ลามิลืม บทที่ 23 : ใครบ้างล่ะ? จะไม่เห็นแก่ตัวเอง

ลามิลืม บทที่ 23 : ใครบ้างล่ะ? จะไม่เห็นแก่ตัวเอง

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

อาทิตย์ก่อนที่หญิงสาวโกหกว่ามีธุระด่วนต้องรีบไปจัดการที่ห้องพัก หากความจริงแล้วมีชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันมาหาหล่อน พร้อมขู่ว่าจะอาละวาดโวยวายถ้าหล่อนไม่ยอมออกมาพบหน้ากัน

ปิ่นสุดาจำเป็นต้องไปหาฝ่ายชายโดยด่วนซึ่งนัดเจอกันแถวนั้น หล่อนคิดสลัดทิ้งจึงตีตัวออกหากเพราะพบเสี่ยใจปล้ำ ผู้ที่มีเงินอู้ฟู่เลี้ยงดูหล่อนให้สุขสบายได้ เพียงแต่ตอนนี้ยังสงวนท่าที ห้ามตัวเองไม่ให้กระโจนเข้าสู่เสี่ยคนนั้นมากนัก แต่ก็ให้เวลาเต็มที่ ยามที่เสี่ยต้องการตัวหล่อนจึงไม่ได้รับสายของใครต่อใคร เป็นเหตุให้ชายผู้นั้นอยากเจอหล่อน

ในช่วงที่คอยให้เสี่ยหลงหล่อน หรือติดกับจนโงหัวไม่ขึ้น ปิ่นสุดาต้องใช้ชีวิตในห้องที่เช่าไว้ หากยังหวั่นเกรงนักธุกิจหนุ่มซึ่งมีฐานะพอสมควร มาบุกรุกถึงห้องพักอย่างเช่นสัปดาห์ที่แล้วที่หล่อนต้องรีบไปทำความเข้าใจกัน

หล่อนเจอเสี่ยในแอปพลิเคชันหาคู่ซึ่งมาทำธุระที่จังหวัดนี้ บ้านของเสี่ยเป็นคฤหาสน์โออ่าที่หล่อนเคยไปเยือนมาแล้วซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ หล่อนไม่รู้ว่าเสี่ยมีเมียมีลูกหรือยัง ถึงมีหล่อนก็ไม่สนเพราะคนที่เคยเป็นเมียน้อยหรือบ้านเล็กมาก่อน จะเป็นอีกก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ขออย่างเดียวอย่าให้ใครมาวุ่นวายกับชีวิตจนอยู่ไม่เป็นสุขแค่นั้นก็พอ

ฉะนั้นในช่วงที่อยู่ในที่แห่งนี้ ถ้าเสี่ยยินดีจะเลี้ยงดูหล่อนอย่างจริงจัง หล่อนก็พร้อมจะไป อีกทั้งเริ่มทนไม่ไหวกับนักธุรกิจหนุ่มที่ยังไม่เลิกตอแยเสียที

หากประจวบเหมาะที่ทิวพนมขอให้หล่อนย้ายมาอยู่ที่บ้านของเขา ปิ่นสุดาตอบตกลงทันที รีบเก็บข้าวของเสื้อผ้าย้ายมาพักที่บ้านของทิวพนม

หล่อนคิดไม่ผิดจริงๆ ที่หวนกลับมาพบกับเขา ยามใดที่ชีวิตเริ่มจะทุกข์ยาก ทิวพนมก็ยังเป็นหลักพึ่งพิงให้เสมอ หล่อนหนีพ้นจากนักธุรกิจหนุ่มที่มาติดพันเพียงแค่ระยะหนึ่งได้ในที่สุดเพราะเปลี่ยนที่อยู่ใหม่

เกือบสองอาทิตย์ที่หญิงสาวเข้ามาอาศัยในบ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนสองชั้นซึ่งมีเพียงรำไพและทิวพนม รวมทั้งยังมีสัตว์เลี้ยงอีกสองตัว หากปิ่นสุดายังคิดว่าตนเองนั้นควรจะใช้ชีวิตสุขสบายยิ่งกว่านี้ ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาอยู่ในที่แห่งนี้ หล่อนต้องแอบคุยโทรศัพท์กับเสี่ย ส่วนตอนกลางวันก็ต้องอ้างว่าออกไปทำงานแต่เช้า บางทีก็ไปพบเสี่ยที่มาหาและเปิดห้องอยู่ด้วยกัน บางทีก็หายไปแต่เช้ากลับค่ำโดยให้เสี่ยมาส่งที่โรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดูและนั่งรถกลับพร้อมทิวพนม บางทีก็ไม่รู้จะไปไหน แต่ก็ต้องออกไปนอกบ้านทำตัวให้คนอื่นเข้าใจว่าออกไปทำงาน

