ลามิลืม บทที่ 21 : ผู้ใด? เริ่มส่อแวว

ลามิลืม บทที่ 21 : ผู้ใด? เริ่มส่อแวว

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

คนทั้งสี่นั่งบนเก้าอี้บริเวณด้านหน้าห้องผ่าตัดของโรงพยาบาล ต่างคนคงรู้สึกไม่ต่างกันคือขอให้แพทย์ผู้ผ่าตัดสามารถทำให้คนประสบอุบัติเหตุได้มีชีวิตฟื้นคืนมาสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ชายหนุ่มที่นั่งเคียงข้างหญิงสาวผมซอยสั้นทำหน้าตาเคร่งเครียด กับผลของการรักษาที่อาจมีโอกาสไม่เป็นไปตามที่ใครหลายคนอยากให้เป็น

ทิวพนมกดรับสายโทรศัพท์ของปิ่นสุดาจึงทราบว่าผู้เป็นยายนั้นตกบันไดจนหมดสติ เขากระวนกระวายใจ กลัวเหตุการณ์จะซ้ำรอยกับการสูญเสียคนในครอบครัว หากยังพอมีหวังที่ยายคงจะไม่เป็นอะไรมากเพราะผู้เป็นป้าเรียกรถพยาบาลที่อยู่ใกล้บ้านมากที่สุดมารับตัวไปให้ถึงมือหมอได้ทันท่วงที เขารีบแจ้งเจ้าหน้าที่ที่โรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดูถึงสาเหตุที่ต้องงดรับรักษาสัตว์เพราะมีเหตุจำเป็น ทั้งที่มาขึ้นเวรแทนสัตวแพทย์ผู้อื่นเพื่อแบ่งเบางานก็ต้องมอบหมายงานนั้นให้คนอื่นดูแลต่อ

ตอนแรกทิวพนมได้แจ้งข่าวกับเลอมาน แต่เพื่อนสนิทอยู่ในห้องผ่าตัดจึงทิ้งข้อความไว้ จนเขาได้พบมาลินทร์ที่มองเห็นท่าทีผิดแปลกไปของเขาจึงถามหาสาเหตุ มาลินทร์ขอมากับเขาด้วยคน ถึงแม้จะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่หล่อนจะได้ช่วยเตือนสติในยามที่เขากระทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเร่งรีบ เขาเห็นด้วยและคิดว่ามาลินทร์ก็นับถือพวงทองเป็นยายของหล่อนเช่นเดียวกับพี่ชาย

เมื่อทิวพนมมาถึงโรงพยาบาล มุ่งหน้ามาที่ห้องผ่าตัดซึ่งมีรำไพและปิ่นสุดานั่งคอยอยู่บนเก้าอี้ หากนั่งห่างกันโดยประมาณ เขารีบเข้าไปสอบถามอาการของยายจากผู้เป็นป้า รำไพบอกตามคำกล่าวของแพทย์ที่ได้รับฟังมาก่อนที่เขาจะมาถึง พวงทองคงจะล้มศีรษะกระแทกพื้นจนมีเลือดคั่งในสมอง อาการเป็นตายเท่ากัน จนแพทย์ได้รับความยินยอมจากญาติสายตรงของผู้ป่วยให้ผ่าตัดนำก้อนเลือดออกจากสมอง แต่การผ่าตัดนั้น ก็ไม่ยืนยันได้ว่าผู้ป่วยจะหายดีหรือมีอาการดีขึ้น เพราะผู้ป่วยเป็นคนสูงอายุ อาการอาจจะแย่ลงก็ได้ รำไพบอกเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่ผู้เป็นป้าคงตัดสินใจให้หมอนำตัวยายเข้าผ่าตัดโดยเร็วที่สุด อย่างน้อยอาจจะมีหวังที่พวงทองจะกลับมาพูดคุยและอยู่ด้วยกันอีกครั้งมากกว่าที่จะไม่ทำอะไรเลยแล้วปล่อยให้จากกันไป

เขาต้องมานั่งอยู่หน้าห้องผ่าตัดเพื่อติดตามอาการและผลของการผ่าตัดจากแพทย์ จนผ่านไปเกือบชั่วโมงก็ยังไร้วี่แววว่าจะมีใครเปิดประตูห้องผ่าตัดออกมาพบกับพวกเขา

หลังจากได้ฟังคำกล่าวของรำไพ ชายหนุ่มก็แทบล้มทั้งยืน เพราะไม่คิดว่าอาการของผู้เป็นยายจะหนักถึงเพียงนี้ โชคดีที่ปิ่นสุดาเข้ามาจับมือเขา ช่วยให้มีกำลังใจและบอกย้ำเสมอว่ายายพวงทองต้องไม่เป็นอะไร เขาจึงดึงสติกลับคืนมาได้ เก็บก้อนความเสียใจกับความสูญเสียอีกคราที่ยังไม่มาถึง ทิวพนมเลิกคิดเลิกกังวล ขอบคุณหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกาย

ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่ามาลินทร์ก็น้อยใจไม่น้อยที่พอเขาเจอปิ่นสุดาก็ไม่สนใจกันอีกเลย แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ มาลินทร์จึงไม่ได้เก็บมาคิด ทำได้แค่ส่งแรงใจให้พวงทองนั้นหายดีและไม่มีอาการแย่ลงไปกว่าเดิม มาลินทร์คิดจะมาอยู่เคียงข้างเขาในวันที่เจอเรื่องเลวร้าย แต่พอได้เห็นปิ่นสุดา มาลินทร์ก็รู้ได้ทันทีว่าหมดหน้าที่ของผู้เป็นน้องสาวที่จะอยู่กับเขา เพราะมีคนรออยู่เคียงข้างเขาแล้วทั้งคน มาลินทร์จึงไปนั่งอยู่กับรำไพ ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนป้าของตนเช่นกัน เพื่อคอยดูแลและเป็นกำลังใจให้แก่กัน ซึ่งนั่งห่างจากเขาพอประมาณ

“เรามาช่วยกันภาวนาดีกว่านะคะทิว ขอให้ยายพวงทองปลอดภัย” ปิ่นสุดาบอกเขาและยังพูดต่อ พร้อมทั้งกุมมือเขาไว้ “ปิ่นเข้าใจความรู้สึกของทิวตอนนี้นะ แต่ทิวต้องเข้มแข็งไว้ จงเชื่อมั่นว่ายายพวงทองต้องไม่เป็นอะไร หมอต้องช่วยให้กลับมาอยู่กับพวกเราได้”

ทิวพนมพยักหน้ารับ ก่อนที่จะบอกออกไป “ปิ่นไม่รู้ว่าทิวเจอการสูญเสียคนที่รักแบบกะทันหันมาแล้วหลายครั้ง บางทีก็เจอต่อหน้าต่อตาตอนเทิด หรือได้รับโทรศัพท์ตอนพ่อเดชกับแม่พิม ทิวไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว”

“อย่าคิดมากสิ ทิวต้องบอกตัวเองไว้ ยายพวงทองต้องอยู่กับพวกเราไปอีกนาน” ปิ่นสุดายังชักจูงให้เขาไม่คิดในแง่ร้ายจนเกินไป

“ขอบคุณนะปิ่น ขอบคุณที่เข้ามาในช่วงที่เรารู้สึกว่าจะต้องสูญเสียคนที่รักไปทีละคน”

“ไม่ใช่หรอกทิว ถ้าปิ่นยังรู้จักทิว ปิ่นก็จะอยู่กับทิว ต่อให้ทิวไม่มีใครเลย ปิ่นก็จะอยู่เคียงข้างทิวจนถึงวันสุดท้ายที่เราต้องจากกัน” ปิ่นสุดาพูดไปเพียงลมปาก ไม่ได้คิดให้เป็นดังคำกล่าวนั้นเลย

เขาจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า ตีความคำที่ได้ยินกลายเป็นว่าหล่อนจะอยู่กับเขาไปจนลมหายใจสุดท้าย แม้ปลายทางชีวิตเขาอาจจะไม่เหลือใคร ทำให้เขารู้ว่ายังมีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างกายกันเสมอ

“ขอบคุณนะปิ่น ที่ย้อนกลับมาหากัน วันนี้เรารู้แล้วว่าตัดสินใจไม่ผิดที่ให้โอกาสปิ่นกับตัวเราอีกครั้ง”

ปิ่นสุดายิ้มยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย หากเขาเข้าใจว่าหล่อนคงอยากยิ้มให้เต็มที่กว่านี้ แต่อยู่ในช่วงลุ้นผลของการผ่าตัด ทว่าใจของปิ่นสุดารู้ดีว่าคงไม่เป็นไปตามคำที่พูดกับเขาแน่นอน เพราะหล่อนนั้นพร้อมจะตีจากทุกเมื่อ แต่ตอนนี้ยังไม่พบคนที่เป็นหลักใหม่ให้หล่อนได้ยึดเหนี่ยวที่รวยกว่าทิวพนมเท่านั้นเอง

นายแพทย์วัยกลางคนผลักประตูห้องผ่าตัดพร้อมทั้งก้าวขาออกมาจากห้อง ซึ่งกลายเป็นจุดสนใจของทุกคน รำไพนั้นมีมาลินทร์คอยประคองและทิวพนมรีบลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปใกล้ผู้ที่ใครๆ ต่างก็เฝ้ารอด้วยความหวัง อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อนที่จะได้รับคำถามจากญาติของผู้ป่วย

