ลามิลืม บทที่ 28 : สัตว์สื่อรักช่วยได้หรือไม่?

ลามิลืม บทที่ 28 : สัตว์สื่อรักช่วยได้หรือไม่?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

ทิวพนมกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่หัวใจมีอิสระอีกครั้ง ไม่ต้องไปยึดติดหรือนึกถึงใครมาได้เกือบเดือนแล้ว ทั้งที่คิดว่าต้องใช้เวลานานกว่านี้เพื่อให้หายเศร้า แต่ทุกวันนี้ความระทมทุกข์ก็แทบไม่หลงเหลือ เมื่อมองย้อนกลับไปอาจเป็นเพราะตัวเขาเองที่ตั้งความหวังโดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดเหมือนกัน พอนึกถึงก็เป็นเรื่องน่าขันมากกว่าที่จะมัวจมจ่ออยู่กับความโศกเศร้าหรือเสียดายคนที่ทอดทิ้งกันไป

สิ่งที่ทำให้เขากลับมาไม่รู้สึกรู้สากับเหตุที่เกิดขึ้นได้เร็วนั้น คงเป็นการงานที่มีความสุขกับการรักษาสัตว์และได้เจอรอยยิ้มจากเจ้าของสัตว์ยามเห็นสัตว์เลี้ยงหายป่วย รวมทั้งยังมีผู้เป็นป้าและเพื่อนชายที่คอยเอาใจใส่ดูแลกัน

ยิ่งช่วงนี้เหมือนเขาต้องทำตัวติดกับเลอมานตลอดเวลา บางทีเพื่อนก็อาจจะคิดมากไป คงกลัวเขาจะพลั้งเผลอทำอะไรเหมือนแต่ก่อน หากทิวพนมรู้ดีว่าแผลที่เคยเจ็บ บัดนี้หายสนิทแทบไม่มีรอยแผลเป็นให้เห็นอีกแล้ว เหมือนปิ่นสุดากลับมาลบรอยแผลนั้นมากกว่าที่จะสะกิดแผลเก่าให้เขาจดจำไปจนวันตายอย่างที่ใครต่อใครเข้าใจ

เขาเพิ่งรู้เหตุที่เคยคิดปิดตายหัวใจเพราะยังหวังให้ปิ่นสุดากลับคืนมา แต่พอได้หวนกลับมาคบกันก็ยังทิ้งเขาไปอีกครา หัวใจที่ย่อยยับครั้งก่อนจึงได้เรียนรู้และฟื้นตัวได้เร็ว เขาได้ใจดวงเดิมคืนมา ไม่ถูกปิดตายจนไม่คิดจะมองผู้หญิงคนอื่น

ทุกวันนี้เขามีความสุขกับงานและผู้คนรอบข้างก็เพียงพอแล้ว

โดยเฉพาะช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ได้รู้จักตติยา เขาก็ได้พบหน้าหล่อนเกือบทุกวัน ยิ่งสามวันก่อน ในทุกวันหญิงสาวจะมาพร้อมกับสัตว์เลี้ยงตัวน้อยเพื่อให้เขาตรวจสุขภาพร่างกายและแนะนำการเลี้ยงกระต่าย

ตติยาตั้งใจไปหาซื้อสัตว์สักตัวมาเลี้ยงไว้เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าไปใกล้ชิดนายสัตวแพทย์ทิวพนม จึงลงตัวที่กระต่ายตัวจ้อยขนสีขาวปุกปุย พอได้มาพบหน้ากันทุกวัน หล่อนรู้สึกถึงความเป็นกันเอง ยิ่งได้รู้จักก็ยิ่งหลงรัก จนมองไม่เห็นเลยว่ามีใครอีกคนที่สนใจหล่อนมากกว่าชายหนุ่มที่หล่อนพยายามทำตัวสนิทสนม

