ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 61 : นักเรียนนอก 

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า บทที่ 61 : นักเรียนนอก 

โดย : กฤษณา อโศกสิน

ขอบน้ำจรดขอบฟ้า โดย กฤษณา อโศกสิน ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2531 กับการเดินทางครั้งสำคัญของสมุทรไทที่นำพาความมหัศจรรย์มาสู่ชีวิตอันอ้างว้างของเขา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-61-

กลับถึงเรือแล้ว สมุทรไทก็ยังตามผู้สูงวัยกับหลานสาว และเพื่อนชาย เข้าไปรวมกันอยู่ในห้อง เนื่องด้วยเขาจะต้องช่วยผู้อาวุโสเก็บสัมภาระลงกระเป๋าเดินทางทั้งเล็กและใหญ่ที่จะต้องนำออกไปวางอย่างพร้อมเพรียงกันหน้าห้องในเวลาสองทุ่มครึ่งเพื่อให้พนักงานมาเก็บไป เช่นเดียวกับการเดินทางโดยเครื่องบิน

“พี่ไทไปจัดของของพี่ดีกว่าค่ะ” บนฟ้าบอกเขาด้วยน้ำเสียงที่ไร้อาการเง้างอน “แล้วก็อย่าลืมห่อพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 นะคะ จะต้องรวมไปกับกระเป๋าหรือเปล่า เราขอเขาหิ้วเองจะได้ไหม เพราะนี่คือของสูงของเรา”

สมุทรไทเกือบตะลึงในวาจาของ ‘เจนวาย’ ผู้ที่เขาเคยนึกอยู่เสมอว่า เด็กสมัยใหม่มักไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง หลายคราว ไม่รู้การควรมิควร

แต่เมื่อได้ฟังถ้อยคำที่ชวนให้เชื่อได้เช่นนี้ หัวอกหัวใจก็แสนจะยินดีหาไหนเหมือน

“ผมว่าจะหิ้วเอง เพราะนึกอยู่แล้วว่าเอารูปท่านออกไปวางรวมกับกองกระเป๋าหน้าห้องมันไม่เหมาะ” เขาก็เลยตอบคำ พร้อมกันนั้นก็ตอบแทนน้ำใจหญิงสาววัยยี่สิบสามผู้เย่อหยิ่ง ผู้ที่เขานึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะมีจิตสำนึกละเอียดประณีตถึงเช่นนี้ “ขอบคุณคุณมากที่เป็นห่วงพระบรมรูป”

ย่าก็เลยเอ่ยขึ้นบ้าง

“เด็กคนนี้เขาก็แปลกๆเหมือนกันไท”

“เอาอีกแล้วย่า” หนูน้อยของย่าออกเสียงยิ้มๆ

“ก็หรือไม่จริงล่ะ…อย่างตอนในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ปรายกับน้องบนถึงกับเกาะมอ’ไซค์ไปศิริราช ร้องไห้โฮๆจนย่าเองก็แปลกใจ…เรารึกลัวหลานที่อยู่เมืองนอก คลุกคลีแต่ฝรั่งมังค่าจะไม่รักในหลวง…ที่ไหนได้” ย่าใบบุญบรรยาย  “ผิดจากที่คาดไว้จนย่าเองก็งงไปเหมือนกัน”

ชายหนุ่มฟังพลางมองหน้า ‘น้องบน’ ผู้บัดนี้ เขาได้แต่รู้สึกชุ่มฉ่ำซาบซ่านในอาการกิริยาของสาวสวย

ยังจำคำของตนเองที่บอกหล่อนวันก่อนได้

‘ความงามบางอย่างด่างพร้อยได้…แต่บางอย่างไม่ได้’

“ก็หนูรักในหลวง ไม่ว่าในหลวงองค์ไหนหนูก็รักทุกองค์” หนูของย่ายืนยัน “ตอนนี้ ในหลวงองค์ที่ 10 ขึ้นครองต่อจากพ่อท่าน หนูก็รักในหลวงองค์ที่ 10”

“มานี่…มาหอมกันอีกที” ย่ากวักมือเหมือนเรียกเด็กเล็กๆเมื่อหลายปีก่อน

ช่วยให้สามมุขเริ่มร้อนรนขึ้นมาใหม่

แต่สมุทรไทเมินหน้าไปจากภาพนั้น…ขืนมองนานไป เกิดนึกอยากดึงหล่อนมากอดแล้วหอมแก้มอย่างเอ็นดู ก็จะยุ่งกันใหญ่

เขาก็เลยหันไปเปิดตู้เสื้อผ้าปู่ย่า ดึงกระเป๋าเดินทางของทั้งคู่ลงมาแค่สองใบ เหลือไว้บนชั้นอีกคนละหนึ่งใบเล็ก อันเป็นใบที่บรรจุของใช้จำเป็น

“ดูเอาเถอะ…เห็นไหม” ปู่พยักหน้า “ตั้งแต่มาไม่เคยทำอะไรเอง ไททำให้เสร็จทุกอย่าง”

สามมุขแอบเบะปากพลางนึกในใจ

‘หน้าตัวเมียเท่านั้นแหละที่ทำให้ขนาดนี้’ ทั้งๆเมื่อมองตรงไป แลเห็นร่างสูงกำลังดึงก้านกระเป๋าขึ้นมาจับเพื่อเลื่อนไปวางเรียงกันไว้ข้างประตู ส่วนกระเป๋าเล็กยังเปิดอยู่ เพื่อให้ผู้ใช้หยิบของจำเป็นในนั้นได้สะดวกจนกว่าจะใกล้สองทุ่มครึ่ง จึงจะปิดกระเป๋าอีกสองใบแล้วเข็นออกไปวางไว้หน้าห้อง…แสดงถึงการจัดการอย่างมีระเบียบเป็นระบบของคนจัดการเป็น ไม่จำเพาะต้องกำหนดว่าหญิงหรือชาย

