ลามิลืม บทที่ 25 : จะทำใจได้วันไหน?

ลามิลืม บทที่ 25 : จะทำใจได้วันไหน?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

มาลินทร์รู้แน่ชัดถึงวันที่เขาผิดหวังในความรักอีกครา ทั้งที่คิดว่าทิวพนมต้องมีชีวิตรักแสนสุขสม หากเพียงไม่กี่เดือนก็เป็นดั่งที่พี่ชายคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ความห่วงใยที่มีให้เขาคงเทียบเท่าหรืออาจจะมากกว่าที่พี่ชายคอยห่วงใยความรู้สึกเพื่อน

หลังจากเลอมานวิ่งตามเขาออกไป ฝากให้หล่อนอยู่ดูแลรำไพ ผู้หญิงสองคนที่อยู่ในบ้านได้ยินเสียงพูดคุยกันของสองหนุ่มตรงหน้าทางเข้าบ้าน แต่จับใจความไม่ได้เลย แม้อยากออกไปปลอบประโลมคนกำลังเศร้าใจ แต่ต้องคอยอยู่ในบ้าน ให้เพื่อนคุยกันน่าจะรู้เรื่องมากกว่า พอไม่นาน มาลินทร์แว่วได้ยินเสียงรถยนต์ของพี่ชาย เมื่อเดินไปดูตรงหน้าบ้านก็ไม่มีทั้งคนทั้งรถ

หล่อนนั่งอยู่เคียงข้างรำไพ ไม่ให้กังวลใดๆ เพราะสองคนนั้นรู้ใจกันดีและให้วางใจว่าพี่ชายจะนำทิวพนมคนเดิมกลับมาได้แน่นอน อย่างที่รับปากไว้ก่อนออกไป

มาลินทร์จึงรับหน้าที่เป็นคนทำอาหารง่ายๆ ให้แก่ตัวเองและรำไพ แต่ด้วยความเป็นห่วงหลานชายที่จวนจะค่ำมากแล้ว ก็ยังไม่กลับบ้านเสียที ทำให้รำไพกินอะไรไม่ค่อยลงคอ พลอยทำให้หล่อนก็เป็นเช่นเดียวกัน อาหารจึงพร่องไปเล็กน้อย จนรำไพชวนหล่อนคุย

“ป้าก็คิดไว้แล้ว นางคนนั้นไว้ใจไม่ได้ สุดท้ายเป็นอย่างนั้นจริงๆ ดีนะที่เรื่องเกิดขึ้นเร็ว ถ้ายังปล่อยไปเป็นปีๆ ตาทิวคงเจ็บหนักกว่านี้อีก ได้รู้ธาตุแท้ของมันก็ดีเหมือนกัน แต่ป้าไม่อยากพูดถึงอีกหรอก จะเปลืองน้ำลายไปเปล่าๆ” ก่อนที่มาลินทร์จะเอ่ยขึ้น รำไพก็ยังพูดต่อ “ตอนแรกที่ป้ารู้ว่านางคนนั้นเก็บข้าวของออกจากบ้าน ก็นึกว่าจะเอาพระพุทธรูปในห้องพระไปด้วย ตอนอยู่บ้านป้าแอบเห็นมันจ้องตาเป็นมัน เรื่องนี้ป้าไม่เคยเล่าให้ใครฟังหรอกนะ แต่ก็โชคดีที่มันไม่เอาติดตัวไปด้วย สงสัยมันจะร้อนถ้าได้จับพระ”

“แต่พี่ปิ่นคงมีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้นะคะ” มาลินทร์เสนอความคิดของตัวเอง ทำเป็นไม่สนใจเรื่องที่รำไพเอื้อนเอ่ย

“จะมีเหตุผลอะไร แค่ตั้งใจมาหลอกให้ตาทิวหลงรักแล้วก็ทิ้งไป ตอนแรกที่ตาเลอเล่าเรื่องของนางคนนั้นให้ฟัง ป้ายังรู้สึกทะแม่งๆ คนเราอยู่ดีๆ จะมาเจอกันง่ายๆ ช่างเหมาะเจาะอะไรขนาดนั้น มันต้องวางแผนมาก่อน”