ส่วนทิวพนมนั้นก็ยินดีที่จะได้รู้จักและสานสัมพันธ์กับหล่อนซึ่งไม่ต่างจากน้องสาวคนหนึ่ง แต่ตติยามุ่งหวังตีสนิทเพื่อเรียนรู้นิสัยใจคอของเขา ซึ่งอาจคบกันฉันคนรักในอนาคต เมื่อหล่อนรู้ว่าเขานั้นเป็นผู้ชายที่ดีและยังไม่เจ้าชู้ ความตั้งใจที่จะมาศึกษางานในโรงพยาบาลจึงแปรเปลี่ยนเป็นมาหาคนดามใจ ถ้าหล่อนคบกับคนใหม่ คนเก่าอาจจะเลิกตามตอแยเสียที

หญิงสาวเข้ามาหาเขาพร้อมกับกระต่ายในอ้อมแขนตามเวลาปกติ

“วันนี้ตันหยงพาซันไชน์มาให้พี่ทิวตรวจดูร่างกายอีกค่ะ” ตติยาบอกเขาทันทีที่เจอหน้ากัน แล้ววางกระต่ายไว้บนโต๊ะตรวจ

“ไม่ต้องพามาหาพี่ทุกวันก็ได้ ถ้าซันไชน์ไม่มีอาการผิดปกติก็คงแข็งแรงดี” เขาบอกหล่อนด้วยน้ำเสียงสดใสเมื่ออย่างเคย แม้ในใจจะไม่เห็นด้วยที่อุ้มกระต่ายมาพบเขาติดต่อกันเป็นวันที่สี่

“ไม่ได้หรอกค่ะ เผื่อซันไชน์เป็นอะไรขึ้นมาคงรักษาได้ทัน ถ้าเป็นอะไรร้ายแรง ตันหยงคงเศร้าแย่”

กระต่ายตัวน้อยขนสีขาวที่เขาเคยให้คำแนะนำแก่หญิงสาวถึงวิธีเลี้ยงดู กำลังเดินต้วมเตี้ยมไปมาอยู่บนโต๊ะ

การเลี้ยงกระต่ายก็เหมือนกับสัตว์เลี้ยงทั่วไป ถึงแม้จะเลี้ยงไม่ยาก หากขาดการเอาใจใส่ดูแลก็อาจจะส่งผลเสียกับกระต่ายได้เช่นกัน ดังนั้นจึงมีความแตกต่างจากสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ซ่อนอยู่ เช่นกระต่ายจะเป็นสัตว์ที่ตื่นตกใจง่าย เจ้าของต้องสร้างความคุ้นเคยให้กับมัน ซึ่งหญิงสาวตรงหน้าคงทำได้ดี จากวันแรกที่นำซันไชน์มาพบเขานั้นต้องใส่กรงและมีอาการตื่นกลัวคนอย่างเห็นได้ชัด แต่วันนี้กระต่ายช่างนิ่งสงบ ไม่ค่อยจะกลัวหล่อนกับเขาแล้ว

ตติยาสามารถจับหรืออุ้มกระต่ายด้วยวิธีที่ถูกต้องตามคำที่เขาเคยแนะนำ การจับกระต่ายจะไม่ดึงหูสองข้างของมัน เพราะใบหูกระต่ายนั้นมีเส้นเลือดและเส้นประสาทจำนวนมาก ถ้าไปดึงส่วนหู ก็จะสร้างความเจ็บปวดได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากกระต่ายดีดตัวเพราะตื่นตกใจ อาจทำให้กระดูกสันหลังเคลื่อน มีโอกาสเป็นอัมพาตได้เช่นกัน วิธีจับกระต่ายที่ถูกต้องคือมือข้างหนึ่งช้อนบริเวณหน้าอกหรือใต้ขาหน้าของกระต่าย ส่วนมืออีกข้างช้อนตรงก้นหรือสะโพก แล้วอุ้มกระต่ายให้ชิดตัวคนอุ้มเพื่อป้องกันมันดีดตัวในตอนที่ตื่นกลัว ก็จะไม่เกิดอันตรายกับกระต่ายได้