ปิ่นสุดาจำต้องทนพร้อมบอกตัวเองว่าอีกไม่นานคงไม่ต้องใช้ชีวิตแบบนี้อีก

เมื่อคืนหล่อนคุยโทรศัพท์กับเสี่ยที่อ้อนวอนให้ไปอยู่ด้วยกันหลายวัน เมื่อปลาติดเบ็ดเข้าแล้ว หล่อนแค่ประวิงเวลาเพื่อให้อีกฝ่ายต้องการกันมากขึ้น จากนั้นไม่นานสิ่งที่ปรารถนาก็จะตามมา ทั้งความสบายและมีเงินทองมากมายให้ใช้จ่ายโดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จสิ้น ปิ่นสุดาเดินออกมาจากห้องพักบนชั้นสองซึ่งอยู่เคียงห้องนอนของทิวพนม ก่อนจะก้าวขาลงบันได หล่อนแวะเข้าไปในห้องพระซึ่งไม่กว้างมากนัก ก็แค่ครึ่งหนึ่งของห้องที่หล่อนอยู่ สายตาเหลือบเห็นตู้ไม้สูงแค่อกอยู่ทางซ้ายมือ บนตู้มีโกศ ตระกร้าใส่ธูปเทียนและตะเกียงน้ำมัน หากสิ่งที่สนใจอยู่ด้านตรงข้ามสูงขึ้นเพียงเล็กคือพระพุทธรูปซึ่งมีขนาดสูงหนึ่งไม้บรรทัด ถ้ามองอย่างผิวเผินก็เป็นเหมือนพระพุทธรูปทั่วไปที่มีแต่ความเก่าแก่คร่ำครึ ไม่รู้เลยว่าทำจากทองคำแท้ทั้งองค์ตามคำบอกของเขา หล่อนพยายามประเมินราคา แต่พอมาคิดเปรียบเทียบกัน เสี่ยน่าจะมีสิ่งต่างๆ สนองความต้องการของหล่อนมากกว่าของที่อยู่บนหิ้ง

“ดูอะไร จ้องตาเป็นมันเชียว คิดจะทำอะไร อย่าเชียวนะ” เสียงรำไพทักขึ้นจนหล่อนสะดุ้งตัว

“ไม่หรอกค่ะ ปิ่นแค่เข้ามาไหว้พระ” หญิงสาวตอบกลับไปและส่งยิ้มให้

“ถ้าพูดอย่างนั้นแล้วมันเป็นจริงก็ดี ต่อหน้าพระ ใครโกหกคงตกนรก จำไว้ก็แล้วกัน”

“แต่คงได้ราคาหลายบาทนะคะ” หล่อนแกล้งพูดออกไป

“อย่าแม้แต่จะคิดนะ ฉันรู้ทันทุกอย่าง”

ปิ่นสุดาไม่สนคำของรำไพ พยายามชวนคุย “มีพระเครื่องอยู่บนหิ้งด้วยใช่ไหมคะ ทิวเคยเล่าให้ฟัง” หากแท้จริงแล้ว หล่อนเคยแอบเข้ามาค้นดู

“อยากจะรู้ไปทำไม” รำไพจ้องมองหญิงสาวไม่วางตา

เมื่อเห็นความไม่เป็นมิตรที่มีให้กัน หล่อนจึงก้าวขาออกจากห้อง ขณะที่เดินผ่านรำไพก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายพูดขึ้น “ของบนหิ้ง ถ้าเอาไปขายคงได้เงินมาก ถ้าคิดจะทำอะไรไม่ดีก็ขอให้เลิกคิด เพราะตาทิวหวังดีกับเธอมาก ฉันขอแค่นี้แหละ”

หล่อนยังไม่เคยคิดที่จะหาเงินโดยการขโมยพระไปขาย เพราะความสุขสบายของหล่อนนั้น ต้องพึ่งพาชายอื่นน่าจะง่ายกว่าที่ตนต้องแสวงหาเงินด้วยตัวเอง

หญิงสาวเดินลงมาถึงชั้นล่าง เจอทิวพนมนั่งกินข้าวเช้าอยู่บนโต๊ะ หากบนพื้นใกล้ๆ นั้นก็มีแมวกำลังนั่งเลียขาตัวเอง ปิ่นสุดาเดินเข้าไปใกล้เขา

“วันนี้ปิ่นไม่ได้ไปทำงานเหรอ จะได้นั่งรถเราออกไปพร้อมกัน” ทิวพนมพูดขึ้นเมื่อหันมาทางหล่อนซึ่งสวมชุดอยู่บ้านธรรมดาไม่ได้ใส่ชุดออกไปทำงานอย่างที่เคยเห็นมาหลายวัน