หล่อนไม่ออกความเห็นใดๆ อีกเลยเกี่ยวกับปิ่นสุดา พยายามกล่าวถึงเรื่องอื่นที่พอนึกขึ้นได้ นั่งคุยกันจนถึงเวลาสามทุ่ม รำไพก็ขอตัวไปอาบน้ำและนอนพักผ่อน ส่วนหล่อนเปิดโทรทัศน์ไว้ให้ทำลายความเงียบระหว่างรอพี่ชายกลับมาบ้านหลังนี้ นอกจากเสียงทีวีที่ใช้เป็นเพื่อนได้แล้ว ก็ยังมีแมวที่นอนขดตัวบนโซฟา มาลินทร์นั่งลูบหัวและเกาคางกาแฟเผื่อแก้เบื่อได้บ้าง แต่ความพะวงยังมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย ทิวพนมจะเป็นเช่นไร พี่ชายจะพาเขาไปถึงไหน คงไม่ได้ไปตามหาปิ่นสุดา

พอเวลาสี่ทุ่มครึ่ง แม้จะมีเสียงคนพูดคุยกันในโทรทัศน์ ก็ยังได้ยินเสียงรถยนต์ตรงหน้าบ้านดังแทรกเข้ามา มาลินทร์รีบเดินออกดูผู้มาเยือน ก็มองเห็นพี่ชายกำลังเปิดประตูหน้าบ้าน โดยมืออีกข้างกำลังประคองคนที่หล่อนเป็นห่วงเป็นใย

เลอมานพาทิวพนมเดินเข้าไปในบ้าน หากโอเลี้ยงก็ยังเข้ามาพันแข้งพันขาชายหนุ่มสองคน คนที่ยังมีสติดีอยู่ก็คอยไล่สุนัขไม่ให้ขวางทางเดิน ส่วนอีกคนที่ดูเหมือนจะทรงกายไหวบ้างไม่ไหวบ้าง ยังโบกไม้โบกมือทักทายโอเลี้ยง จนหล่อนต้องเดินเข้าไปช่วยประคองทิวพนม

“พี่เลอพาพี่ทิวไปกินเหล้ามาเหรอคะ” มาลินทร์ถามพี่ชายทันที ที่เห็นสภาพเขาคล้ายคนเมา

“พี่ไม่ได้พาไปกินเหล้า ให้กินแค่เบียร์ก็เมาแล้ว จะได้ไม่เตลิดไปไหน ลินช่วยพี่พาเข้าบ้านเถอะ”

หล่อนกับเลอมานช่วยกันพาคนที่เดินตุปัดตุเป๋เข้ามาในบ้านจนถึงชั้นสอง จากนั้นเขาก็เหมือนคนที่พร้อมจะเข้าสู่ห้วงนิทราตลอดเวลา สองพี่น้องจึงต้องรีบนำตัวเจ้าของห้องนอนวางลงบนเตียง

“ป้าไพเป็นไงบ้าง” เลอมานถามน้องสาว

“เข้านอนตั้งแต่สามทุ่มแล้ว คงกังวลนิดหน่อย เพราะเป็นห่วงพี่ทิว แต่คงเบาใจที่พี่ทิวมีพี่เลออยู่ด้วย”

“ลินออกไปนอกห้องก่อนก็ได้ พี่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้มัน ลินไปเอาน้ำใส่กะละมังมาเช็ดตัวให้มันด้วยนะ จะได้สบายตัว ให้นอนในสภาพนี้คงไม่ไหว”

มาลินทร์ทำตามคำบอกของพี่ชาย เมื่อเข้ามาในห้องนอนของเขาอีกทีพร้อมกับกะละมังใส่น้ำ คนที่อยู่นอนบนเตียงสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เป็นที่เรียบร้อย

“ลินอยู่ที่นี่ไปก่อน พี่จะไปเอาเสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวมาให้ คงไม่มีอะไรหรอก เดี๋ยวพี่ก็กลับมาแล้ว” เลอมานอยากให้หล่อนอยู่กับเขาเพียงสองคน หลังจากพูดจบก็เดินออกไปจากห้อง

เพียงไม่นาน หล่อนก็ได้ยินเสียงรถยนต์ของพี่ชายดังอยู่ไกลๆ

มาลินทร์เริ่มลงมือใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามแขนขาและใบหน้าของทิวพนม

หล่อนเคยเห็นและเคยได้ยินจากข่าว คนที่ผิดหวังกับความรัก หลายคนเสียใจมากมายจนแทบหมดสภาพเหมือนทิวพนม ทว่าบางคนเศร้าแค่คืนเดียว วันรุ่งขึ้นก็สดใสได้เหมือนเดิมอย่างเช่นพี่ชายของหล่อน