“ตอนนี้หมอนำเลือดที่คั่งอยู่ในสมองของผู้ป่วยออกหมดแล้วครับ แต่อย่างที่บอกว่าผู้ป่วยอายุมากแล้ว จึงยังบอกไม่ได้ว่าอาการจะเป็นอย่างไร อาจจะดีขึ้น และยังมีโอกาสจะทรุดลงได้ทุกเมื่อ แต่ทางเราจะรักษาอย่างดีที่สุด ไม่ต้องห่วงครับ ตอนนี้ขอนำผู้ป่วยเข้าไปอยู่ห้องไอซียู เพื่อเฝ้าดูอาการตลอดเวลาก่อนนะครับ เพราะตอนนี้ผู้ป่วยก็ยังเป็นผู้ป่วยขั้นวิกฤติ”

ทั้งเขาและผู้หญิงอีกสามคนคงรับฟังด้วยใจห่อเหี่ยว แต่ก็ยังต้องหวังต่อไปว่าพวงทองจะมีอาการดีขึ้นและตื่นขึ้นมาพูดคุยเป็นยายพวงคนเดิมของพวกเขา

ทิวพนมได้เห็นหน้าของยายเพียงแค่ช่วงเวลาระหว่างที่คนป่วยนอนไม่รู้สึกตัวบนรถเข็น แล้วถูกเข็นออกจากห้องผ่าตัดไปสู่ห้องผู้ป่วยหนักโดยมีพยาบาลคอยเฝ้าดูอาการตลอดเวลา หากญาติจะมีช่วงเวลากำหนดการเข้าเยี่ยมผู้ป่วย

ทั้งสี่คนยังไม่มีเรี่ยวแรงกายและใจที่จะกลับสู่บ้านของตน ก็ได้แต่นั่งมองประตูของแผนกไอซียูด้วยความเป็นห่วงเป็นใยและส่งแรงใจให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นในเร็ววัน

เลอมานโทร.หาน้องสาว พอรู้ว่าพวกเขาอยู่ตรงที่ใดของโรงพยาบาลจึงรีบมาสมทบโดยไว ทันทีที่เห็นหน้าเขา เลอมานก็ปรี่เข้าไปใกล้

“แกเป็นยังไงบ้าง ฉันเห็นข้อความก็รีบเคลียร์งานทุกอย่าง แล้วมาที่นี่เลย” เลอมานไม่สนใจหญิงสาวที่ยังคงนั่งเคียงข้างเขา

“ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอก” เขาบอก แม้สีหน้ายังเศร้าหมองจนอีกฝ่ายเห็นได้ชัด

เลอมานพูดแทรกขึ้นมาก่อน “ฉันรู้ว่าแกไม่ค่อยจะดีนัก ฉันเองก็เป็นห่วงยายพวง ฉันได้ไปขอพรกับท้าวพระพรหมที่โรงพยาบาล ก่อนจะขึ้นมาหาแกด้วย”

“ฉันกลัว กลัวยายจะเป็นเหมือนพ่อเดชแม่พิมหรือเทิด” ทิวพนมบอกด้วยเสียงสั่นเครือจนเพื่อนชายต้องตบบ่าเขาเพื่อเป็นการให้กำลังใจ ถึงไม่พูดคำว่าตายออกมา อีกฝ่ายก็คงเข้าใจดี

“อย่าคิดมากสิ ฉันคิดว่ายายพวงต้องตื่นมาคุยกับฉันกับแกอีกจนได้ แกอย่าลืม ยังไงยายพวงก็ต้องอยู่เลี้ยงลูกของเราสองคน” เลอมานยังพูดด้วยเสียงสดใส เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศไม่ให้โศกเศร้าไปมากกว่านี้

“ทิวอย่าคิดมากเลยนะ ยังไงทิวก็มีปิ่นอยู่ตรงนี้ทั้งคน” ปิ่นสุดาพูดขึ้นมาบ้าง หลังจากนั่งฟังชายหนุ่มสองคนคุยกัน คงกลัวเขาจะลืมว่ายังมีหล่อนอยู่ตรงนี้อีกคน

หากเลอมานก็พูดออกมาในทำนองเดียวกัน “แกยังมีฉัน มีป้าไพ มีลิน และยังมียายพวงที่จะต้องดีขึ้น”

เขาไม่ได้โต้ตอบคำของเพื่อนชาย เพียงแค่พยักหน้ารับทราบคำกล่าวนั้น

“ทิวไม่ต้องห่วงนะ ถ้าไม่มีคนเฝ้ายายพวงทอง ปิ่นจะมาเฝ้าให้เอง ตอนนี้ปิ่นยังไม่ได้ทำงานที่ไหน”

