ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 48 : มึงมาทำอะไร

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 48 : มึงมาทำอะไร

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-48-

 

สมุทรไทฟังเสียงสะอึกสะอื้นของหญิงสาวตรงหน้าอย่างเพลินใจเพลินนัยน์ตา

หวังว่าพี่ชายหล่อนคงไม่พลอยบ้าตามไปหรอกนะ

“เขาก็…”

“บอกมันไปเลยว่าผมกะจะจูบคุณเหมือนกัน แต่ไม่จูบ…จะยังไม่จูบ…จนกว่า…” เขาเอ่ยดังๆ หวังให้ข้างโน้นได้ยิน

ป่านนี้ ปรายช็อคไปแล้วก็ไม่รู้

ดังนั้น เขาจึงแบมือ ขอเครื่องสื่อสารมากรอกเสียงลงไป

“ปราย…ขอโทษด้วยแล้วกัน…คือ…ถ้ามึงมาเป็นกู ก็คงรู้หรอกว่า…”

หากเสียงแผ่วเบาของเพื่อนสวนมา

“ฮ่า…ฮ่า…ฮ่า…ขอบใจมึงมาก มึงเดินตามหมากกูยังกะรู้ใจ…ใครเลยจะเข้าไส้เท่ามึง ไม่มีแล้ว” ประโยคสุดท้ายปรายจึงยืนยัน “ลุยไปเลย…น้องกูกูรักเท่าดวงใจ ถ้ามึงอยากได้เอาไปเลย…แต่เอาไปแล้วห้ามส่งคืนนะเว้ย”

ต่อจากนั้น เพื่อนซี้ตัวเอ้ก็กดปิดมือถือ

เขาก็เลยเงยหน้าขึ้นยิ้ม ขำคนปลายสาย

ครั้นแล้วจึงกล่าวต่อ

“ฉะนั้นก็ขอจบกรณีพิพาทระหว่างคนรักของคุณกับผมตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงนิ่ง ปาดน้ำตา เขาจึงยื่นมือออกไป “เรามาจับมือกันดีกว่า…เอาเวลาที่เหลือมาผูกมิตรกัน…ฉันคนมั่งมีกับยากจน…ผมไม่ชอบทะเลาะกับใคร โดยเฉพาะน้องที่เพื่อนรัก”

แต่อีกฝ่ายไม่ยื่นมือออกมา

ดังนั้นเขาจึงรวบไว้โดยพละการ พลางเอ่ย

“ถ้าไม่ดูถูกใคร คุณจะสวยกว่านี้อีกมาก” สมุทรไทบอกเรียบๆ…แต่หญิงสาวก็ไม่ดึงมือออกจากมือเขา ปล่อยให้เขากุมไว้อย่างนั้น…อย่างท้าทาย…อย่างอยากรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ทั้งๆน้ำใสยังเกาะอยู่ที่ขนตา “อยากให้คุณรู้ตัวว่า…ความงามบางอย่างด่างพร้อยได้…แต่บางอย่างไม่ได้…ที่ผมรักปราย ยอมให้เขาไหว้วานหรือที่คุณอาจจะเรียกว่าจ้างหรือจิกหัวใช้ก็เพราะพี่ชายคุณเขาไม่เคยสนใจหรือออกแบบสอบถามถึงฐานะชาติตระกูลใดๆของผม ไม่เคยอยากรู้ว่ารวยหรือจน แต่สนิทกันรักกันเพียงแค่ถูกอัธยาศัย…ดีต่อดีเสมอกัน…ไม่นับถือวัตถุว่าเป็นนาย”

ครั้นแล้ว เขาจึงปล่อยมือ

“ก็เอาละ…ผมจะบอกคุณไว้แค่นี้…ด้วยความหวังดี เพราะอีกไม่กี่วันเราก็คงต่างคนต่างไป”

เพียงแต่จบคำเขา แทนที่หล่อนจะโกรธขึ้ง บึ้งตึงเข้าใส่…กลับรู้สึกใจหายขึ้นมาวาบหนึ่ง เมื่อถึงคำว่า ‘ต่างคนต่างไป’

ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ตรงนี้…คือชายอีกคนที่หล่อนไม่เมินหน้าหนีเหมือนบางชายที่ตนเองมักจะร้องยี้อยู่ในใจ ด้วยท่วงท่า  อารมณ์ ผสมวาจาที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าคนวัยเดียวกัน ชั้นเชิงจากถ้อยคำแสดงออกถึงพื้นฐานที่ได้รับการอบรมเป็นอย่างดี ชวนให้จิตกระหวัดไปถึงปู่ย่าของเขาผู้คงกล่อมเกลาหลานคนเดียวมาจนปล่อยเดี่ยวได้ ทั้งรับใช้ผู้อาวุโส ทั้งแนะนำผู้เยาว์