หากพรุ่งนี้เขารู้สึกตัว จะเป็นอย่างไรบ้าง หล่อนก็ยังไม่รู้เลย

ช่วงที่รอให้พี่ชายมาถึงบ้านหลังนี้ มาลินทร์ยังนั่งเฝ้าทิวพนมอยู่ไม่ห่าง ชายหนุ่มนอนแน่นิ่งอยู่ในท่าเดิม หล่อนกลัวว่าเขาอาจจะเพ้อละเมอคร่ำครวญถึงหญิงสาวที่ทิ้งกันไป แต่ก็ไม่มีให้ได้ยิน รวมทั้งกลัวเขาจะตื่นมาอาเจียนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนเตียงนอนเหมือนที่เคยเห็นในละครก็ยังไม่เกิดขึ้น จนเลอมานมาพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ซึ่งใส่เสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของน้องสาว

“พี่คิดดูแล้ว พรุ่งนี้ลินลางานอีกสักวัน มาเฝ้ามันดีกว่า ส่วนมันก็คงต้องลางาน ดูจากสภาพแล้วตื่นไปขึ้นเวรไม่ไหวหรอก ลินอยู่ที่นี่ ป้าไพก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก ไหนจะทำงานบ้าน ไหนต้องดูแลมันอีก ถ้าลินมาช่วยคงเบาแรงป้าไพได้มาก เมื่อกี้ที่พี่เข้ามาในบ้านเจอป้าไพด้วย ป้าไพให้ลินไปนอนด้วยกัน ลินอยู่ที่นี่ได้ใช่ไหม”

มาลินทร์รับฟังพี่ชาย โดยไม่มีคำคัดค้านใดๆ ผงกศีรษะเป็นคำตอบ

“ไปอาบน้ำอาบท่าแล้วเข้านอนเถอะ ปล่อยมันไว้อย่างนี้แหละ ตื่นอีกทีคงพรุ่งนี้เช้า มันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว พอได้เบียร์เต็มที่ก็หลับปุ๋ย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครอีก พี่ขอกลับไปนอนบ้านดีกว่า พรุ่งนี้ต้องไปทำงาน ถ้ามีอะไรก็โทรมาบอกแล้วกัน” เลอมานจูงแขนน้องสาวให้ออกมาจากห้องนั้น ยื่นกระเป๋าส่งให้หล่อน

“พรุ่งนี้เช้า ถ้าพี่ทิวตื่นมาอาละวาดหรือโวยวายอีก ลินจะทำยังไง” มาลินทร์ถามพี่ชายถึงเรื่องกังวลใจ

“ไม่หรอก พี่ว่ามันน่าจะเข้มแข็งขึ้นมาได้เร็วกว่าคราวก่อน พวกพี่คุยกันแล้ว จนมันคงคิดอะไรได้บ้าง อย่าห่วงเลย พี่เชื่อว่ามันจะกลับมาเป็นคนเดิมไม่นานหรอก วันพรุ่งนี้อาจจะมีเศร้าบ้างก็เป็นปกติกับการถูกผู้หญิงหักอก คงไม่ตีโพยตีพายหรือเตลิดไปไหนหรอก ลินจับตาดูไว้ก็ดี เผื่อไม่ใช่อย่างที่พี่คิด” เลอมานพูดจบก็หัวเราะในลำคอ

มาลินทร์ยิ้มนิดๆ ให้พี่ชาย

เลอมานยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องสาว “ถือว่ามันคือพี่ชายของลินและยังช่วยเบาแรงป้าไพด้วย เผื่อสักวัน มันอาจจะเห็นลินในสายตาบ้างก็ได้”

“พี่เลอพูดอะไร ลินก็มองพี่ทิวเป็นพี่ชาย เหมือนพี่เลอ”

“จริงเหรอ ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ย ถึงพี่ไม่อยู่ก็รู้ว่าลินหน้าแดง ตอนที่เช็ดตัวให้มันใช่ไหมล่ะ” เลอมานอดไม่ได้ที่จะแซวน้องสาว

“พี่เลอกลับไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องทำงาน เดี๋ยวก็ตื่นสายหรอก ลินจะไปอาบน้ำแล้วเข้านอนเหมือนกัน พรุ่งนี้คงเจองานหนักยิ่งกว่าเป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์ในโรงพยาบาลแน่ๆ แต่ต้องมาเป็นผู้ช่วยป้าไพคอยดูหลานชาย”