หล่อนต้องนั่งรถออกจากบ้านพร้อมกับเขา ให้เขาไปส่งหน้าบริษัทแห่งหนึ่งที่ใช้อ้างเป็นสถานที่ทำงานของหล่อน จากนั้นก็หารถโดยสารไปที่ที่อยากไปหรือไปเดินในห้างเพื่อรอให้เสี่ยขับรถมารับ

ตั้งแต่หญิงสาวเข้ามาอยู่ในบ้าน รู้สึกว่าทั้งแมวทั้งสุนัขนั้นไม่ค่อยจะผูกมิตรกับคนอย่างหล่อน พอเข้าใกล้เพื่อเล่นด้วย พวกมันจะเดินหนีทันทีเหมือนเวลานี้ที่หล่อนก้มตัวจะลูบหัวกาแฟ แต่แมวก็รีบวิ่งไปทางหน้าบ้าน ส่วนรำไพที่พอเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน อีกฝ่ายไม่ค่อยจะทำตัวญาติดีกับหล่อน เหมือนจะจ้องจับผิดกันตลอดเวลา

บางทีปิ่นสุดาก็อึดอัดจนพูดกับทิวพนมทั้งเรื่องผู้เป็นป้าหรือแม้แต่เรื่องสุนัขกับแมว หากเขาบอกว่าโอเลี้ยงกับกาแฟคงยังไม่คุ้นกับหล่อน อยู่ไปนานๆ อาจคุ้นหน้าคุ้นตากันเอง

สำหรับเรื่องของรำไพ ทิวพนมให้เหตุผลว่าช่วงนี้เป็นช่วงเข้าสู่วัยทองอาจมีอารมณ์แปรปรวนบ้าง หล่อนก็เริ่มเห็นด้วย ทั้งท่าทีและสายตาของรำไพเหมือนช่วงแรกที่ได้รู้จักกัน นอกจากนั้นยังมีคำพูดคำจาเหน็บแนมในทำนองว่าถ้าอยู่บ้านนี้แล้วไม่สบาย รีบออกไปก็ได้ เพราะอยู่คนเดียวได้ไม่จำเป็นต้องมีใครเป็นเพื่อน ปิ่นสุดาทำเป็นหูทวนลมเหมือนตอนที่เจอในห้องพระ แต่บางครั้งก็ตอบโต้ในใจว่าฉันไปแน่ ไม่มาคอยดูแลคนแก่หรอก

“กินข้าวด้วยกันก่อนสิ เราจะไปตักข้าวต้มมาให้” ทิวพนมพูดขึ้นอีกครั้ง

“ไม่ต้องหรอกตาทิว คนเรามีมือมีตีนเหมือนกัน คงเดินไปหาของกินได้เอง” รำไพเดินลงมาจากชั้นสอง ได้ยินที่หลานชายพูดกับหญิงสาว ก็รีบมาบอกเขาโดยไม่ได้ชายตามองผู้มาอยู่ใหม่ซึ่งลงนั่งบนเก้าอี้เรียบร้อยแล้ว

เขามองหน้าปิ่นสุดา ไม่อยากให้ถือสาผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในบ้าน

“รีบกินข้าวเถอะ เดี๋ยวไปถึงโรงพยาบาลช้า พวกเด็กๆ จะรอนาน” ผู้เป็นป้ายังพูดขึ้นอีกด้วยน้ำเสียงสดใสกว่าเดิม

ปิ่นสุดาลุกขึ้นยืน เดินไปทางหลังบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่ไม่ค่อยรู้สึกหิว หล่อนกลับมาที่โต๊ะอาหาร พร้อมชามใส่ข้าวต้มเพียงเล็กน้อย ลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมซึ่งเป็นที่ว่างข้างๆ รำไพ

“กินเท่านี้จะไปมีแรงทำอะไร กินให้เยอะหน่อยสิ ถ้าวันนี้ไม่ไปทำงาน มาช่วยฉันกวาดบ้านถูบ้านบ้างก็ยังดี หรือไปช่วยกันในเข้าครัว วันนี้จะสอนทำอาหารสักอย่างสองอย่างก็แล้วกัน ต่อไปจะไปเป็นแม่บ้านแม่เรือนหรือไปเป็นเมียใคร จะได้รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ถูกสอนมาดี เก่งงานบ้านงานเรือน แต่คนเรานี่นะ ไม่รู้ใจกันง่ายๆ หรอก บางทีตัวอยู่ที่นี่ แต่ใจมันไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว” รำไพยังพูดขึ้นระหว่างมื้ออาหาร