นอกจากวิธีจับกระต่ายแล้ว ทิวพนมยังแนะนำการแปรงขนให้กระต่าย ซึ่งต้องแปรงทุกวันหรือสองถึงสามครั้งภายในหนึ่งอาทิตย์ การแปรงขนนั้นจะทำให้ขนที่ตายแล้วหลุดออกมา ถ้าหากไม่มีการแปรงขนให้กระต่ายเลย เมื่อกระต่ายเลียตัวเพื่อทำความสะอาด เศษขนก็จะเข้าไปในระบบทางเดินอาหารจนเกิดโรคก้อนขนอุดตันในทางเดินอาหาร จะทำให้กระต่ายท้องอืดและมีโอกาสเสียชีวิตได้ รวมทั้งการตัดเล็บให้กระต่าย จะไม่ตัดในส่วนสีชมพูเพราะจะทำให้กระต่ายเจ็บ

หากสิ่งสำคัญที่เขาเคยบอกผู้เลี้ยงกระต่ายทุกคนคือเรื่องอาหารการกิน หญ้าจะเป็นอาหารที่ดีที่สุดของกระต่าย ต้องให้ในปริมาณที่มากกว่าอาหารใดๆ หรือใช้เป็นอาหารหลักก็ว่าได้ ส่วนอาหารเม็ดหรือผักผลไม้ต่างๆ ควรใช้เป็นอาหารเสริม

หญิงสาวเคยถามว่าทำไมต้องเป็นหญ้า เขาตอบว่าเพราะระบบทางเดินอาหารของกระต่ายนั้นมีหน้าที่ย่อยหญ้าเป็นหลัก ตอนที่กระต่ายกินหญ้า ฟันของกระต่ายจะเกิดการสบกันจนได้รูปและจะมีการสึกหรอทำให้กระต่ายนั้นไม่มีฟันที่ยาวจนเกินไป กระต่ายเป็นสัตว์ที่ฟันจะงอกยาวตลอดเวลา ถ้ากระต่ายไม่เคี้ยวหญ้าเลย การสบของฟันก็จะไม่เกิดขึ้น หากเป็นเช่นนั้น ฟันก็จะยาวขึ้นเรื่อยๆ เข้าไปทิ่มแทงเหงือกจนเกิดแผลหรือเกิดการอักเสบได้ ส่งผลให้กระต่ายไม่อยากกินอาหาร อีกทั้งหญ้าจะช่วยให้ระบบทางเดินอาหารของกระต่ายทำงานได้ดีกว่าการกินอาหารอื่นๆ

ถ้าให้กระต่ายกินแต่อาหารเม็ดอย่างเดียว การสบของฟันจะไม่เหมือนการกินหญ้า ฟันจะไม่สึกหรอและจะงอกยาวได้

ไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ดหรือพืชผักชนิดต่างๆ ที่ให้กระต่ายกินเข้าไป ระบบย่อยอาหารจะทำงานได้ไม่เต็มที่เหมือนกับหญ้า ส่งผลให้ระบบขับถ่ายของกระต่ายไม่มีประสิทธิภาพ อาจมีเศษอาหารหลงเหลือในลำไส้จนเกิดการหมักหมมซึ่งไปอุดตันในลำไส้ กระต่ายจึงเกิดท้องอืดจนร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตก็เป็นได้

วิธีสังเกตกระต่ายว่าป่วยหรือไม่ ก็ดูง่ายๆ ว่ากระต่ายขับถ่ายหรือไม่ หรือกินอาหารได้ไหม

“วันนี้ซันไชน์กินได้ตามปกติไหม หรืออึปกติหรือเปล่าครับ” เขาเอ่ยถามตติยา

“เท่าที่ตันหยงเห็น ซันไชน์ก็กินทั้งวัน อึทั้งวันค่ะ”

คำตอบของหญิงสาวที่เขาได้ยินบ่อยครั้งก็แสดงว่ากระต่ายตัวที่อยู่ตรงหน้านั้นยังมีสุขภาพดี หากเขาก็ดูตาว่ามีขี้ตาติด หรือมีน้ำมูกไหลไหม ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติเหมือนกับทุกวันที่ได้เจอกระต่ายตัวจ้อย