มาลินทร์กลบเกลื่อนความเขินอายที่พี่ชายรู้ทัน โดยถือกระเป๋า รีบก้าวขาลงบันไดไปยังห้องนอนของรำไพ

หล่อนเข้านอนด้วยความห่วงใยและกังวลว่าเมื่อตื่นขึ้นมาทิวพนมจะเป็นเช่นไร หล่อนจะรับมือได้มากน้อยแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ต้องทำให้เต็มที่เพื่อให้เขาหายโศกเศร้าและกลับมาเป็นพี่ชายคนเดิมของหล่อน

พอนึกถึงตอนที่เช็ดตัวให้ชายหนุ่ม มาลินทร์ก็หลับไปพร้อมกับรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าอย่างคนมีความสุขใจกับการได้ชิดใกล้ และทำเพื่อเขาเพียงแค่เล็กน้อยก็อาจจะเกินพอกับคนที่แอบรักอยู่ฝ่ายเดียว

 

 หล่อนตื่นตั้งแต่เช้ามืด เมื่อรู้ว่าไม่ได้นอนอยู่ในบ้านตัวเอง รีบเข้าห้องน้ำและล้างหน้าล้างตา มาลินทร์เดินขึ้นบันไดไปดูชายหนุ่มที่ยังนอนหลับไม่รู้เนื้อรู้ตัวคงเป็นอย่างที่พี่ชายบอกไว้ จากนั้นหล่อนก็ไปทางหลังบ้าน ช่วยรำไพทำกับข้าวให้ทันใส่บาตรพระที่เดินบิณฑบาตผ่านหน้าบ้าน

หลังจากใส่บาตรเสร็จเรียบร้อย เดินเข้ามาในบ้านก็เจอทิวพนมนั่งอยู่ด้านหน้าจอโทรทัศน์ ด้วยท่าทางคอพับคออ่อนเหมือนคนที่อยากจะนอนต่อ เพียงแค่ย้ายจากเตียงมานั่งบนโซฟาไม้เท่านั้นเอง

หล่อนเดินเข้าไปหาชายหนุ่ม ส่วนรำไพเดินไปเก็บของในครัว มาลินทร์ยืนจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อย ช่างน่าขันคนที่อยู่ตรงหน้าซึ่งนั่งสัปหงกหลายหนทั้งที่ยังหลับตา

เหมือนทิวพนมจะรับรู้ว่ามีคนมายืนอยู่ใกล้ๆ ก็ลืมตาขึ้นมองด้วยอาการสะลึมสะลือ พอรู้ว่าหล่อนคือใครก็เอ่ยปากถาม

“เลอไปไหนล่ะ”

“พี่เลอกลับไปนอนที่บ้านค่ะ ตอนนี้คงจะเตรียมตัวออกไปทำงาน พี่เลอให้ลินมานอนค้างที่นี่ คอยจับตาดูพี่ทิวให้ดีค่ะ”

ทิวพนมหัวเราะในลำคอ เมื่อนึกถึงเพื่อนชายที่ห่วงใยเขามากมาย “เลอคงเป็นห่วงพี่น่ะสิ แต่พี่ไม่ทำอะไรหรอก ถึงเจ็บแต่ก็ยังไหว เคยเจ็บมาก่อนแล้ว เจ็บอีกสักครั้งจะเป็นไรไป”

“กินซะ ป้าชงมาให้จะได้ตาสว่าง คุยกันได้รู้เรื่อง” รำไพวางแก้วกาแฟบนโต๊ะเตี้ยตรงหน้าเขา

ทิวพนมจับแก้ว ค่อยๆ ยกขึ้นดื่มเพราะยังร้อนกรุ่นอยู่

รำไพพูดขึ้น เมื่อหลานชายยังตั้งใจดื่มกาแฟให้หมดแก้ว “ป้าไม่รู้หรอกว่าตาทิวจะเสียใจมากแค่ไหน แต่ที่ป้ารู้คือตาทิวมีเพื่อนที่ดี ถ้าเมื่อคืนไม่ได้ตาเลออยู่ด้วย ป่านนี้ป้าก็คงไม่ตื่นมาเจอหลานชายในบ้านหรอก”

“ผมขอโทษที่ทำให้ป้าต้องเป็นห่วง แค่ตั้งหลักไม่ทัน ยังรับไม่ค่อยได้ที่ต้องเจอแบบนี้ ต้องขอบคุณเลอที่คอยเตือนสติไม่ให้เผลอทำอะไรลงไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ” ทิวพนมพูดขึ้น เมื่อดื่มกาแฟจนหมดแก้ว