ปิ่นสุดาทำเป็นไม่สนใจ ตักข้าวต้มใส่ปากเคี้ยวจนหมด หล่อนเอ่ยปากถึงเรื่องที่ตั้งใจไว้ เพื่อให้คนทั้งสองรับรู้ในคราวเดียวกัน จะได้ไม่ต้องพูดซ้ำหลายรอบ

“บริษัทจะให้ปิ่นไปดูงานที่กรุงเทพ คราวนี้ไปหลายวัน น่าจะประมาณสักห้าวัน”

“หนนี้ไปนานนะ แต่ไม่เป็นไรหรอก ป้าไพคงอยู่ได้” ทิวพนมเอ่ยขึ้น

“ป้าก็อยู่คนเดียวมาทุกวัน ตอนที่ทุกคนออกไปทำงาน มีแต่กาแฟกับโอเลี้ยงที่อยู่กับป้า พวกมันยังดูซื่อสัตย์ไม่เหมือนใครบางคน” รำไพพูดออกมา หากไม่ได้มองหน้าใครและยังพูดต่อเมื่อหันหน้ามาทางหล่อน “บริษัทอะไรส่งลูกน้องออกไปดูงานบ๊อยบ่อย”

“อาจจะเป็นการทำงานของบริษัทนั้นก็ได้ครับ อยากให้พนักงานไปเปิดหูเปิดตาหรือเรียนรู้การทำงานของที่อื่น” ทิวพนมหาข้ออ้างให้หล่อน

“ถ้าไปทำงานอย่างที่พูดไว้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปทำอะไรนอกเหนือจากนั้น ป้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก กินข้าวเขาก็อย่าคิดเนรคุณ หรือไปแล้วจะไม่กลับมาอีกเลย ก็ดีนะ จะได้ไม่ต้องเห็นใครให้รกหูรกตา” รำไพพูดจบก็ลุกขึ้นยืน เดินไปทางหลังบ้าน

“ปิ่นอย่าไปคิดมากกับคำพูดของป้าไพเลย วัยหมดประจำเดือนก็เป็นอย่างนี้แหละ อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ หรือไม่ก็คงอินกับละครเมื่อคืน ปิ่นจะไปเมื่อไรล่ะ พรุ่งนี้เช้าใช่ไหม เราจะไปส่งและรอส่งขึ้นรถด้วย” เขาเปลี่ยนเรื่องคุย

“ไม่ต้องหรอกทิว ปิ่นยังไม่รู้เลย จะไปพรุ่งนี้เช้าหรือไปเย็นวันนี้ รอทางบริษัทแจ้งมาก่อน” หากแท้จริงแล้วปิ่นสุดายังไม่ได้ตกลงกับเสี่ยว่าจะให้มารับหล่อนเมื่อใด

“อย่างนั้นเหรอ มีอะไรก็โทรบอกกัน เราต้องไปทำงานแล้ว”

“ชามของทิววางไว้ตรงนี้แหละ ปิ่นเก็บไปล้างให้เอง” ปิ่นสุดาเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ในมือถือชามข้าวของตัวเอง

หล่อนเดินออกไปส่งทิวพนมหน้าบ้าน โอเลี้ยงที่กำลังนอนอยู่ก็ยังเห่าหล่อนจนเขาอดปรามไม่ได้

การที่จะไปกับเสี่ยครานี้ สำคัญกับปิ่นสุดามาก หล่อนจะขอกันแบบตรงๆ ให้เสี่ยเลี้ยงดู เนื่องจากท่าทีและความต้องการของเสี่ยก็พร้อมจะอ้าแขนต้อนรับให้หล่อนไปอยู่ด้วยกันในคฤหาสน์แสนยิ่งใหญ่ มีคนใช้ มีข้าวของเงินทองให้หล่อนตามที่ต้องการ

ปิ่นสุดาคงไปให้พ้นจากบ้านหลังนี้ ซึ่งมีคนจ้องจับผิดและมีอคติต่อกัน รวมทั้งยังมีสุนัขกับแมวที่ไม่ค่อยจะผูกมิตรอีกด้วย ที่แห่งนี้นั้นคับทั้งที่คับทั้งใจ จนทนอยู่ไม่ได้ หล่อนจำเป็นต้องหาที่ใหม่ให้แก่ตัวเอง ที่นี่เป็นเพียงที่พักชั่วคราว ไม่ต่างจากทิวพนมที่ตั้งใจจะรู้จักกันเพียงชั่วครู่ เป็นแค่ทางผ่าน เพื่อรอวันที่จะไปพบคนที่มีทุกสิ่งที่หล่อนปรารถนา จนในที่สุดหล่อนก็ได้เจอเสี่ยผู้นั้น