สิ้นเสียงปิ่นสุดา ทั้งรำไพ มาลินทร์ และเลอมานต่างจ้องมองหล่อนเป็นจุดเดียวกัน

รำไพซึ่งมีมาลินทร์อยู่ใกล้ๆ เผื่อคนอายุมากกว่าจะเป็นลมเป็นแล้งแต่ก็เข้มแข็งกว่าที่คิด ก็ได้แต่นั่งจับมือและส่งสายตาเป็นห่วงเป็นใยให้แก่กัน หากทั้งสองคนก็เพิ่งหันมาสนใจกับคำกล่าวของปิ่นสุดา รำไพที่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จาก็เอ่ยขึ้น “ไม่ต้องก็ได้ ฉันไม่อยากรบกวน แม่ของฉันทั้งคน ฉันยังมีแรงดูแลไหว”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ปิ่นมาดูในช่วงที่ป้าต้องกลับไปพักผ่อนก็ได้ การดูแลคนป่วยเป็นงานหนักนะคะ ปิ่นอยากให้ป้าพักบ้าง ปิ่นยินดีค่ะที่จะมาดูแลยายพวงทอง ตอนที่ทุกคนต้องทำงาน” ปิ่นสุดายังดื้อดึงและมองหน้าทุกคนโดยรอบ

หล่อนแค่พูดเพื่อสร้างภาพและสร้างสถานการณ์ที่เป็นใจเพื่อให้ใครต่อใครคิดว่าเต็มใจจะเป็นสะใภ้ของครอบครัวเขา เมื่อแต่ละคนนำคำพูดของหล่อนไปตีความก็ดูจะมีทีท่าโอนอ่อนลงเล็กน้อย ปิ่นสุดาทิ้งคำพูดไว้เพียงแค่นั้น ก่อนขอตัวไปเข้าห้องน้ำจนทุกคนเผลอมองตามหลังหญิงสาวไปจนลับสายตา

เลอมานพูดขึ้นมาเป็นคนแรก กล่าวถึงผู้ที่ไม่ได้อยู่ในที่แห่งนี้ “บางทีฉันคงมองปิ่นผิดไปจริงๆ ปิ่นอาจจะกลับมาคบแกโดยที่รักจริงหวังแต่งก็ได้ ไม่งั้นไม่ทำขนาดนี้หรอก ฉันเห็นตั้งแต่งานของเทิดแล้ว จนตอนนี้ดูท่าปิ่นคงไม่คิดทิ้งแกไปไหนอีก ฉันอาจต้องมองปิ่นใหม่เสียแล้ว”

“ฉันบอกแกแล้วก็ไม่เชื่อ บางทีคนเราโตขึ้นก็อาจคิดขึ้นมาได้” ทิวพนมพูดกับเพื่อนชายที่หันไปส่งสายตาห่วงใยให้แก่น้องสาวซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่าพี่น้องจะสื่อเรื่องใดถึงกัน

“ไม่ต้องย้ำหรอก ตอนนี้แกเจอผู้หญิงดีๆ ฉันก็ดีใจด้วย คงมีเพียงเวลาเท่านั้นและสถานการณ์บางอย่างจะพิสูจน์ใจคนได้” เลอมานหันหน้ามาพูดกับเขา

รำไพนั่งฟังสองหนุ่มคุยกันก็เริ่มเห็นด้วยจึงลดอคติที่มีต่อปิ่นสุดาลงไปบ้าง แต่ไม่ได้ออกความเห็นใดๆ เพราะยังมีบางความคิดที่ติดในใจ ไม่ปักใจเชื่อทั้งหมดว่าหญิงสาวจะจริงจังกับทิวพนมอย่างจริงใจ ปิ่นสุดามีอะไรบางอย่างแอบแฝงที่จะมาคบหลานชายของตน แต่เรื่องที่เกิดขึ้นก็แค่พิสูจน์ใจปิ่นสุดาได้ระดับหนึ่งเท่านั้นเอง

มาลินทร์คงเฝ้ามองอยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่รู้ว่าทิวพนมตัดสินใจคบกับปิ่นสุดาเป็นคนรักอีกครั้ง คนที่เป็นเพียงน้องสาวก็ได้แต่เอาใจช่วยให้ชีวิตของคนที่แอบหลงรักนั้นมีแต่ความสุข แค่นี้ก็พอใจมากแล้ว

คนทั้งหมดนั่งรอเวลาเข้าเยี่ยมผู้ป่วย แต่มีเพียงรำไพและทิวพนมเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ เพราะผู้ป่วยมีภาวะอ่อนแอ เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย จึงจำกัดคนเข้าเยี่ยม ทิวพนมได้แต่ยืนมองอยู่นอกห้องกระจก เห็นผู้เป็นยายนอนหายใจแน่นิ่งบนเตียงโดยมีจอมอนิเตอร์บอกสัญญาณชีพแสดงถึงการยังมีชีวิตอยู่ ชายหนุ่มได้แต่ภาวนาขอให้ยายอย่าจากเขาไปอีกคน ขอให้ตื่นมาพูดกันอีกครั้ง แล้วเขาจะใช้เวลานั้นเป็นการร่ำลากันก็ยังดี จากนั้นก็ฝากฝังพยาบาลให้ดูแลคนป่วยอย่างเต็มที่ ถ้ามีเหตุเร่งด่วนหรือฉุกเฉินให้ติดต่อเขาได้ทุกเวลา