“อีกกี่วันตาทิวจะทำใจได้ ป้าไม่รู้หรอก แต่อยากให้เข้มแข็งในเร็ววัน ชีวิตคนยังต้องดำเนินไป เผื่อได้เจอผู้หญิงที่ดีกว่านั้นอีกหลายเท่า อย่าเอาตัวเองหรือหัวใจไปจมอยู่กับผู้หญิงเพียงคนเดียว ควรมีสติกับทุกเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา อย่าเอาตัวไปผูกกับอดีตให้มาก ยอมรับความจริงให้ได้ก็พอ” รำไพพูดจบก็ลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปทางหลังบ้าน

“พี่เลอบอกว่าวันนี้ให้พี่ทิวกับลินลางานอีกหนึ่งวัน พี่ทิวจะขึ้นไปนอนต่อก็ได้นะคะ”

“พี่ขอนั่งพักตรงนี้ ลินจะไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ” ทิวพนมบอกหล่อน

มาลินทร์ใช้เวลาไปกับการทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ สักพักก็กลับมายังพื้นที่ที่ใช้นั่งเล่น แต่ไร้ตัวชายหนุ่มที่เคยนั่งบนโซฟา หล่อนรีบขึ้นบันไดไปดูในห้องนอนของเขาก็ยังไร้วี่แววของทิวพนม ด้วยความร้อนใจ หล่อนรีบวิ่งลงบันไดไปหารำไพในครัว

“ป้าไพเห็นพี่ทิวไหมคะ” หล่อนถามขึ้นทันทีที่เห็นหน้ารำไพซึ่งกำลังเตรียมอาหารอยู่เพียงผู้เดียว

“ไม่ได้นั่งอยู่หน้าทีวีเหรอ เมื่อกี้ป้ายังเห็นนั่งตรงนั้นอยู่เลย ถ้าไม่มีคงขึ้นไปนอนในห้องก็ได้”

“ไม่มีค่ะ ลินไปดูมาหมดแล้ว”

“อ้าว! แล้วหายไปไหนล่ะ คนทั้งคน”

สิ้นเสียงคนที่ยังทำอาหารอยู่ในครัว มาลินทร์รีบวิ่งออกไปดูตรงหน้าบ้าน ก็ยังไม่มีคนที่กำลังตามหาตัว หากประตูเหล็กดัดถูกเปิดทิ้งไว้ อีกทั้งเห็นโอเลี้ยงนั่งอยู่นอกเขตบ้าน ความเป็นห่วงท่วมท้น เมื่อคิดว่าทิวพนมออกไปจากบ้าน เพราะรองเท้าของชายหนุ่มก็หายไปด้วย

มาลินทร์รีบเดินเข้าไปหยิบโทรศัพท์มือถือต่อสายถึงพี่ชาย

“พี่เลอ พี่ทิวหายไปจากบ้าน น่าจะออกไปข้างนอก ลินจะทำยังไงดี” หล่อนบอกพี่ชายด้วยความกระวนกระวายใจ

“ปล่อยมันไป” เลอมานบอกเพียงแค่นั้น ก็กดวางสาย

มาลินทร์ออกมานั่งอยู่หน้าบ้าน คิดไปต่างๆ นานา ที่ทิวพนมหายไปอาจออกไปตามหาหญิงสาวผู้นั้น หรือเขาจะเสียใจจนไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว ถ้านั่งเฝ้าเขาไว้ไม่ห่างก็คงไม่คลาดสายตาเช่นนี้

ระยะเวลาครึ่งชั่วโมงที่หล่อนจมอยู่ในความคิดตัวเองและพร่ำโทษตัวเองเรื่อยไป พอมองไปที่ประตูเหล็กดัดหน้าบ้านอีกที ก็ปรากฏตัวของชายหนุ่มที่อยู่ในความนึกคิด โอเลี้ยงวิ่งไปรับหน้าก่อนหล่อนที่วิ่งเข้าไปหาทิวพนมเช่นกัน

“พี่ทิว ใช่พี่ทิวจริงๆ ด้วย” หล่อนพูดขึ้นด้วยความโล่งใจ

“ก็ใช่น่ะสิ ลินมานั่งทำอะไร พี่ถามแค่นี้ ทำไมต้องร้องไห้ด้วย”

มาลินไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำตาไหลออกมาได้ยังไง ทั้งดีใจและห่วงแสนห่วงคนตรงหน้า