สำหรับปิ่นสุดา ความรักและหัวใจไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ตนสุขสบาย มีเพียงเงินทองเท่านั้นซึ่งจะบันดาลให้ชีวิตสุขสำราญและอยู่ได้ในวันต่อวัน แม้บางครั้งต้องใช้ร่างกายแลกมันมา แต่พอหมดความลุ่มหลง ทุกสิ่งอาจจะต้องมลายไป ฉะนั้นช่วงที่คนเราถูกครอบงำด้วยความหลง หล่อนก็ต้องกอบโกยเงินทองและสิ่งของมาให้มากที่สุด พอถึงวันที่ความหลงหมดไป คงต้องแยกย้ายกันคนละทาง ถ้าเสี่ยจะเลี้ยงดูหล่อนต่อไปอีกนาน ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด ขอแค่มีชีวิตสุขสบายก็พอ

ปิ่นสุดาไม่เคยคำนึงถึงความรู้สึกผู้อื่น นอกจากชีวิตตัวเอง

 

นับจากวันที่หญิงสาวบอกกับเขาบนโต๊ะอาหารว่าบริษัทให้ไปดูงานที่กรุงเทพฯ ค่ำของวันนั้น พอเขากลับมาถึงบ้าน ผู้เป็นป้าก็บอกว่าปิ่นสุดาออกไปตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว เขาอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมหล่อนไม่บอกเขาสักคำ จนผ่านมาสามวันแล้วที่ยังติดต่อปิ่นสุดาไม่ได้ เหมือนครั้งก่อนที่หล่อนบอกไปดูงานเช่นกัน ทิวพนมไม่อยากคิดไปเองว่าช่วงนี้หญิงสาวช่างทำตัวห่างเหิน เขาเริ่มไม่แน่ใจกับสิ่งที่หวัง จึงเฝ้าปลอบใจตัวเอง หากหล่อนไม่คิดจริงจัง คงไม่ย้ายมาอยู่บ้านหลังเดียวกับเขาแน่นอน

กาแฟเดินมาถูขาของชายหนุ่มที่นั่งจมอยู่ในภวังค์ความคิด เสียงร้องของแมวทำให้เขาอยู่กับภาพปัจจุบัน วางโทรศัพท์มือถือในมือที่ใช้ติดต่อปิ่นสุดา แต่ผลก็ยังเป็นเช่นเดิมคือไม่มีคนรับสาย บางทีหล่อนอาจจะยุ่งอยู่กับงานก็เป็นได้

“หิวเหรอ กาแฟ ถ้าหิวก็ไปกินอาหารที่จานตัวเองสิ” เขาบอกแมวที่ยังนั่งแหงนคอมองหน้าเขา

วันนี้ทิวพนมไม่ได้ไปทำงาน กำลังนั่งรอเพื่อนชายซึ่งหยุดงานตรงกันให้มารับไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน เลอมานบอกว่าจะพาป้าไพออกไปเปิดหูเปิดตาและลองลิ้มชิมรสอาหารฝีมือคนอื่นบ้าง

“อ้อนให้อุ้มละสิ มานั่งตักก็ได้” เขาโน้มตัวลงไปอุ้มแมวมาวางไว้บนตัก เกาคางให้กาแฟที่ยังนอนนิ่งทำหน้าเคลิ้ม

“เมื่อไหร่แกถึงจะยอมให้แฟนฉันเล่นด้วยสักที ปกติเจอคนแปลกหน้า ไม่ถึงวันแกก็ยอมให้จับเล่นแล้ว แต่เธอมาอยู่บ้านได้สองอาทิตย์ ยังไม่ชินอีกเหรอ หรือจะหยิ่งไปถึงไหน”

แมวลืมตามองหน้าเขา แล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง ราวกับเข้าใจคำของเขาซึ่งพูดไม่เข้าหูมัน

“ก็แล้วแต่แกละกัน ฉันไม่ได้บังคับหรอก หัวใจใครก็หัวใจของคนนั้น จะเปลี่ยนใจใครไม่ได้หรอกนะ โดยเฉพาะแมวอย่างแกที่ชอบทำตามใจตัวเอง”

ชายหนุ่มลูบหัวแมว มันทำหน้าพริ้มเหมือนจะยิ้มให้กับคำกล่าวของเขาที่ค่อนข้างจะเป็นความจริง

“ตาทิวให้กาแฟนอนตักได้ยังไง ขนติดเสื้อผ้า เราต้องออกไปทานข้าวนอกบ้าน ตาเลอยังไม่มาอีกเหรอ นี่ใกล้จะเที่ยงแล้ว”

เขาจำเป็นต้องอุ้มแมวออกจากตัก หากกาแฟทำตัวอ่อนปวกเปียกจนเขาให้นอนบนพื้น แล้วเกาท้องให้แมว ไม่นานนักเลอมานกับมาลินทร์ก็มาถึงบ้านของเขา