ทิวพนมขับรถไปส่งปิ่นสุดา

ส่วนเลอมานกับมาลินทร์ไปส่งรำไพ คอยอยู่ที่บ้านของเขาจนกว่าเขาจะกลับถึงบ้าน เพราะเพื่อนชายที่ไม่ยอมทิ้งให้ผู้เป็นป้าต้องอยู่คนเดียว

ชายหนุ่มรู้แต่เพียงว่าคนที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ที่ต้องคอยดูแลอย่างดีคือรำไพ ถึงแม้จะไม่แสดงความทุกข์ใจออกมาให้เห็นมากนัก แต่ก็ต้องคอยอยู่เคียงข้าง

ทุกคนคงผ่านคืนวันที่เป็นเช่นนี้ไปได้ โดยการสวดมนต์ภาวนาให้ผู้เป็นที่รักแคล้วคลาดจากโรคภัยไข้เจ็บ กลับมาใช้ชีวิตด้วยกันเหมือนแต่ก่อนในเร็ววัน

 

มาลินทร์จ้องมองใบหน้าตัวเองในกระจกบานใหญ่ภายในห้องน้ำของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวของจังหวัด หล่อนเห็นบริเวณโหนกแก้มมีผื่นแดง แต่ก่อนจะเป็นๆ หายๆ ระยะหลังเริ่มจะเป็นบ่อยขึ้นซึ่งยังหาสาเหตุไม่ได้ น่าจะแพ้หน้ากากอนามัยที่ใส่ตอนทำงานก็ไม่น่าจะใช่ เพราะใช้มาตลอดก็ไม่เคยเป็นผื่น หรือจะแพ้ครีมที่ใช้บำรุงผิวหน้าก็คงไม่ใช่ เพราะครีมที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นใช้มานานหลายปี บางคนว่าหล่อนอาจแพ้เครื่องสำอางหรือรองพื้น แต่มาลินทร์ไม่เคยใช้เครื่องสำอางใดๆ เลย ตอนมาทำงานแค่ทาครีมและแป้งฝุ่นเท่านั้นเอง

ผื่นแดงบางจุดก็เป็นปื้นหนา บางแห่งกระจายอยู่เต็มแก้ม ช่วงนี้เบาบางลงมาก แต่ยังมีรอยแดงให้สังเกตเห็น อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือเส้นผมร่วงหลุดง่ายกว่าเดิม เพียงแค่นำมือสางผม เส้นผมก็หลุดติดมือมาสักสามถึงสี่เส้นซึ่งแต่ก่อนไม่เคยเป็น หากสิ่งที่เป็นเพิ่มขึ้นมาในตอนนี้คือแผลในช่องปาก สร้างความเจ็บทุกครั้งที่เคี้ยวอาหาร หรือบางทีช่วงนี้หล่อนอาจจะกินของเย็นมากไปจึงเป็นแผลร้อนในในปากโดยไม่รู้ตัว มาลินทร์เน้นย้ำกับตัวเอง

หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำไปหาพี่ชายที่ยืนรออยู่ที่เดิม ตั้งแต่มาถึงห้างสรรพสินค้า หล่อนขอแวะเข้าห้องน้ำก่อนเดินซื้อของ วันนี้เลอมานเลิกงานเร็วกว่าปกติ ส่วนทิวพนมนั้นก็ยังทำงานจนหมดเวลางาน ผู้เป็นพี่ชายจึงชวนหล่อนมาซื้อของใช้และของจำเป็นเข้าบ้าน อีกทั้งยังต้องซื้อของใช้สำหรับผู้ป่วยหรือยายพวงทองซึ่งเสมือนญาติผู้ใหญ่ของสองพี่น้องเช่นกัน จากวันที่พวงทองเกิดอุบัติเหตุจนวันนี้ก็ผ่านมาหนึ่งอาทิตย์แล้วที่อาการยังทรงตัว คือไม่ได้สติและอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก ตั้งแต่วันแรกที่ออกจากห้องผ่าตัด

“เข้าห้องน้ำนานนะลิน ท้องไส้ไม่ดีหรือไง ไปกินอะไรมา” เลอมานทักน้องสาวที่เดินเข้ามาใกล้

“ไปไม่ถึงห้านาทีบอกว่านาน แค่ไปชิ้งฉ่อง ไม่อยากอั้นก็เท่านั้นเอง”

