ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 47 : ขอบน้ำและขอบฟ้า

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 47 : ขอบน้ำและขอบฟ้า

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-47-

 

ผู้อาวุโสทั้งสองมองตาม…ครั้นแล้วประธานก็ส่ายหน้า

“ไม่ไหว…น้องบนขี้น้อยใจขนาดนี้ จะไปอยู่กับใครได้”

สมุทรไทก็เลยตัดสินใจบอกกล่าว

“ผมขออนุญาตไปทำความเข้าใจหน่อยนะฮะ”

“ไปเลย” ปู่โบกมือ ขณะที่มียิ้มจางในดวงตา อันกระจายสว่างจ้าหลังกรอบแว่น “ขืนไม่ปรับความเข้าใจ…พรุ่งนี้ขึ้นฝั่งอีกก็คงทำหน้าบึ้งตึงตังใส่กัน มันจะสนุกอะไร”

ดังนั้น ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นเปิดประตู ก้าวออกไป

บนฟ้ากำลังเสียบบัตรอยู่พอดี เขาก็เลยช่วยเปิดให้ ตามหล่อนเข้าไปอย่างถือวิสาสะ

จะไม่เกรงใจอีกแล้วนับจากนี้

หญิงสาวผู้เมื่อสักครู่ยังดูเป็นเด็กเจ้าน้ำตา…ณ บัดนี้ กลับกลายเป็นสตรีงามสง่า ยืนยืดบ่าตัวตรงอยู่ตรงหน้า พลางถามเสียงแข็ง

“คุณมีสิทธิ์อะไรถึงเข้ามา”

“ก็…พอจะมีอยู่บ้าง…สิทธิ์ที่ผมเป็นลูกจ้างพี่ชายคุณไงครับผม” เขาเองก็เริ่มผ่านพ้นความกังขา ก้าวออกมาปรากฏกาย ด้วยหมายจะต้อนหล่อนกับเพื่อนชายให้อยู่หมัด “ก็เลยต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างอันว่าด้วย…หนึ่ง…”

“ไม่อยากฟัง” ‘น้องบน’ ทำเสียงเอ็ด ครั้นแล้วจึงหันกลับ เชิดหน้า มองดูม่านหนาบางที่ซ้อนกันอยู่ตรงนัยน์ตา

“แต่ต้องฟัง…เพื่อว่า…พรุ่งนี้ เราจะได้ไม่ต้องทะเลาะกันอีกไง” ชายหนุ่มเอ่ยความ…ซ่อนความหรรษาไว้ภายในขณะที่ก้าวเข้าไปอีกนิด หากก็ไม่ถึงกับประชิดเกินควร “คุณจะพอใจใครแค่ไหนอย่างไร นั่นก็เป็นสิทธิ์ของคุณ ไม่มีใครเข้าไปก้าวก่าย แม้แต่คุณปู่คุณย่าก็ตามใจ…เพียงแต่ผมอยากให้คุณช่วยบอกเพื่อนหน่อยได้ไหมว่า…อย่ามาล่วงเกินผมอีกโดยเด็ดขาด ผมเองก็จะทำหน้าที่แค่ดูแลปรนนิบัติผู้ใหญ่…เพื่อให้เพื่อนสบายใจ…จะไม่ยุ่งเกี่ยวใดๆกับเพื่อนคุณ…เลยมาถึงคุณด้วย…ฉะนั้น…”

หากมิทันขาดคำ หญิงสาวก็ก้าวเร็วๆไปรูดม่านหนาและบางออกจากกัน แลเห็นท่าเทียบเรือชัดเจนจากประตูกระจก แต่ก็ไม่เปิดออกไปยังระเบียง ยังคงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น…พร้อมกับเช็ดน้ำตา

“คงต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณรังเกียจตลอดเวลาที่เดินทางมาด้วยกัน” ครั้นแล้วชายหนุ่มจึงกล่าวต่อ…ขณะที่นึกเสียดาย…ไอ้หมอนั่นไม่ได้อยู่ด้วย…มิฉะนั้นแล้ว นาทีนี้ เขาก็จะช่วยเปิดกะโหลกให้หูตาและทัศนคติของมันกว้างกว่าเดิม ไม่เหยียดหยามหยันเยาะสิ่งใดง่ายๆ “แต่คงไม่เป็นไร…เพราะเราจะมีเวลาเจอหน้ากันอีกไม่เกินห้าวัน…จากนั้น เราก็คงต้องจากกันไปตามวิถีทางของคนรวยกับคนจน ผมรับรองว่า คุณกับเพื่อนจะไม่ได้พบหน้าผมอีก แม้แต่วันแต่งงาน…”

ทันใดนั้น โดยที่เขาเองไม่คาดฝัน ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังจากหญิงสาววัยยี่สิบสาม ‘ผู้ยังไม่เติบโต’ …จนมิวายตกใจ…จึงถาม

“ผมพูดอะไรผิดหรือเปล่า”

