” บนฟ้าทำหน้าไม่ค่อยถูกเหมือนกัน เพียงแต่รู้ตัวเองว่าค่อนข้างเก้อ “คือ…เอ้อ…อยากมา…เอ้อ…ขอโทษแทนพี่สามที่เขาพูดจาไม่ดี…น่ะค่ะ…”

“อ๋อ” ชายหนุ่มก็เลยย้อนถาม “แล้วเขารู้หรือเปล่าล่ะฮะว่าคุณหวังดี ถึงกับลงทุนมาทำแทนทั้งๆไม่ใช่หน้าที่”

สีโลหิตจึงฉีดขึ้นผิวหน้าจนแม้นัยน์ตาก็แวววาว ด้วยว่าไม่มีคำที่คมคายกว่ามาตอบเขา

ครั้นแล้วก็เตรียมสะบัดหน้า ก้าวไปยังประตู

หากเขารู้ทัน จึงฉวยข้อมือไว้

“มาคุยกันให้รู้เรื่อง อย่าเอาแต่เจ้าน้ำตา” ว่าพลางเขาก็ดึงหล่อนไปที่โต๊ะกลางห้อง เลื่อนเก้าอี้พร้อมกับกดให้นั่งลง ฝ่ายเขานั่งข้างๆ “ถามคำเดียวว่าทำไมถึงได้ทนความบ้าระห่ำของหมอนี่ได้ถึงกับจะยอมให้มันมาหมั้น”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณ” คราวนี้เจ้าตัวย้อนถามขณะยืดบ่าตั้งตรง

“เกี่ยว…ตรงที่คุณเป็นน้องของปราย” สมุทรไทยืนยันชัดถ้อย ไม่เกินเลยจากความจริงใจแม้สักน้อย “ก็เหมือน…เอ้อ…เป็นน้องผมด้วย”

“แต่…” อีกฝ่ายยั่วเย้า ทำท่าจะลุกขึ้น หากชายหนุ่มกดไหล่ “แต่อยากเป็นยิ่งกว่าน้อง…ทำไงดี…”

โดนเข้าไม้นี้ สมุทรไทก็เลยเป็นฝ่ายยืนขึ้น หากผิวหน้าก็แดงจัด

“เชิญครับ…เชิญเลย…แล้วอย่าไปอ้อนคุณย่าใส่ความผมละกัน”

“จะใส่” เจ้าตัวเชิดหน้า เตรียมเดินผ่านเขาไปเปิดประตู

แต่ชายหนุ่มจับข้อมือบีบนิดหนึ่งก่อนปล่อย

“แล้วคงได้รู้กันว่า…ใครร้ายกว่าใคร” 

Don`t copy text!