“รีบซื้อของดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ทันเวลาเข้าเยี่ยมยายพวง” พี่ชายเดินนำหน้าไปก่อน จนหล่อนต้องรีบก้าวขาตามหลังไป

เลอมานยังพูดโดยไม่มองหน้าน้องสาว “พี่จะถามลินตั้งนานแล้ว เป็นอะไรหรือเปล่า พี่เห็นหน้าตามีผื่นแดง หรือจะหัดแต่งหน้า เดี๋ยวจะสวยสู้ปิ่นไม่ได้”

“ใครจะแต่งหน้าให้ยุ่งยากเปล่าๆ ลินไม่รู้เหมือนกันว่าแพ้อะไร บางทีผื่นก็ขึ้นที่แก้ม บางทีขึ้นที่ตัวหรือแขนขาเหมือนจะเป็นลมพิษ ทายาก็หายไป แต่แก้มกับหน้าจะเป็นบ่อยสุด” มาลินทร์บอกถึงเรื่องผื่นที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

“นึกว่าน้องของพี่จะลุกขึ้นมาสู้ เป็นคู่แข่งกับปิ่นเพื่อหมอทิว”

“ไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย แค่พี่ทิวเจอผู้หญิงดีๆ และคิดลงเอยกันพี่ปิ่น ลินก็ดีใจแล้ว คนนั้นไม่ต้องเป็นลินหรอก แค่ทุกวันที่ได้ทำงานกับพี่ทิว ลินก็โอเค”

“ขอให้ทำใจได้ไวๆ แล้วกัน ชีวิตลินยังต้องเจอผู้ชายอีกหลายคน โลกนี้ไม่ใช่จะมีแค่เพื่อนพี่คนเดียว สักหน่อย จริงไหม” เลอมานหยุดเดิน หันมองน้องสาว

หล่อนตั้งหลักได้ทัน หยุดก้าวขาตามคนที่อยู่ด้านหน้า หากยังไม่ได้เอ่ยตอบ พี่ชายก็พูดขึ้นมาอีก “ตอนแรกพี่คิดว่าปิ่นจะมาทำให้เพื่อนของพี่อกหักซ้ำสอง แต่ดูๆ ไปปิ่นคงคิดจะจริงจัง ถึงกลับมาหากันอย่างนี้ นี่ถ้าไม่ติดอะไรซะก่อน พวกเราก็ได้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวแน่ๆ”

ก่อนที่หล่อนเพิ่งได้รู้ว่าทิวพนมตกลงคบกับหญิงผู้นั้นอีกครั้ง พี่ชายจะบ่นเป็นหมีกินผึ้งเกือบทุกวัน กล่าวหาว่าฝ่ายหญิงต้องเข้ามาหลอกให้ช้ำใจอีกแน่นอน ตั้งแต่วันที่ได้เห็นความจริงใจของปิ่นสุดาในช่วงที่เกิดเหตุร้ายกับพวงทองก็ได้เปลี่ยนความคิดของเลอมานต่างไปจากเดิม ซึ่งเห็นพ้องที่จะให้ทั้งสองคนนั้นคบกันโดยไม่มีอคติใดๆ มาลินทร์พอจะรู้ว่าพี่ชายนั้นเป็นห่วงเพื่อนมาก จนไม่อยากให้มีสภาพย่ำแย่เหมือนเมื่อตอนที่เคยถูกทิ้งไป

เลอมานเคยเล่าให้หล่อนฟังว่าช่วงนั้นทิวพนมไม่ค่อยจะเป็นผู้เป็นคน จนพี่ชายแทบจะมัดตัวเพื่อนไว้ติดกายและจับตาอยู่ไม่ห่าง เพราะคนที่ผิดหวังจากความรักมากๆ อาจขาดสติถึงขั้นทำร้ายชีวิตตนเองได้ เลอมานต้องคอยเตือนสติเพื่อน จนสุดท้ายทิวพนมกลับมาเป็นคนเดิม แม้จะยอมปิดตายหัวใจไม่อยากรับใครเข้ามาอีกเลยก็ตาม

“พี่ปิ่นน่าจะยอมรับพี่ทิวได้ในหลายๆ ด้าน ถ้าคนไม่คิดจริงจังหรือไม่หวังจะเป็นสะใภ้คงไม่มายุ่งเกี่ยวด้วยขนาดนี้หรอก พี่ทิวเคยเล่าให้ลินฟังว่าพี่ปิ่นมาเยี่ยมยายพวงเกือบทุกวัน บางวันก็ไปอยู่โรงพยาบาลเพื่อรอพี่ทิว แต่ช่วงนี้พี่ปิ่นเพิ่งได้งานทำ เป็นช่วงทดลองงานจึงไม่ได้ไปเยี่ยมยายพวงเหมือนอย่างเคย แต่ก็ยังโทรมาถามพี่ทิวนะ ลินแอบได้ยินพวกเขาคุยโทรศัพท์กัน”

