ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 46 : คนเจ้าน้ำตา

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 46 : คนเจ้าน้ำตา

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-46-

 

เปิดประตูกลับมาอีกครั้ง ปู่กับย่าก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ครั้นแลเห็นหลานก้าวออกมาด้วยสีหน้าแววตาอันคล้ายแต่งแต้มใหม่ มียิ้มระบายเรื่อบนริมฝีปาก ก็เลยถามไถ่

“ขอโทษเขาแล้วใช่ไหมลูก”

“เรียบร้อยแล้วย่า”

“เขาว่าไงมั่งล่ะจ๊ะ”

ปู่ไม่ว่ากระไร เพียงแต่เหลือบมามองนิดๆแล้วเมินไปมองภาพบนฝั่ง เนื่องด้วยยังไม่หายเมื่อยและเหนื่อยจากเดินไกล

ยังมิทันตอบคำย่า สมุทรไทก็ตามมานั่งตรงข้าม พลางบอกกล่าวเป็นงานเป็นการ

“คุณบนฟ้ามาขอโทษผมแทนคุณสามมุขแล้วครับคุณปู่ นี่ผมก็ยังงงๆอยู่เหมือนกันว่าตัวเองทำผิด แต่ส่งคนอื่นไปรับผิดแทน จะสามารถทำได้หรือฮะ”

“เขาไม่ได้ส่งหรอกไท เราเองบอกหลานให้ไปขอโทษ” ย่าก็เลยชี้แจง “ให้ไทรู้ไว้ไงว่า เราเดือดร้อนกับกิริยามารยาทของเขา”

“แค่ที่ฟังคุณย่าพูด ผมก็อิ่มใจแล้วละฮะ” ชายหนุ่มตอบคำ “ลืมไปเลยว่ามีเขาอยู่บนเรือลำเดียวกัน”

“คิดแค่นั้นดีแล้วไท ดีที่สุด” ปู่คล้อยตาม

“คุณปู่คุณย่าจะอาบน้ำก่อนไปทานอาหารเย็นก็ยังได้นะครับ”

“คงไม่ละ…ไปกินก่อน กลับมาพักสักนิดก็นอนเลย”

“เสียดายที่มาฟลอเรนซ์แล้วไม่ได้ชมเมืองเขามากพอน่ะฮะ”

“พอแค่นี้ก่อนก็ดี” ปู่โบกมือ “มาครูซก็คงได้แค่นี้แหละ แวะที่นั่นนิดที่นี่หน่อยพอให้รู้ว่าเขามีจุดเด่นอะไรมั่ง แล้วก็กลับเรือ”

“คุณปู่อยากมาเรืออีกไหมฮะ” เขาถามหากก็เหลือบมองหลานผู้ที่อิงศีรษะอยู่ข้างย่าโดยไม่หันมาทางเขา

“อยากมา…” ปู่ตอบรับเต็มเสียง “เพียงแต่…”

ครั้นแล้วจึงทิ้งท้ายไว้ให้คิด

ขณะที่สมุทรไทผิดคาดเพราะนึกเพียงว่า บนฟ้าคงจะตามชายของหล่อนไป ก็นายคนนั้นนำทางไว้แล้ว กะให้หล่อนออกจากห้อง

น่าแปลกที่หล่อนไม่ไป

“เพียงแต่…ไม่อยากมีพี่สาม” เสียงเบาๆดังขึ้นจากบ่าย่า ตรงไปตรงมาเหมือนเดิม หาก ‘ท่า’ เท่านั้นที่คล้ายเด็กหญิงเล็กๆช่างอ้อน

สงสัยคงเป็นคนสองบุคลิก…สมุทรไทพิจารณา…เนื่องด้วยหลายครั้ง เขามักได้ยินหล่อนเอ่ยความอันสมควร ตรงตามที่เป็นจริงและเป็นไป

ถ้าคิดในด้านลบก็เรียกว่าขวานผ่าซาก หากถ้าคิดในด้านดี…ก็ต้องรู้ว่า นี่คือเหตุและผล

“ป่านนี้สามเขาคอยหนูแล้วละ” ปู่ก็เลยเบนหัวข้อ เพราะถึงอย่างไร สามมุขก็เป็นเพื่อนของหลาน เขาเดินทางมาผูกข้อมือเขาไว้กับหล่อน รอมแรมมาด้วยกันทั้งๆตนเองก็เบื่อ เนื่องด้วยการค้างคืนในเรือไม่ถูกกับรสนิยม ยิ่งผสมกับชมงานศิลป์ ก็ยิ่งไม่ชินกับอารมณ์ แต่เมื่อบ่มรักมาพักหนึ่งแล้ว เห็นว่าควรทน จึงทั้งทนทั้งบ่นและทั้งเบื่อ ความเชื่อที่ว่า รวย สวย ดี จึงไม่รู้ว่าจะอยู่กับที่ไปอีกนานสักเท่าใด “ไงๆก็ไปนั่งจิบอะไรเป็นเพื่อนเขาสักนิดสักหน่อยแล้วกันลูก เขาจะได้อารมณ์ดีขึ้นไงล่ะ…ปู่เห็นเขาหงุดหงิดแล้วก็ไม่สบายใจแทนหนูเหมือนกัน”