“ซันไชน์อึออกมาเหมือนที่เคยเห็นไหมครับ” เขาถามหล่อนอีก

“ตันหยงเห็นในกรงที่บ้าน อึของซันไชน์ก็เป็นก้อนเล็กๆ นะคะ เหมือนที่เคยนำมาให้พี่ทิวดู”

การดูอุจจาระของกระต่ายสามารถช่วยบอกสุขภาพของกระต่ายได้เช่นกัน หากเป็นอย่างที่ตติยาบอก แสดงว่าระบบทางเดินอาหารของกระต่ายก็อยู่ในเกณฑ์ดี

“ตันหยงคอยสังเกตอึของซันไชน์ ถ้ามีอะไรต่างไปจากที่เคยนำมาให้พี่ดู ไม่ว่าจะเหลว แฉะหรือแห้งจนเกินไป มีมูกขาวหรือเป็นน้ำต้องพามาให้หมอดูนะ” เขาเน้นย้ำกับหล่อน

“ไม่ต้องห่วงค่ะ ตันหยงจะพาซันไชน์มาตรวจร่างกายทุกวันที่พี่ทิวขึ้นเวรอยู่แล้ว”

“พาซันไชน์มาพบพี่ ตอนที่มีอาการผิดปกติก็พอครับ อย่าทำขนาดนั้นเลย”

“ไม่ได้ค่ะ ตันหยงอยากให้ซันไชน์คุ้นเคยกับพี่ทิว พอได้เจอกันทุกวัน ดูไม่ค่อยจะกลัวพี่ทิวแล้วนะคะ แต่บางครั้งซันไชน์จะกระทืบเท้าให้ตันหยงเห็น ไม่รู้มันเป็นอะไร”

“คงไม่เป็นอะไรหรอกครับ ถ้าซันไชน์กระทืบเท้าแสดงว่ามันกำลังไม่พอใจบางอย่าง”

“จริงเหรอคะ กระต่ายก็ไม่สบอารมณ์เป็นเหมือนคนด้วย ตันหยงต้องไปดูแล้วว่าซันไชน์กระทืบเท้าวันที่ไม่ได้เจอพี่ทิวหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นคงต้องอุ้มมาพบหน้าพี่ทิวทุกวันแน่เลย ถึงจะพอใจที่ได้เจอหน้าหมอหล่อ” ตติยาพูดหยอกเขา ปิดท้ายด้วยเสียงหัวเราะในลำคอให้กับความคิดของตัวเอง

ทิวพนมได้แต่ยืนนิ่งเฉย ไม่ได้แย้มยิ้มไปตามคำกล่าวนั้น

เหตุผลที่ตติยาตั้งชื่อกระต่ายเพศเมียว่าซันไชน์ เพราะการได้เจอทิวพนมเหมือนค้นพบแสงสว่างสดใสในชีวิต กระต่ายตัวนี้เปรียบเสมือนสัตว์สื่อรักให้แก่หล่อนกับเขาได้คบหากันในอนาคต

ชายหนุ่มจำเป็นต้องตรวจสุขภาพของกระต่ายบนโต๊ะตรวจแบบขอไปที เพราะกระต่ายมีท่าทีกระปรี้กระเปร่าเหมือนทุกเย็นที่ได้เจอกันก่อนเลิกงานอย่างเช่นเวลานี้

“ซันไชน์มีสุขภาพโดยรวมดีมากครับ ตันหยงก็อย่าลืมเรื่องที่พี่เคยแนะนำไป โดยเฉพาะอาหารของกระต่าย” ทิวพนมสรุปผลการตรวจของกระต่ายเพื่อให้หล่อนออกไปจากห้อง เขาจะได้เตรียมตัวเลิกงาน ถ้าเขาไม่ติดธุระหรือมีเคสฉุกเฉินเข้ามาจนต้องอยู่ถึงค่ำ ก็จะไปกินข้าวเย็นกับรำไพซึ่งรออยู่ที่บ้าน