“ถึงว่าสองวันแล้ว ไม่ค่อยเจอหน้าปิ่นที่โรงพยาบาล รู้ไหมปิ่นไปทำงานอะไร”

“เรื่องนี้ลินก็ไม่รู้หรอก ถ้าพี่เลออยากรู้ก็ไปถามพี่ทิวเองสิ” มาลินทร์พูดจบก็เดินแซงหน้าพี่ชายไป โดยไม่สนใจคนที่อยู่ด้านหลัง

สองพี่น้องยังเดินไปคุยไป มาลินทร์ตั้งใจจะออกนอกเรื่องของสองคนนั้น พูดถึงเรื่องของตัวเอง “เสื้อผ้าที่ลินใส่เหมือนจะหลวมทุกตัวเลย”

“พี่ก็รู้สึกว่าลินผอมลง หน้าซูบลงตั้งเยอะ เห็นกินแค่นิดๆ หน่อยๆ เอง ยิ่งกว่าแมวดมอีก”

“ลินเบื่ออาหาร บอกไม่ถูกเหมือนกัน มันไม่ค่อยอยากจะกินอะไร บางวันก็รู้สึกเหนื่อย แต่เหนื่อยนี่เป็นมานานแล้ว”

“ไม่ค่อยกินอะไร จะมีแรงได้ยังไงล่ะ”

หล่อนเห็นด้วยกับพี่ชายจึงไม่มีความเห็นใดๆ พูดออกมา มาลินทร์คิดเพียงว่าตัวเองแค่เป็นผื่นแดงธรรมดา หากไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ผิดปกติทั้งหมดนั้นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ไม่คาดว่าจะมาเจอกับตัวเอง

ขณะที่เดินอยู่ดีๆ หญิงสาวก็ถูกมือของพี่ชายคว้าแขนไว้ แล้วดึงเข้าไปในที่ว่างระหว่างชั้นวางของ ตอนที่จะโผล่ไปยังทางเดินตรงกลาง ราวกับทำตัวเลี่ยงหลบใครบางคน

“เป็นอะไรพี่เลอ” หล่อนถามด้วยความสงสัย

“อย่าเพิ่งพูดอะไร ดูโน่น ใช่คนที่พวกเรารู้จักหรือเปล่า” เลอมานชี้นิ้วไปทางที่เห็นคนรู้จัก

มาลินทร์มองตามนิ้วพี่ชาย สายตาก็พบเจอกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งคุ้นหน้า

คนที่พี่ชายกล่าวถึงคือปิ่นสุดากำลังเดินเคียงข้างผู้ชายคนหนึ่งซึ่งมีอายุไม่ต่างกัน แต่เห็นเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าไม่ใช่เพื่อนของพี่ชาย ทั้งสองคนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพวกหล่อน

ก่อนที่หล่อนจะพูดอะไรออกมา เลอมานพูดขึ้นมาก่อน “ไหนลินบอกว่าปิ่นไปทดลองทำงาน แล้วมาเดินซื้อของได้ยังไง” คนพูดยังจ้องฝ่ายนั้นไม่วางตาซึ่งกำลังเดินหยิบของใส่รถเข็นที่ผู้ชายเป็นคนเข็น

“พี่ปิ่นอาจเลิกงานแล้วก็ได้ แวะซื้อของกับเพื่อน” มาลินทร์แก้ตัวให้อีกฝ่าย

“ยิ้มระรื่นอย่างนั้น ยังคิดว่าเป็นเพื่อนกันอีกเหรอ” เลอมานอดประชดขึ้นมาไม่ได้ เมื่อเห็นท่าทีของผู้หญิงกับผู้ชายที่มาด้วยกัน ใครต่อใครก็มองออกว่าคนทั้งสองนั้นเหมือนคนรักกัน ไม่ใช่เพื่อนอย่างที่น้องสาวเอ่ย

เลอมานเคืองแค้นแทนเพื่อนชาย กำมือทั้งสองข้างด้วยความโกรธ “พี่จะเข้าไปถามให้รู้กันไปเลยว่าอะไรเป็นอะไร”

“อย่าค่ะ พวกเราต้องดูให้แน่ใจก่อน บางทีอาจไม่เป็นอย่างที่พี่เลอคิดก็ได้ ใครจะไปรู้” หล่อนจับแขนพี่ชายไว้ได้ทัน ก่อนที่จะเดินเข้าไปหาบุคคลทั้งสองที่ยังไม่รู้ตัวว่าถูกจับตามองอยู่