แต่อีกฝ่ายซบหน้านิ่ง ท้ายที่สุดก็ซับน้ำตา

“อ้าว…น้อยใจอะไรอีกล่ะจ๊ะ” ย่าถาม

“ปู่ไล่หนู…หนูออกไปแล้วก็…เชื่อเลยว่าต้องนินทา”

คราวนี้ทั้งปู่และย่าต่างก็ขำ หากย่าก็ยั่ว

“เอ…ทำไมถึงรู้ใจปู่ย่าขนาดนี้ล่ะลูก…ใช่จริงๆเลย กะไว้แล้วเชียวว่า พอหนูคล้อยหลังจะนินทาซะให้สมอยากเลยละ…นะไทนะ” เธอว่าพลางพยักพเยิดกับเขา

แต่ชายหนุ่มแค่ยิ้มในหน้า พร้อมกับหล่อนปรายตามามองพอดี

ครั้นเห็นเขายิ้มคล้ายขำแกม…แกมอะไร…แกมเอ็นดู หรือหนักกว่านั้นก็คือแกมเวทนา…หลานรักของปู่ย่าก็เลยทำหน้าบึ้ง

 

สมุทรไทจึงลองใจ อย่างน้อยก็ช่วยคลี่คลายบรรยากาศรุ่มร้อนได้บ้าง

คิดเสียว่า เดินทางไกลคราวนี้มาเรียนรู้ชีวิตนอกตำรา…อันว่าด้วย…การเลือกคู่ของหญิงชายที่แวดล้อมด้วยวงศาคณาญาติ

“นินทาว่า…คุณบนฟ้ากับคุณสามมุขสวยสมกันใช่ไหมฮะ คุณย่า กลับถึงกรุงเทพฯก็จัดขันหมากมาหมั้นได้ทันที”

เพียงแต่สิ้นประโยคเท่านั้น หญิงสาวก็ยืดตัวนั่งตรง หันมาทางเขา

“คุณเก่งนะ รู้ดีกว่าเจ้าตัวได้ไง”

“ผมก็…ก็ประเมินด้วยตาด้วยหูด้วย…อื่นๆที่มีอยู่รอบตัวน่ะซีครับ”

“ไท” แต่ย่าก็ขัดขึ้น “ไทพูดจากับน้องบนเหมือนเป็นคนอื่นเลยนะ ทำไมไม่เรียกตัวเองว่าพี่ เรียกเขาว่าน้องล่ะจ๊ะ”

“ย่า-า” คราวนี้คือเสียงของปู่ “เอาอีกแล้ว…บังคับเขาอีกแล้ว…ถ้าไทสมัครใจเป็น ‘คนอื่น’ ก็เรื่องของไท จริงไหม”

วินาทีนี้…ปู่เองก็มาแปลก

“คือ…ผมเกรงใจน่ะฮะ…ถ้าอีกฝ่ายไม่อยากเป็นน้อง…ผมก็ต้องเป็นฝ่าย…ไม่ทราบจะเอาหน้าไปไว้ไหน”

ทั้งปู่และย่าก็เลยอึ้งไป

ส่วนผู้ที่เป็น ‘น้อง’ น้ำตาคลอ…ด้วยรู้ดี…เขากำลังต่อว่าว่าหล่อนหยิ่ง ทิ้งผู้คนที่ตนคิดว่าจนกว่าให้กลายเป็นผู้เสมือนด้อยค่า…สีหน้าแววตาเขาก็บอกชัด ณ บัดนี้ว่า…เขากำลังถาม

มีแต่เงิน ไม่มีความคิด ไร้สติ ด้อยปัญญา คุณสามารถต้อนรับเขาได้ด้วยหรือ

“ทำไมถึงไม่อยากเป็น” ย่าถามเสียงแหลม “นี่ก็เพื่อนพี่ชายเหมือนกัน”

“แต่คงคนละฐานะละมังครับ”

ทันใดนั้น น้องบนก็พลันลุกขึ้นยืน แม้เขาจะไม่ค่อยตกใจที่แลเห็นน้ำใสไหลเป็นทางลงมาตามร่องแก้มของหล่อน ด้วยว่าหล่อนขี้อ้อนจนกลายเป็นธรรมดา หากท่าทีที่รู้ว่า เขาอ่านความรู้สึกเสียๆของตนเองออกมาได้ ครั้นแล้วจึงนำมาประกาศความร้ายต่อหน้าย่าและปู่ คงเพื่อสอบถามความในใจของผู้อาวุโส ทำนองว่า เลี้ยงหลานให้เย่อหยิ่งไม่เห็นหัวคนขนาดนี้ได้อย่างไร…เหมือนนำความเสียหน้ามาให้…จึงกลายมาเป็นความ…จะเรียกว่ากระไรดี นอกจากความเจ็บใจ

ครั้นแล้ว บนฟ้าก็เดินผ่านหน้าเขาไปยังประตู

Don`t copy text!