พี่น้องสองคนเดินเข้ามาในบ้าน เลอมานเอ่ยทันทีที่เห็นหน้าเขา

“โอเลี้ยงนี่ เหมือนจะจำฉันไม่ค่อยได้ ฉันมาที่นี่บ่อยไป เจอกันทีไรก็เห่าตลอด แต่พอเจอผู้หญิงนะ ทำเป็นดี๊ด๊ากระโดดใส่ มันเลือกปฏิบัติชัดๆ ฉันว่ามันจงใจแกล้งเห่าใส่ฉัน ถ้ารู้เป็นอย่างนี้ ปล่อยให้นอนข้างทางไปก็คงจะดีอยู่หรอก”

“หนูลินหยุดงานด้วยเหรอ วันนี้ดีเลย อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ตาทิวบอกว่าตาเลอจะพาป้าไปทานข้าวกลางวัน นึกว่าตาเลอจะหยุดคนเดียว” รำไพพูดขึ้น หลังจากพยักหน้ารับไหว้จากคนทั้งสอง

“เลอให้ลินหยุดเองครับ จะไปกินข้าวกันทั้งทีก็อยากให้อยู่ให้ครบ เดี๋ยวนี้เลอคิดว่าถ้าเรามีโอกาสใช้เวลาร่วมกันได้ก็จงใช้ให้มากที่สุด” เลอมานตอบแทนน้องสาว

“วันนี้เพื่อนฉันมาแปลก เมื่อกี้ยังบ่นโอเลี้ยง อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนมาซึ้งแล้ว” ทิวพนมอดไม่ได้ที่กล่าวถึงเพื่อนชาย

“ฉันคิดอะไรขึ้นมาได้ ก็พูดออกไปเท่านั้นเอง” เลอมานกะจะนั่งบนโซฟาไม้ที่แมวเพิ่งกระโดดขึ้นไปนอนบนเบาะ ใช้มือดันตัวแมวเพื่อให้มีที่ว่างพอให้ลงนั่งได้ แต่ยังไม่ทันจะจับตัวแมว กาแฟก็ใช้ขาหน้าตวัดใส่มือเลอมาน “โอ๊ย! กาแฟนี่ทำเป็นหวงฉันนะ ฉันไม่ได้จะจับตัวแกหรอก แค่ขอที่นั่งให้ฉันบ้าง ฉันจะนั่งข้างเพื่อนของฉัน”

“ที่นั่งว่างๆ ก็มี ทำไมต้องไปแย่งที่แมวจะนอน” เขาบอกเลอมาน

“ฉันจะนั่งข้างแก พูดคุยอะไรไปจะได้รู้เรื่องกัน” เลอมานลงนั่งได้แล้ว หากแมวคงทนไม่ได้ที่โดนเบียดจึงกระโดดลงบนพื้น “ดีมาก แค่รู้จักเสียสละ ฉันจะชงกาแฟให้กินสักถ้วยสองถ้วย กินให้พุงแตกไปเลย” เลอมานบอกแมว

“มาครบกันแล้ว พวกเราออกไปทานข้าวกันดีกว่า” เขาเอ่ยขึ้น เมื่อยังไม่มีใครขยับลุกไปไหน หากแต่ละคนมองมาที่เขาเป็นจุดเดียวกัน

“เดี๋ยวค่อยไปก็ได้ มีเรื่องต้องคุยกันก่อน” รำไพเป็นฝ่ายเริ่มเข้าเรื่อง

“ถ้าปิ่นอยู่ด้วยก็คงดีนะ จะได้อยู่กันครบทุกคนเลย” เขาพูดถึงปิ่นสุดา ยังคิดถึงหล่อนเสมอยามที่ไม่ได้เห็นหน้า

“ปิ่นไม่อยู่ก็ดีแล้ว ถ้าปิ่นอยู่ พวกเราคงพูดกับแกไม่ได้ กว่าจะหาเวลาว่างตรงกันได้ วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีเยี่ยม” เลอมานเอ่ย

“มีเรื่องอะไรจะคุยกัน ไปคุยตอนกินข้าวก็ได้ ยังไงวันนี้ก็ไม่มีปิ่นไปด้วยอยู่แล้ว” ทิวพนมบอกเพื่อนชาย

“ไม่เอา ฉันจะพูดก่อน ทุกคนลงความเห็นกันแล้วว่าพูดก่อนจะออกไปกินข้าว น่าจะดีกว่า” เลอมานไม่เห็นพ้องกับเขา

“มีอะไรก็พูดมา ถ้าไม่พูดกันสักทีก็คงไม่ได้ไปกินอะไรหรอก แกไม่หิวหรือไง”