หากก็ราวกับผู้ถูกนินทาด้วยสายตาล่วงรู้ จึงหันมาบอกผู้สูงวัย

“ผมทำจนชินแล้วครับ…ที่ชินก็อาจเพราะต้องจากบ้านไปอยู่ที่อื่นนานหลายปี…”

“ไทเรียนที่เมืองไทยถึงชั้นไหน”

“ผมเรียนโบราณคดีที่มหาวิทยาลัยศิลปากรแค่ปีเดียว ปรายก็มาชวนไปเรียนอังกฤษด้วยกันน่ะฮะ”

คำตอบเพียงเท่านี้ก็รู้แล้วว่า ฐานะของเขาไม่ด้อย

ปู่ก็เลยพยักพเยิดกับสามมุขเพื่อให้อีกฝ่ายมั่นใจ

“ปรายกับไทเขาก็เลยเหนียวแน่นขนาดนี้ไงล่ะสาม”

แต่สามมุขยังคงแยกริมฝีปากอย่างเสียไม่ได้

“นึกถึงว่าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่จะได้อยู่คุยกันบนเรือแล้วก็อดเสียดายไม่ได้เหมือนกัน” ย่าเอ่ยขึ้นเป็นการเปลี่ยนเรื่องเมื่อเห็นทีท่าของสามมุข “เวลาขึ้นบกไปเที่ยวแล้วเดินเหนื่อยๆ พอกลับมาลงเรือ เห็นเรือเหมือนบ้านทุกครั้ง ยังบอกป๊าเลยว่า ถึงเรือทีไรหายเหนื่อยทุกที”

“คงแล้วแต่ชอบน่ะฮะคุณย่า” ชายหนุ่มจัดของให้ผู้อาวุโสเรียบร้อยแล้วจึงลงนั่ง

บนฟ้าจับตาตามอิริยาบถของเขาทุกนาที ด้วยความอยากรู้จักเขาให้มากกว่านี้

“อย่างเพื่อนคุณปู่คนหนึ่ง ท่านชอบไปครูซ แล้วก็ไปคนเดียว ไปหาเพื่อนเอาในเรือ เที่ยวหนึ่งๆก็ไปเป็นเดือน” อีกฝ่ายก็เลยเท้าความ “แต่ตอนนี้ก็เสียชีวิตไปแล้ว ไปก่อนคุณปู่ผมไม่กี่ปี”

“คุณปู่ไทเป็นนักเรียนนอกด้วยไหม ไม่เห็นเคยเล่า”

“เป็นครับ…แล้วกลับมารับราชการ ตำแหน่งสุดท้ายเป็นปลัดกระทรวง” ครั้นแล้วเขาก็เอ่ยชื่อกระทรวงหนึ่ง

ผู้กำลังฟังต่างก็ครางในลำคอ เว้นสามมุข

“แต่คุณพ่อไม่รับราชการครับ เรียนจบแล้วก็เข้างานเอกชน…” เพียงแต่เขาไม่เอ่ยชื่อบริษัทใหญ่แห่งนั้น

เพียงเท่านี้ ก็พอแก่การ ‘ฟัน’ หมอนี่ให้ผิดหวังคั่งแค้นได้แล้ว

“พี่ไทเล่าตั้งเยอะ แต่หนูก็ยังไม่รู้ชื่อเต็มนามสกุลจริงของพี่อยู่ดี” หนูน้อยผู้บัดนี้ไม่มีมาดเยาว์วัยออกอาการพรายพริ้มยิ้มใส ถามไถ่อย่างเพิ่งนึกได้ว่า คืนนั้น เขาเองก็คงลืมบอก

“พี่ชื่อ สมุทรไท ชาติชโลทรครับ”

ผู้รับฟังทั้งสามต่างก็ครางในลำคอพร้อมกันเมื่อได้ยินนามสกุลอันเป็นที่รู้จักดีในวงสังคม เว้นสามมุข

“ที่จริง” แต่ปู่ก็เอ่ย “ไทกับเราก็ร่วมทางกันมาตลอดสิบเอ็ดวันโดยไม่ต้องรู้ชื่อรู้นามสกุลอยู่แล้ว ชื่อกับนามสกุลคงไม่สำคัญมากไปกว่าความเป็นคนดี…มิหนำซ้ำก็ยังเก่ง…”

“ใช่เลยปู่” หนูน้อยๆของปู่หันมาจูบแก้มผู้พูดดังฟอด

“แล้วเราก็ต้องเจอกันอีกนะจ๊ะ” ย่าดูแจ่มใส แววนัยน์ตามีนัย

“ว่าแต่ว่าพรุ่งนี้จะเอายังไง ไท…จะกลับกรุงเทพๆพร้อมกันหรือจะอยู่ต่อ” ปู่คาดคั้น

“เดี๋ยวผมจะโทร.จองเรือบินเลยนะครับ…ไม่ทราบว่าที่นั่งจะยังมีเหลืออีกไหม” สมุทรไทจึงตัดสินใจครั้งสุดท้าย

“โทร.เลย พี่ไท โทร.เดี๋ยวนี้เลย หนูโทร.ให้จะได้นั่งด้วยกัน ถึงไม่ติดกันก็ยังดี” สาวสวยเจรจาขณะกดมือถือ

ไม่สนใจว่าผู้ที่นั่งถัดไปคือใคร

Don`t copy text!