ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 51 : ฟ้าใหม่

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 51 : ฟ้าใหม่

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-51-

 

ครั้นแลเห็นปู่ประธานเดินตัวตรงโดยไม่ต้องอาศัยไม้เท้า นำหน้าไป มีสมุทรไทขนาบข้างเยื้องนิดๆ อยู่ด้านหลัง บนฟ้าจึงคล้องแขนย่าพลางหันมาพยักหน้า

“พี่สามมาค่ะ อย่าหาเรื่องปวดหัว” น้องบนคนเคยหัวเราะหัวใคร่กระซี้กระซิกไปกับเขา บัดนี้เสมือนฟ้าถูกล้างใหม่จนมองอย่างไรก็มิใช่ฟ้าผืนเก่า

ไม่มีเมฆหมอกพอกจนหนาเหมือนวันวาน แม้เงียบงันเพียงไรก็แลเห็นแสงอันสดใสฉายผ่านในดวงตา กระทั่งรู้สึกได้ว่าวันนี้หล่อนไม่เครียด ไม่งอน ไม่สะท้อนความเป็นหนูน้อย

ตรงกันข้าม มียิ้มนิดๆ ส่งมา

เขาก็เลยว่าง่ายขึ้น ก้าวตามหล่อนไปจนขนาบอีกข้างย่าของหล่อน

“คุณย่าไม่ไหวก็เกาะผมอีกคนได้นะฮะ”

“จ้ะ” ย่าใบบุญรับคำ เธอเริ่มทำใจได้ ถึงอย่างไรก็ต้องช่วยให้อารมณ์ชายคนนี้สงบลง “ถ้าไม่ไหวจะขอพึ่งสามนะจ๊ะ”

“ยินดีเลยครับ” ที่จริงเขาก็พูดเข้าหูเป็นเหมือนกัน “คุณย่ามีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้ทุกนาที ไม่อยากให้เกรงใจ”

หญิงสาวฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้า หากนัยน์ตามองตรงไปยังชายร่างสูงผู้คู่เคียงไปกับปู่

เขาดูแข็งแรงว่องไว มือคอยแตะแขนผู้อาวุโสไว้เสมอ

เออ…แต่ชื่อและนามสกุลของเขาเล่า…หญิงสาวนึกแล้วก็ได้แต่ขำ…นั่นก็เนื่องด้วยไม่ทันสนใจ รู้แต่ว่าชื่อไทย ยังล้อกันมาในเครื่องบินกับสามมุขเลยว่า มีชื่อตั้งล้านชื่อให้เลือก แต่กลับนำชื่อประเทศมาตั้ง สงสัยจะมีเชื้อต่างชาติ

หากเมื่อมาพบตัวจริง แลเห็นเขาชัดเจนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อวาน ตอนที่เขาเข้ามาใกล้แล้วรวบมือหล่อนไว้ในอุ้งมือเขา จึงได้แน่ใจว่าเขามิใช่ผู้ชายธรรมดา

มิใช่คนหน้าหนาใจบาง มิใช่คนกร่างไม่เสร็จ

หากแต่มีเคล็ดลับจำเพาะตน

เรื่องลุกลนแกมกะล่อนไม่ใช่เขา

มิใช่เท่านั้นที่หล่อนรู้สึก

“เดินช้าๆ ก็ได้ฮะคุณปู่” เสียงเขาเหมือนคู่มือนำทาง “จะได้ไม่เหนื่อย…ถ้าเหนื่อยก็หยุดครับ…แล้วลองสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ กลั้นหายใจสองสามวินาที แล้วปล่อยลมหายใจให้พรูออกมาทางปากสักสองสามครั้ง จะช่วยเพิ่มพลังดีเหมือนกันฮะ”

“ยังไม่เหนื่อยเลยไท เหนื่อยเมื่อไหร่จะสูดอากาศเข้าปอด อากาศดีขนาดนี้ ฟอกปอดซะหน่อยก็ดี” ประธานพยักพเยิดคล้อยตาม “เพราะตามปกติเราไม่ค่อยจะหายใจเข้าออกลึกๆ ฟอกปอดใช่ไหม ส่วนมากเราจะลืม”

“หายใจลึกๆ เข้าออกสักห้านาทีดีมากเลยฮะ”

เส้นทางบนเขาพาคนทั้งหมดผ่านประตูหน้าต่างตึกเตี้ยๆ ข้างทางที่ส่วนใหญ่เป็นร้านขายของ ขายกาแฟสลับด้วยโรงแรมเล็กๆ บ้านก่อด้วยหินภูเขาหลังน้อยถ้อยทีถ้อยสร้างและวางแปลนแผนผังให้แลดูประดุจเมืองโบราณอันหยักเยื้องไปมาพร้อมซอกเล็กซอยน้อยแยกเข้าไปในชั้นผา ดอกไม้ป่า ดอกไม้เมืองบานสะพรั่งเป็นช่อเป็นกอข้างขั้นบันได ไม้ประดับพวกปาล์มสลับสล้างเบียดแน่นอยู่กับไม้ยืนต้นอันแผ่ก้านและกิ่งพริ้งพราว นับเป็นสถาปัตยกรรมล้ำเข้าไปในอดีตอันเนิ่นนานหายาก