“หิว แต่เรื่องที่คับอกฉันมันสำคัญกว่าปากท้องของฉัน ถ้าฉันไม่เห็นแกเป็นเพื่อน ฉันไม่ทนหิวหรอก”

ทิวพนมยังข้องใจ สามคนที่นั่งมองเขานั้นมีเรื่องใดจะพูดคุยกัน

“พอได้แล้วพี่เลอ เข้าเรื่องดีกว่า” มาลินทร์ที่นั่งฟังเพื่อนโต้เถียงกัน อาสาเป็นคนเริ่มเรื่องที่จะบอกเขาให้รับรู้ “เรื่องที่พวกเราจะบอกออกไป แค่อยากให้พี่ทิวทำใจไว้บ้าง บางทีที่พวกเราคิดกัน อาจจะไม่จริงก็ได้แต่ถ้าไม่บอกก็คงไม่สบายใจ”

“พี่ว่ามันต้องใช่เรื่องจริง” เลอมานหันหน้าไปบอกน้องสาว แล้วหันไปคุยกับทิวพนมด้วยน้ำเสียงจริงจังไม่ใช่ล้อเล่นเหมือนยามคุยกันปกติ

“แกฟังฉันนะ ฉันกับลินเคยเจอปิ่นเดินควงผู้ชายซื้อของอยู่ในห้าง ในวันที่ยายพวงอาการแย่”

เขารับฟังเพื่อนชายอย่างนิ่งเฉย จากนั้นรำไพก็กล่าวเสริมขึ้น

“เทียนก็เคยเล่าให้ป้าฟังว่าวันที่ปิ่นบอกไปดูงานที่กรุงเทพ วันนั้นเทียนเห็นปิ่นนั่งทานข้าวกับคนคล้ายอาเสี่ยมีทองหยองเต็มคอ ไม่ใช่นั่งทานข้าวธรรมดานะ นั่งแบบเนื้อแนบเนื้อ ป้อนข้าวนั่งตัก พูดถึงก็ยังขนลุกอยู่เลย ผู้หญิงแบบนี้ทำตัวไม่เข้าท่า ป้าว่าทิวกำลังถูกหลอกอยู่นะ”

“ใช่ ฉันเห็นด้วยกับป้าไพ ปิ่นกำลังสวมเขาให้แก อีกไม่นานปิ่นคงทำเหมือนที่เคยทำ ฉันบอกแล้วสันดานคนมันแก้ไม่หายหรอก”

ทิวพนมโต้แย้งเพื่อนทันที “ฉันไม่เชื่อว่าปิ่นจะทำอย่างนั้น ทุกคนคงอคติกับปิ่นไม่เคยเปลี่ยนเลย ถ้าปิ่นไม่คิดจะรักฉันจริงคงไม่ยอมมาอยู่ในบ้านนี้หรอก ผู้หญิงคนไหนจะยอมเสียชื่อเสียเกียรติมานอนบ้านผู้ชาย โดยไม่ผ่านการแต่งงานเหมือนอย่างปิ่น”

“ที่ป้ากับตาเลอพูดให้ฟัง ไม่ใช่จงใจใส่ร้ายใคร แต่พูดไปตามที่เห็นและได้ยินมา อาจใช้เป็นสัญญาณเตือนให้เราเตรียมใจ ถ้าวันหนึ่งไม่เป็นไปตามที่หวัง ผู้หญิงบางคนก็หน้าด้านกว่าที่เราคิดไว้มากนะ ตาทิวจะเชื่อหรือไม่เชื่อพวกเราก็ตามใจ แค่บอกให้รู้ ถ้าเก็บไว้มันคงอึดอัด ขอแค่ได้พูดไปเท่านั้นเอง” รำไพเป็นผู้ยุติบทสนทนาที่อาจจะรุนแรงขึ้นระหว่างชายหนุ่มสองคน

เสียงของสุนัขเห่าดังมาถึงข้างใน เขาลุกขึ้นยืนเพราะไม่อยากคุยต่อ เดินไปดูผู้มาเยือนที่ยังยืนอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าบ้าน

“โอเลี้ยงหยุดเห่าได้แล้ว ทำไมยังจำกันไม่ได้สักที” ทิวพนมบอกสุนัขที่หยุดเห่าเมื่อได้ยินเสียงเขา

“ปิ่นนึกว่าวันนี้ทิวไปทำงาน” ปิ่นสุดาทักขึ้นเมื่อเห็นเขาออกมาเปิดประตูให้

“ทำไมปิ่นกลับมาเร็ว บอกว่าจะไปห้าวันไม่ใช่เหรอ” เขาอดไม่ได้ที่จะถามถึงสิ่งที่ยังสงสัย ตั้งแต่แรกเห็นหญิงสาวยืนอยู่หน้าบ้าน