“ลินกลัวพี่ทิวจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว” หล่อนตอบพลางเช็ดน้ำตา

“นี่บ้านของพี่ พี่จะไม่กลับมาได้ยังไง อย่าขี้แยหน่อยเลย”

“ลินเป็นห่วงพี่ทิว ยิ่งตอนนี้กำลังเสียใจ กลัวพี่ทิวจะออกไปตามหาพี่…” มาลินทร์หยุดคำพูดไว้แค่นั้น เพราะไม่แน่ใจจะเอ่ยนามของหญิงผู้นั้นให้เขาได้ยินดีหรือไม่

“เลิกขี้แยได้แล้ว พี่แค่เดินออกไปข้างนอก ยืดเส้นยืดสายเท่านั้นเอง คิดอะไรเพลินๆ ด้วย แต่ขอบคุณนะที่เป็นห่วงพี่ ครั้งนี้พี่เข้มแข็งมากแล้ว พี่ก็รู้ตัวเหมือนกัน…อ้าว! พี่ยิ่งพูด ลินก็ยิ่งร้องไห้ใหญ่โตเลย”

มาลินทร์ได้ยินคำของเขาก็อดดีใจไม่ได้ที่เขาทำใจได้เร็วกว่าที่คิดไว้ หญิงสาวเช็ดน้ำตากับแขนเสื้อ

“ไม่ต้องร้องนะ พี่ไม่เป็นอะไรหรอก อกหักแค่นี้ยังไหว เจ็บแค่เมื่อวาน วันนี้สบายดี ดูหน้าดูตาของพี่สิเศร้าบ้างหรือเปล่า” ทิวพนมพยายามจ้องหน้าหล่อน

หากมาลินทร์ไม่ทันตั้งตัวที่อีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หัวใจก็สั่นไหวมากกว่าที่เคยเป็นและออกอาการเขินอายขึ้นมาทันใด

“อย่าหลบหน้าพี่สิ” ทิวพนมท้วงขึ้น เมื่อหญิงสาวหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน เขายังพูดต่อ “จะได้รู้ว่าพี่ไม่เสียใจหรือคิดมากแล้ว” เขาเดินตามหลังหล่อนไป

มาลินทร์ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ความห่วงใยก็ยังมีเปี่ยมล้น หล่อนต้องจับตามองเขาทุกเวลา เพราะยังไม่เชื่อสนิทใจกับคำพูดของชายหนุ่ม อาจแค่พูดให้หล่อนสบายใจก็ได้

อาหารมื้อเช้าซึ่งเป็นข้าวต้ม ผ่านไปเป็นที่เรียบร้อย ทิวพนมขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหล่อนก็เช่นกัน หากต้องรีบจัดการตัวเองให้เสร็จโดยด่วนเพื่อจะมานั่งเฝ้าไม่ให้ทิวพนมออกจากบ้านไปไหนไกลอีกแล้ว

คนที่เพิ่งถูกทิ้งอาจมีอารมณ์ชั่ววูบ เมื่อยังทำใจไม่ได้ หรือคิดจะทำอะไรที่ขาดสติ มาลินทร์ไม่อยากให้เขาเป็นเช่นนั้น

ทิวพนมเดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน หากไม่ได้เดินมาที่โซฟาซึ่งมีหล่อนนั่งอยู่ก่อนแล้ว เขาเดินออกไปนอกบ้าน มาลินทร์ซึ่งเตรียมตัวรออยู่ก็เดินตามหลังไป จนทิวพนมมาหยุดยืนข้างรถยนต์ของตนเองแล้วมองหญิงสาวที่อยู่ด้านหลัง

“จะตามพี่มาทำไม ลินไปนั่งพักหรือนอนเล่นจะดีกว่า”

“พี่ทิวจะไปไหนคะ” หล่อนถามออกไป ด้วยสีหน้านิ่งเฉย

“วันนี้พี่ไม่ได้ขึ้นเวรก็ว่าง อยากขับรถออกไปไหนต่อไหน ไม่อยากอยู่บ้านให้เห็นภาพเดิมๆ”

มาลินทร์พอจะเข้าใจเหตุผลของชายหนุ่ม “แต่พี่เลอให้ลินเฝ้าดูพี่ทิว” หล่อนอ้างถึงพี่ชายแล้วก็นึกขึ้นมาได้ “วันนี้พี่ทิวไปไหน ลินก็จะไปด้วยค่ะ”