เลอมานมีท่าทีสงบลง ทำตามคำของน้องสาวโดยดี หากใจนั้นอยากจะกระโจนเข้าไปถามปิ่นสุดาว่าทำเช่นนี้ได้ยังไง ยายของแฟนป่วยแท้ๆ ยังมาเดินยิ้มแย้มสดใสกับผู้ชายที่ดูท่าแล้วคงมีเงินพอสมควร หรือสิ่งที่เคยคิดไว้ เริ่มมีเค้าความเป็นจริง

บัดนี้อคติที่เคยมีต่อปิ่นสุดากลับมามียิ่งกว่าเดิม

พี่น้องสองคนไม่เป็นอันซื้อของในห้างสรรพสินค้าตามความตั้งใจ แต่ละคนยังจับตามองผู้ชายที่แต่งตัวดูมีระดับกับหญิงสาวที่รู้จักดี แม้จะทำเป็นเลือกซื้อของใส่รถเข็นเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต หากต่างคนก็อยู่ในความคิดของตัวเอง

ตอนแรกมาลินทร์คิดว่าฝ่ายชายอาจเป็นเพื่อนซึ่งทำงานที่เดียวกัน แต่ความคิดนั้นก็หมดไป เมื่อเห็นท่าทางสนิทสนมของคนสองคนซึ่งเกินควร บางครั้งหญิงสาวยังทำออเซาะฉ้อเลาะกลางห้างโดยไม่แคร์สายตาใครๆ และยังไม่เคยเห็นปิ่นสุดาทำอย่างนี้กับทิวพนมเลยสักครั้ง หล่อนนึกเป็นห่วงเขาขึ้นมาทันที ถ้าปิ่นสุดาจะกลับมาทำเช่นที่เคยทำกับเขาไว้ครั้งก่อน

“ดูนั่นสิ คราวนี้เชื่อหรือยังว่าไม่ใช่เพื่อนแน่ๆ พี่ทนดูไม่ไหวแล้วนะลิน ถ้าเป็นอย่างที่พี่คิด พี่ไม่อยากให้ทิวเจ็บหนักอีกแล้ว พี่จะเข้าไปถามให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย” เลอมานกำลังจะก้าวเดินออกไปเพื่อทำความ ทำตามความตั้งใจ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น จนต้องกลับเข้ามาอยู่ระหว่างช่องว่างของชั้นวางของอีกครั้งเพื่อกดรับสายเพื่อนชายที่โทร.เข้ามา

หล่อนได้ยินเสียงพี่ชายพูดคุยโทรศัพท์สองสามประโยคก็กดวางสายด้วยสีหน้าไม่ค่อยจะดีนัก มาลินทร์ตั้งใจจะถามความกับพี่ชาย หากเลอมานพูดขึ้นมาก่อน

“พวกเราต้องรีบไปที่โรงพยาบาล ทิวโทรมาบอกว่ายายพวงมีอาการไม่ค่อยจะดี หมอบอกว่าให้ญาติเตรียมทำใจไว้ ตอนนี้ทิวกำลังรีบไปหายายพวง”

หล่อนก้าวเดินตามหลังพี่ชายไปในทันทีที่พูดจบ ปล่อยรถเข็นไว้เช่นนั้นและปล่อยเรื่องปิ่นสุดาไว้ก่อน ค่อยเก็บไว้ชำระความให้กระจ่างแจ้ง เพราะมีเรื่องสำคัญยิ่งกว่าที่ต้องให้ความสนใจ

พี่น้องสองคนเป็นห่วงทิวพนม จนลืมถ่ายภาพเป็นหลักฐานเพื่อยืนยันในสิ่งที่ได้เห็น และอาจจะลืมเลือนเรื่องปิ่นสุดาไปชั่วขณะ เนื่องจากคอยส่งกำลังใจให้พวงทองไม่เป็นอะไรที่แย่ลงและรอคอยพวกหล่อนสองคน รวมทั้งหลานชายให้ไปถึงโรงพยาบาลก่อนที่จะสายเกินไป

เลอมานและมาลินทร์รู้ดีว่าทิวพนมต้องการสิ่งใดจากผู้ที่กำลังจะจากไป เพราะเคยได้ยินคำตัดพ้อมานักต่อนักในทุกครั้งที่เกิดความเศร้าหมองต่อการจากลา อย่างน้อยขอให้พวงทองมีชีวิตอยู่อีกสักหน่อยเพื่อได้ร่ำลากันก็ยังดี

ตลอดระยะเวลาไม่ถึงปี จะมีสักกี่คนที่ชีวิตพบเจอเรื่องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดขึ้นมาแล้ว มาลินทร์ก็อดสงสารและเห็นใจทิวพนม ซึ่งไม่ใช่มีแค่ผู้ที่จากตายเท่านั้น ยังมีผู้จากเป็นที่อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้อีกก็ได้

เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่หวัง ทิวพนมจะเป็นเช่นไรกับเหตุการณ์ซ้ำรอย

 



Don`t copy text!