“ไม่ลืมค่ะ” ตติยารับคำด้วยรอยยิ้มกว้างแล้วเอ่ยต่อ “วันนี้พี่ทิวไปไหนต่อหรือเปล่าคะ ถ้ายังไม่รู้จะไปไหน ไปกินข้าวกับตันหยงไหมคะ”

ระยะเวลาที่ผ่านมา ทิวพนมเคยรับประทานอาหารกับตติยาเพียงครั้งเดียว โดยมีสองพี่น้องไปร่วมโต๊ะด้วย แต่ไม่เคยไปกันเพียงสองคน หล่อนชักชวนเขาเสมอเมื่อสบโอกาส แต่เขามักจะมีข้ออ้างตลอด

ทิวพนมรู้อยู่แก่ใจ ตติยาคือคนที่เลอมานแอบชอบและคิดสานสัมพันธ์มานาน เขาจะไม่ผิดใจกับเพื่อนเพราะหญิงผู้นี้แน่นอน

ช่วงไม่กี่วันมานี้ เขาแอบเห็นเพื่อนมีแววตาเศร้าสร้อย ยามมองหล่อนทำตัวใกล้ชิดสนิทกับเขา แต่เขายังรักษาท่าทีและเพิ่มระยะห่างกับหญิงสาว หากเขาไม่รู้เลยว่าการกระทำของตนนั้น ตติยาตีความว่าเขาเป็นคนให้เกียรติผู้หญิงซึ่งเพิ่มความประทับใจในตัวเขามากยิ่งขึ้น

เสียงเคาะประตูคือเสียงสวรรค์ที่ถูกจังหวะ ช่วยต่อเวลาให้เขาหาคำแก้ตัวเพื่อไม่ให้ดูจงใจที่จะปฏิเสธคำชวนของหญิงสาว

มาลินทร์เข้ามาหาเขา หากมีสีหน้าซีด ดูอ่อนเพลียไม่เหมือนเมื่อก่อน และยังมีแววตาเศร้าไม่ต่างจากพี่ชาย เขายังหาสาเหตุที่มาลินทร์เป็นเช่นนี้ไม่ได้

ตั้งแต่วันที่ตติยาเข้ามาในชีวิตเขา มาลินทร์ก็รู้ได้ทันทีว่าทิวพนมมีผู้หญิงคนใหม่มาพัวพัน จึงมีเรื่องให้ต้องขบคิดอยู่ทุกวัน จนกินไม่ค่อยได้หรือนอนไม่ค่อยจะหลับ เพราะเป็นกังวลที่ชายสองคนซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันอาจจะต้องมาแตกหักเพราะผู้หญิงคนเดียว ไม่ใช่เรื่องที่ตนจะหมดโอกาสเป็นคนในหัวใจของเขา

มาลินทร์จะได้ยินเลอมานพูดให้ฟังเสมอว่าตันหยงคงชอบทิวพนม ถึงพี่ชายไม่บอก ก็พอจะมองเห็นพฤติกรรมของตติยาได้ชัดเจนซึ่งตั้งใจทอดสะพานให้ทิวพนม

เมื่อมาลินทร์รู้ว่าตติยาอยู่ในห้องตรวจของทิวพนมก็ต้องรีบเข้ามาเป็นบุคคลที่สาม หากที่ทำลงไปนั้น แม้จะท่องไว้ว่าทำเพื่อพี่ชายและให้ความสัมพันธ์ของเพื่อนยังคงอยู่ หากรอยยิ้มกับความสนิทสนมของคนทั้งสองที่อยู่ในห้องก็ทำให้หัวใจปวดแปลบขึ้นมาได้เช่นกัน

“ลินนั่นเอง มีธุระอะไรกับพี่ทิวเหรอ” ตติยาเอ่ยถามผู้เข้ามาใหม่

พอเขาเห็นหน้ามาลินทร์ ความคิดที่จะหลีกเลี่ยงคำชวนของหญิงสาวตรงหน้าก็บังเกิดขึ้น “ถึงเวลาแล้วใช่ไหม ลินมาพอดีเลย เคสแมวตัวนั้นเป็นยังไงบ้าง พวกเราไปดูกันดีกว่า”