“บริษัทให้ปิ่นกลับมาเร็วกว่ากำหนด พอดีงานส่วนของปิ่นเสร็จเร็ว”

“ทำไมไม่โทรบอกกันก่อน เมื่อกี้เราก็โทรหาปิ่น แต่ปิ่นไม่รับโทรศัพท์กันเลย” เขาตัดพ้อหล่อน

“จริงเหรอ ปิ่นขอดูโทรศัพท์ก่อน” หญิงสาวล้วงมือหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าขึ้นมาดู “จริงด้วย พอดีปิ่นปิดเสียงปิดระบบสั่นไว้ ไม่รู้หรอกว่าใครโทรเข้ามาบ้าง ขอโทษด้วยนะ”

ปิ่นสุดาเดินนำเข้าไปในบ้าน ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าหล่อนแค่แกล้งเล่นละครไปตามน้ำ เพราะความจริงนั้นตั้งใจไม่รับโทรศัพท์ของเขา ยามอยู่กับเสี่ยซึ่งกำลังนั่งรอหล่อนในรถยนต์ส่วนตัว ที่จอดไว้ไม่ห่างจากบ้านของเขามากนัก

“ทำไมกลับเร็วจัง นึกว่าจะไม่กลับมาแล้ว” รำไพพูดขึ้นเมื่อเห็นหน้าหญิงสาว

ปิ่นสุดาไม่คิดเลยว่าจะเจอคนทั้งสามนั่งอยู่ในบ้าน ทำได้แค่ยืนส่งยิ้มให้

จากนั้นทิวพนมก็บอกเหตุผลที่สองพี่น้องมาอยู่ที่นี่ให้หญิงสาวหมดความสงสัย “พอดีเราจะไปทานข้าวกลางวันกันข้างนอก เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ปิ่นไปกับพวกเรานะ”

ถ้าเขาหันไปมองผู้เป็นป้าและเพื่อนชายที่นั่งบนโซฟา คงเห็นสีหน้าไม่พอใจชั่วครู่ ยามที่เขาเอ่ยชวนปิ่นสุดา

“ปิ่นขอไม่ไปดีกว่า นั่งรถมายังรู้สึกเพลียอยู่เลย เมื่อคืนก็สรุปงานทั้งคืน นอนดึกด้วย ปิ่นขอพักผ่อนดีกว่านะ” ปิ่นสุดาพยายามทำเสียงให้ดูเหนื่อยล้า และทำเป็นง่วงหงาวหาวนอน แต่ในใจนั้นโล่งอกขึ้นมาทันทีที่จะไม่มีใครอยู่บ้านหลังนี้

“นั่นสิ เราเห็นปิ่นหน้าซีดดูไม่ค่อยดี ปิ่นขึ้นไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวเราจะซื้อของโปรดมาให้กิน”

“ขอบคุณมากนะ สำหรับทุกอย่างที่ทิวมีให้ปิ่น” หญิงสาวจับมือเขามากุมไว้และยิ้มให้เขาด้วยใจจริง

ทิวพนมยิ้มรับคำของหล่อนเช่นกัน

“พวกเราไปทานข้าวกันดีกว่า ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว มัวแต่ยืนคุยกัน เลยเที่ยงมานานแล้ว” เลอมานพูดแทรกและเดินผ่านเขากับหล่อนไปยังหน้าบ้าน

“เราไปก่อนนะ ปิ่นพักผ่อนเยอะๆ ถ้ารู้สึกไม่ค่อยดีก็โทรมาบอกเราได้ จะพาไปหาหมอ ปิ่นไม่น่าโหมทำงานหนักเลย” เขาบอกปิ่นสุดา จากนั้นก็เดินตามหลังรำไพกับมาลินทร์ไปขึ้นรถของเพื่อนชาย

ทิวพนมไม่รู้เลยว่า ยามที่นั่งรถห่างออกไปจากบ้านนั้น คนที่บอกว่าอ่อนเพลียก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันใด

ปิ่นสุดารีบขึ้นไปบนห้องที่เคยใช้นอน ทำสิ่งที่ตั้งใจไว้อย่างเร็วรี่ราวกับกลัวเขาจะย้อนกลับมา หล่อนไม่คิดจะบอกกล่าวกับชายหนุ่มที่ดีต่อกันเสมอมาและคาดว่าพอทิวพนมกลับถึงบ้านคงได้รู้เอง

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น หล่อนทำเพื่อตัวเอง เพราะถึงเวลาที่รอคอยเสียที อีกทั้งปิ่นสุดาได้เอ่ยขอบคุณเขาไปแล้วเช่นกัน ชีวิตของหล่อนต่อจากนี้ คงสุขสบายมีเงินมีทองใช้สมความปรารถนา

 



Don`t copy text!