นึกถึงคำของสามมุขที่โขกสับเขาแล้ว น้ำตาจึงไหลพรากลงมา

สงสารน้ำใจของเขาเป็นที่สุด

“ร้องไห้ทำไมอีกล่ะครับ”

คราวนี้หล่อนจึงยกฝ่ามือปิดหน้า

“เดี๋ยวไม่สวยไม่รู้นะ…อย่าลืมว่า เราจะต้องไปห้องอาหารกัน” เขาก็เลยทอดเสียงล้อพลางนิ่งคิด “ถ้างั้น คุณแต่งหน้าใหม่ดีกว่า ผมจะไปรอที่ห้องคุณย่า”

ว่าแล้ว เขาก็หันกลับไปเปิดประตู

จึงพบว่าสามมุขเดินมาถึงพอดี

 

ชายผิวผ่องตกใจสุดขีดจนเห็นได้ชัด แต่สมุทรไทก็ไม่ทักทายอีกฝ่ายแม้สักคำ

“มึงมาทำอะไรที่ห้องเมียกู”

เท่านั้นเอง…ชายหนุ่มก็สุดที่จะสะกดกลั้น จึงหันไปบอก

“กูมาปรับความเข้าใจแต่ไม่เกี่ยวอะไรกับมึง” ครั้นแล้วเขาก็เดินจากมาจนถึงห้องปู่ย่า เคาะประตูเบาๆ

ย่ามาเปิดด้วยสีหน้าเลิ่กลั่กหนักใจ

“เมื่อกี้สามมาถามหาน้องบน แต่ย่าบอกออกไปแล้ว…ปู่เองก็ใจคอไม่ดี…”

สมุทรไทตั้งสติได้ จึงไม่เล่าเรื่องสามมุขหยาบคายเมื่อสักครู่ นอกจากบอกย่า

“คุณย่าไปที่ห้องคุณบนก่อนดีกว่าฮะ…ผมพาไป” ชายหนุ่มสะกดอาการละล่ำละลักไว้ได้อย่างสงบ จูงย่าไปเคาะประตู

ผู้ที่ออกมาเปิดคือสามมุข

“น้องบนอยู่ในห้องน้ำครับ” เขาทำท่าต้อนรับเรียบร้อย แม้เมื่อส่งสายตาข้ามบ่าย่าไปยังสมุทรไท จะมีวี่แววดุดันหลงเหลือ “คุณย่าเข้ามานั่งในห้องก่อนไหมฮะ”

ย่าก็เลยพยักหน้า เชิงบอกกล่าว ฉันมาเฝ้าหลานฉันนะยะ

สมุทรไทจึงเดินตามเข้าไป นั่งรอบนโซฟา

เพียงครู่สั้นๆ หลานของเธอก็ก้าวออกมา แลเห็นนัยน์ตายังคงแดง

“คุณย่าจะไปห้องอาหาร เลยมารอรับน่ะฮะ” เขาเอ่ยเรียบๆ ไม่มองหน้าสามมุขผู้ขยับตัวไปมาด้วยทีท่ากระวนกระวาย

“น้องบน…น้องร้องไห้เรื่องอะไร…ไหนบอกพี่ซิ ใครว่าอะไรน้อง”

แต่เจ้าตัวไม่ตอบคำ เดินมาดึงแขนย่าให้ลุกขึ้น พาไปยังประตูที่ผู้เปิดให้คือสมุทรไท

เพื่อนของพี่ชายบัดนี้สงบนิ่ง เขาพูดจริงทำจริง นั่นก็คือ ไม่หันไปมองหรือแม้แต่ชำเลืองไปทางสามมุข ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินตามมา แวะรับปู่แล้วชวนกันเดินผ่านสระน้ำไปยังห้องอาหารริมระเบียง

บรรยากาศเย็นนี้จึงมิวายเคร่งขรึม

หญิงสาวค่อนข้างซึมเซื่อง ขณะมองตามชายหนุ่มพาปู่ย่าไปเลือกบุฟเฟ่ต์ที่ทั้งคู่เพียงแต่ชี้ให้ดู แล้วกลับมานั่ง…ปล่อยให้สมุทรไทตักสิ่งละอันพันละน้อยใส่จาน เพียงไม่กี่นาทีก็ถือมาวางตรงหน้า ต่อจากนั้นจึงกลับไปตักสำหรับตนเอง มานั่งลงตรงปลายโต๊ะ

ประธานจึงสบตา

“นั่งห่างเชียวนะไท”

สามมุขก็เลยชักสีหน้า…อิจฉาพลุ่งขึ้น

เพียงแต่หารู้ไม่ว่า อีกฝ่ายยังคงเจ็บใจแทนเพื่อนมิหายได้…ด้วยถ้อยคำหยาบช้า ‘มึงมาทำอะไรที่ห้องเมียกู’

Don`t copy text!