“อยากไปก็ไปสิ แต่เข้าไปบอกป้าไพก่อนว่าพวกเราจะออกไปข้างนอกด้วยกัน”

มาลินทร์วิ่งไปบอกรำไพที่นั่งอยู่ในบ้าน แล้วรีบวิ่งออกมาหาเขาซึ่งยังยืนคอยอยู่ที่เดิม

“ไปบอกเร็วจัง ป้าไพรู้เรื่องหรือเปล่า กลัวพี่จะไม่รอละสิ”

หล่อนไม่ตอบโต้ด้วยคำใดๆ เปิดประตูด้านข้างคนขับแล้วเข้าไปนั่งในรถ เพราะกลัวเขาไม่ให้ไปด้วย ถ้าขึ้นรถช้ากว่านี้

พอนั่งรถออกมาได้สักพัก พี่ชายก็โทร.เข้ามา มาลินทร์กดรับสาย เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้รับรู้

“พี่บอกแล้ว ยังไงมันต้องกลับมาบ้าน ถึงให้ปล่อยมันไป ถ้าไม่มั่นใจก็เฝ้ามันต่อไปแล้วกัน” เลอมานหัวเราะปิดท้าย ก่อนจะวางสาย

“พี่นี่แย่มากเลยนะทำให้ทุกคนต้องเป็นห่วง” ทิวพนมเอ่ยขึ้น หลังจากได้ยินหล่อนสนทนากับพี่ชาย

“ไม่หรอกค่ะ แค่ทุกคนไม่อยากให้พี่ทิวเสียใจหรือผิดหวังมากไป อยากให้พี่ทิวทำใจได้เร็วๆ ทุกคนจึงเป็นห่วงพี่ ไม่ว่าจะเป็นป้าไพ พี่เลอ หรือลิน”

คนที่ขับรถอยู่นั้นไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา มาลินทร์ก็เอ่ยต่อ “พี่เลอรู้ใจพี่ทิวจริงๆ นะคะ”

“พี่ต้องขอบคุณเลอที่เป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ พี่เสมอ คอยเตือนสติ คอยฉุดรั้งไม่ให้พี่เผลอทำเรื่องไม่ดีกับตัวเอง ถ้าพี่ไม่มีเลอเป็นเพื่อน ป่านนี้พี่ก็คงเป็นอะไรไปมากกว่านี้ก็ได้”

“ไม่ว่าพี่ทิวจะเจอปัญหาอะไร อย่างน้อยข้างกายพี่ทิวก็ยังมีป้าไพ มีน้องเทียน มีพี่เลอ และยังมีลิน วันนี้พี่ทิวจะไปไหนเหรอคะ”

สายตาของชายหนุ่มยังจับจองทางข้างหน้า หากปากก็ขยับตอบคำถามของหล่อน “พี่ยังไม่รู้ว่าจะไปไหน อยากออกมาขับรถเล่นไปเรื่อยๆ บางทีการที่พี่ได้ขับรถเหมือนได้ปลดปล่อยหรือได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น”

มาลินทร์ได้แต่นั่งฟังคำกล่าวของชายหนุ่มระหว่างที่ขับรถไปตามเส้นทางโดยไม่มีจุดหมาย

“ครั้งนี้พี่ยังไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมพี่ถึงหายเศร้าได้เร็วกว่าคราวก่อนที่ถูกปิ่นทิ้งไป อาจเป็นเพราะพี่เสียใจหนักมากมาครั้งหนึ่งแล้ว พอมาเจออีกทีก็คงชิน พี่จึงกลับมาเข้มแข็งได้เร็วขึ้น เพียงแค่เมื่อวานที่พี่เหมือนคนขาดสติ เพราะเหตุการณ์มันเกิดเร็วแบบที่เราไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้ ทั้งที่ปิ่นก็ดูเหมือนจะจริงจัง แต่สุดท้ายก็ทิ้งพี่ไป บางทีพี่ต้องขอบคุณปิ่นนะที่กลับมาทำให้พี่หูตาสว่าง แท้จริงแล้วสำหรับบางคนนั้นเงินทองมีค่ามากกว่าความรักที่พี่มีให้ก็ได้ ซึ่งต่างจากพี่ที่คิดว่าความรักไม่ว่าจะรักแบบคนรัก เพื่อนหรือพี่น้อง ต่อให้ไม่มีเงินทอง ความรักก็ยังมีค่ามากกว่าเสมอ ปิ่นกลับมาคบกับพี่ครั้งนี้ทำให้ใจของพี่ที่เฝ้ารอนั้นถูกปลดเปลื้องไปจนหมดสิ้น พี่คงไม่รอปิ่นอีกแล้ว การที่เรามารักตัวเองดีที่สุด แต่พี่ก็ไม่ได้ปิดตายหัวใจเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว”