แต่หล่อนไม่ตอบ ยังคงสะอึกสะอื้นหันหลังให้

นั่นเอง เขาจึงเดินเข้าไปใกล้…ใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ…เป็นกลิ่นที่เพียงสัมผัสก็ชื่นชวนรัญจวนใจ

จึงยื่นมือไปแตะแขนหล่อนอย่างสุภาพ

“ตอบมา…ผมพูดอะไรผิดจะได้พูดใหม่”

แม้กระนั้นอีกฝ่ายก็ยืนนิ่ง…เขาจึงตัดสินใจหมุนร่างตรงหน้าให้หันมา ถามเบาๆ

“ผมพูดอะไรผิดหรือเปล่า คุณบนฟ้า” ครั้นไม่ได้คำตอบ จึงเอ่ยต่อ “ก็คิดดู แค่ชื่อก็ไกลกันสุดกู่แล้วเห็นไหม…คุณน่ะอยู่ถึงบนฟ้า มีแต่สง่าราศี ทั้งรวย ทั้งสวย ทั้ง…เอ้อ…แสนดี…”

คราวนี้ หล่อนวี๊ดดัง

“นี่ถ้าไม่เกรงใจคุณปู่คุณย่าแล้วก็ปรายเพื่อนผมละก็…” ว่าพลางเขาก็ทิ้งท้าย ทิ้งความหมายไว้เพียงนั้น

“จะทำไม…” อีกฝ่ายถามทั้งน้ำตา

ชายยากจนของคนในเรือยิ้มๆ เป็นยิ้มมีความหมายที่หล่อนเองก็ล่วงรู้

“ผมก็จะจูบคุณเดี๋ยวนี้”

 

บนฟ้าตะลึงไปเหมือนกัน มิทันนึกว่าเขาจะหาญกล้า หากก็ดูนี่สิ…

ราวกับเขาเปลี่ยนรูปแปลงร่างกลายเป็นใครสักคนที่มิใช่ผู้ดูแลปู่ย่า…แววนัยน์ตาที่มองตรง…หน้าพบหน้า ตาพบตา…ใกล้กันคืบกว่าๆ…ดูแกร่งกล้าท้าทาย…ไม่มีวี่แววเลยสักน้อยที่จะอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนยามปรนนิบัติผู้ใหญ่ ไม่มีแม้เค้าแห่งความเป็นผู้ด้อยโอกาส ตรงกันข้ามบุคลิกของเขาผงาดขึ้นมาจนโดดเด่นเห็นประจักษ์

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ผมก็ไม่ยิ่งไม่หย่อนไปกว่า

“ก็…ก็…ลองซี…”

“ผมไม่ชอบให้ใครท้า” เขาพูดจาเยียบเย็น ยิ้มนิดๆติดอยู่บนริมฝีปาก หากแววนัยน์ตาเอาจริง

คงเจ็บใจในนิสัยชอบดูหมิ่น…ทั้งจากหล่อนและสามมุข

วินาทีนี้ หล่อนก็เห็นใจเขาเหมือนกัน

“ฉัน…ก็…ก็…ขอโทษแล้วไง…”

“ไม่พอ” อีกฝ่ายตอบห้วน ชวนให้แววตาพลอยคมขึ้นราวมีดที่เพิ่งลับ

โดยพลัน มือถือในเป้สะพายหลังก็ดังขัดจังหวะ

สมุทรไทจึงดึงมันขึ้นมาฮัลโหล

“เออ…ปรายเหรอ…”

“มึงเป็นไง งานหนักไหม ปู่ย่ากูเป็นไงมั่ง…น้องกูกับไอ้คู่รักล่ะ…กวนทีนมึงมั่งไหม…ฮ่าฮ่า…ต้องกวนซีน่า…นี่กูกะลังจะนอน…เหนื่อยฉิบหายเลยวันๆ…ไอ้โลกบ้านี่มันจะฆ่าฟันกันไปถึงไหนก็ไม่รู้…” สมุทรไทฟังพลางเหลือบมองโฉมตรูผู้บัดนี้เงียบอย่างตั้งใจ “แล้วมันจะแข่งกันไปหาดาวอังคารดาวพฤหัสทำไมก็ไม่รู้อีก…เออ…ว่าแต่ว่า…มึงเหงาไปนะ…มีอะไรอ๊ะป่าว…”

“มี”

“อะไร”

“คือ…กูเข้ามาทำความเข้าใจกับน้องมึง”

“อะฮ้า…จริงง่ะ…ชักจะขนลุกแล้วซีเนี่ย…” เสียงปรายดูจะหายง่วงทันที “เรื่องอะไรหรือวะ”

“ถ้างั้น…ลองคุยกันดู” ว่าพลางเขาก็ส่งมือถือให้หล่อน

“ฮัลโหล…พี่ปรายเหรอ…” แต่ยังมิทันไรก็สะอื้นไห้ออกมา…เชิงอ้อนพี่ชาย…จึงมิวายสมคะเนเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเอะอะมาตามสาย

“ร้องไห้ทำไมน้อง ไทมันทำอะไรน้อง บอกมา”

Don`t copy text!