ครั้นมาถึงร้านซ้ายมือที่มีกระถางไม้ดอกสีม่วงกำลังบาน มีรูปถ่ายตู้เครื่องประดับเล็กๆ วางตั้งพอให้รู้ถึงสินค้าที่วางอยู่ข้างใน บนฟ้าก็เลยชวนย่าแวะพัก ลองก้าวขึ้นบันไดไปทักทายหญิงสาวใหญ่ผู้ออกมายิ้มแย้มต้อนรับ

“ป๊าจ๊ะ…แวะนิดนึงได้ไหม เผื่อมีของสวยๆ ให้ป๊าจ่ายเงิน”

‘ป๊า’ ก็เลยหันไปพยักหน้ากับสมุทรไท

“จ่ายให้หนูด้วยนะคะ” เสียงใสแทรกขึ้นขณะเจ้าตัวรุนเอวย่าให้เข้าไปในห้องเล็กๆ หากก็กะทัดรัดด้วยการจัดแต่งตู้กระจกแต่ละตู้จนพอเหมาะพอดีกับที่ทางซึ่งไม่กว้างสักเท่าไร

เพียงไม่กี่นาที หลานของปู่และย่าก็ซื้อได้กระเป๋าผ้าเล็กๆ สำหรับแยกของใช้ ดอกดวงลวดลายล้วนคลาสสิค เนื้อฝ้ายทั้งข้างนอกและบุในก็รู้ได้ว่านี่คือของแท้ของดี

“อาร์ท เดอ ลีส ค่ะ ย่าขา” เสียงคนช่างซื้อใสแจ๋วเมื่อเลือกกระเป๋าผ้าฝ้ายปักดอกทิวลิปแดงฉานทั้งบานและตูมยื่นมาให้ย่าดู ปู่และชายคนนั้นก็ยืนอยู่ด้วย…ยืนอยู่อย่างผู้ชาย คนสูงวัยไม่เข้าใจเรื่องของสวยของงามของเหล่าสตรี

แต่อีกคน…นัยน์ตาเขายิ้มๆ…ไม่ดูเป็นครูดุเหมือนวันวาน “ของฝรั่งเศสแท้”

สามมุขก็เลยทำทีขอดูบ้าง…จากตะกร้าสานใบใหญ่สำหรับบรรจุกระเป๋าผ้าฝ้ายหลายลาย แต่ละลายล้วนงดงาม

“น้องอยากได้อะไรซื้อเลยนะ เอาเงินที่พี่ อย่าให้คุณปู่จ่าย” เขาทำเสียง ‘ตัดไม้ข่มนาม’

“จริงเหรอพี่สาม” บนฟ้าเพิ่งกลับมาร่าเริงอีกครั้ง นาทีนี้หลังจากสลดหมดราศีตลอดคืน

ตอนตื่นเมื่อเช้ายังสลดหดหู่จนรู้สึกได้

“ถ้างั้นหนูซื้อ 15 ใบเลยนะ”

คราวนี้หมอนั่นสะดุ้ง อ้าปาก หากก็รีบหุบลงโดยเร็ว

“อือ น้องนี่ก็ นักช็อปชั้นหนึ่งเลยจริงๆ นะฮะคุณย่า”

สมุทรไทฟังเงียบๆ มองนิ่งๆ ขณะนึกขำ

“ก็หนูต้องฝากใครต่อใครตั้งสองสามโหลนี่นา” ว่าพลางปรายนัยน์ตาไปทางคนที่ยืนเฉย

ปู่มองกระเป๋าแล้วเห็นด้วย จึงบอก

“เอาเลยลูก ซื้อเลย…พวกมันก็คงรอของฝากอยู่แล้ว…” เขาหมายถึงพนักงานซึ่งบ้างก็เป็นเครือญาติ บ้างก็เป็นคนนอกผู้รู้อกรู้ใจ

“ย่าว่าใบไหนสวยล่ะคะ…ใครจะช่วยหนูเลือกก็ได้น้าา…ขอผ้าพันคออีก 10 ผืน

สามมุขก็เลยอาสาทันใด

แต่สมุทรไทยังคงยืนมองไปรอบๆ ทุกตู้กระจกที่มีของเล็กน่ารักดังเช่นขวดแก้วเจียระไนขนาดใหญ่กว่าหัวแม่มือ ถ้วยกระเบื้องจานรอง ล้วนแล้วเป็นประเภทของเล็กที่เรียกว่า miniature

สักครู่ปู่ก็เป็นผู้จ่ายค่ากระเป๋าสิบห้าใบ ผ้าพันคออีกสิบผืนด้วยบัตรเครดิต

สามมุขผู้ทำท่ากระตือรือร้นแต่แรกกลับนิ่งเงียบ

“แล้วนี่จะซื้ออะไรอีกไหมหนู ปู่ไม่เอาด้วยแล้วนะ จะไปแล้วไปดูวิวยอดภูเขา”

“หนูไปด้วย” หลานร้องตาม วิ่งมาเกาะแขนโดยมีสามมุขถือถุงกระเป๋ากับผ้าพันคอตามหลัง

ย่าก็เลยหันมาเกาะแขนชายหนุ่มพร้อมกระซิบถาม

“เบื่อไหมไท…ไงๆ ก็อย่าเพิ่งเบื่อเลยนะ”

“ไม่เบื่อเลยครับคุณย่า ไม่ต้องเป็นห่วง” เขาตอบด้วยแววตาระยิบระยับแพรวพราว “หมู่บ้านนี้น่ารักจนอยากกอดเลยละครับ”

Don`t copy text!