“แสดงว่าถ้าพี่ทิวเจอผู้หญิงที่ชอบพี่ ก็คงจะเปิดใจให้ทำความรู้จักกันใช่ไหมคะ” มาลินทร์ถามขึ้นด้วยความสงสัยและพอจะเข้าใจคำกล่าวของเขา

“ก็คงใช่ แต่ไม่ใช่ในเร็ววันนี้หรอก พี่ขออยู่กับตัวเองน่าจะมีความสุขกว่า ที่จะไปหวังกับใครแล้วก็ผิดหวังอีก อย่างที่เลอบอกก็ได้ว่าคนที่ใช่อาจจะมาให้เราพบเจอเองโดยที่ไม่ต้องออกตามหา”

“ถ้าพี่ทิวจะอยู่กับตัวเอง ลินก็จะอยู่กับพี่ทิวไปอย่างนี้ค่ะ” หล่อนเผลอพูดออกไป พอมาคิดทบทวนก็เอ่ยต่อ “พี่เลอ ป้าไพ น้องเทียน ก็จะอยู่กับพี่ทิวจนกว่าจะได้พบผู้หญิงที่ใช่สำหรับพี่ทิว”

“เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว เพราะลินก็เหมือนน้องสาวของพี่อีกคนหนึ่ง ส่วนเลอก็เป็นยิ่งกว่าเพื่อนยิ่งกว่าพ่อของพี่อีก บางทีพี่ก็คิดนะ ถ้าเลอมีเมีย ความสำคัญของพี่จะลดลงหรือเปล่า”

“เดี๋ยวลินจะลองถามพี่เลอให้ ระหว่างเมียกับเพื่อน จะให้ความสำคัญใครมากกว่ากัน” มาลินทร์หัวเราะออกมา

“หรือในอนาคต ถ้าพี่เจอผู้หญิงที่มาชอบพี่ พี่อาจลองเปิดใจให้เขาก็ได้ ลินว่าดีไหม เผื่อบางทีเรียนรู้กันไป ความรักอาจเกิดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องชอบกันตั้งแต่แรกเห็น”

คำกล่าวที่ได้ยินเหมือนจะเข้าทางหล่อน ทั้งที่ใจจริงอยากจะตะโกนบอกดังๆ ว่าก็ลองดูคนใกล้ๆ ตัวสิคะ เพราะหล่อนก็เป็นคนหนึ่งที่แอบชอบเขามาเนิ่นนาน แอบบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ของความรักไว้ในใจค่อยๆ ดูแลจนเติบโตเป็นต้นรักโดยที่เขาไม่เคยรู้เลย

มาลินทร์ทำได้เพียงหันหน้าไปยิ้มให้ทิวพนม แล้วเอ่ยขึ้น “ถ้าวันหนึ่งพี่ทิวเจอผู้หญิงคนนั้น ลองเปิดใจให้เขาก็ได้ค่ะ” หล่อนสนับสนุนความคิดของเขา อีกทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสให้ตัวเอง ทั้งที่รู้ดีว่าถึงยังไงก็ไม่เคยอยู่ในสายตาของเขา เพราะเป็นเพียงแค่น้องสาวเสมอมา

อย่างน้อยความกังวลก็เริ่มหมดไป เมื่อชายหนุ่มแปรความผิดหวังจากหญิงผู้นั้นมาเป็นรักตัวเองและไม่จมจ่ออยู่กับความทุกข์นานหลายวัน

อีกไม่กี่วัน คนที่นั่งขับรถอยู่ตอนนี้จะกลับมาเป็นคนเดิมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น เมื่อต้องเจอกับการจากลา

มาลินทร์ไม่รู้เลยว่าอนาคตจะมีผู้หญิงอีกคนมาแอบชอบทิวพนมซึ่งไม่ใช่แค่หล่อนเพียงคนเดียว เขาจะยอมเปิดใจเรียนรู้กับหญิงสาวคนใหม่หรือไม่ ถ้าเขาทำตามที่พูดไว้ โอกาสของหล่อนก็จะหมดไป เมื่อคนที่เขาจะปลูกต้นรักร่วมกันนั้นไม่ใช่หล่อนอีกตามเคย

 



Don`t copy text!