มาลินทร์ยังทำตัวไม่ถูกกับสิ่งที่เขาเอ่ย

หากทิวพนมไม่รอให้มาลินทร์ตอบรับคำของเขา ก็หันหน้าไปบอกตติยา “พี่ขอตัวไปดูเคสแมวป่วยก่อนนะครับ พรุ่งนี้ไว้เจอกันใหม่ ไม่ต้องรอพี่หรอก เคสนี้คงใช้เวลานานกว่าจะดูอาการและรักษาจนเสร็จ ใช่ไหมลิน”

เขาถามมาลินทร์โดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย ทำเป็นสาละวนกับการหยิบอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสัตว์ป่วยแล้วก้าวขามุ่งหน้าไปทางประตูห้อง

“พรุ่งนี้เจอกันก็ได้ค่ะพี่ทิว” ตติยาพูดขึ้น ซึ่งไม่ได้คิดมากกับเรื่องที่เขานำมาอ้างเพื่อหนีหน้าหล่อนเพราะคิดว่าคำพูดเขาเป็นเรื่องจริงและยังเชื่อสนิทใจว่าทิวพนมควรค่าแก่การคบหาฉันคนรัก

ทิวพนมออกมาจากห้องตรวจได้สำเร็จ โดยมีมาลินทร์ตามหลังมาด้วยความงุนงง ปล่อยให้ลูกสาวเจ้าของโรงพยาบาลกับกระต่ายอยู่ในห้องตรวจของเขาได้ตามใจชอบ

เมื่อชายหนุ่มเดินมาถึงห้องสัตว์ป่วยที่อยู่ในความดูแลของตน เขาก็พ่นลมหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันหน้าไปเอ่ยกับผู้ช่วยสัตวแพทย์สาว

“พี่ไม่รู้จะทำยังไง ต้องใช้ลินกับเด็กๆ ของพี่เป็นข้ออ้าง ไม่อย่างนั้นตันหยงต้องตามพี่ไปถึงบ้านแน่ๆ”

มาลินทร์เพิ่งเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด นึกขันกับสิ่งที่เขาทำลงไป ด้วยการสร้างเรื่องขึ้นมาโดยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วยเลย และน่าขันยิ่งกว่านั้นที่ต้องคิดมากกลัวเพื่อนจะมาชอบผู้หญิงคนเดียวกัน บัดนี้มาลินทร์รู้แล้วว่าทิวพนมคงไม่คิดกับตติยาเหมือนที่พี่ชายของตนคิดแน่นอน

“หัวเราะอะไร ไม่ตลกนะ อยากเลี่ยงก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะเป็นลูกสาวเจ้าของโรงพยาบาล พี่กลัวโดนไล่ออก เห็นทำตัวดีด้วยพี่ก็ดีตอบ แต่ไม่คิดเลยจะเป็นถึงขนาดนี้” เขาได้ยินเสียงขำขันเบาๆ จากมาลินทร์ก็อดถามไม่ได้

“ลินขำพี่ทิวที่หาทางหนีตันหยง อย่าบอกนะคะ พอพี่ผิดหวังจากพี่ปิ่น ก็ไม่คิดจะคบกับผู้หญิงอีกเลย”

“คิดอะไรพรรค์นั้น พี่ยังชอบผู้หญิงอยู่นะ เพียงแต่ตันหยงคือคนที่เลอชอบและคิดหวังมานานแล้ว แปลกนะคนที่ชอบก็ไม่ชอบตอบ เหมือนจะทำตัวมาชอบพี่ซะงั้น”

“แล้วพี่ทิวชอบตันหยงหรือเปล่าคะ ถ้าพี่เลอยอมยกให้พี่ทิว” มาลินทร์ถามด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ กับคำตอบของเขา

“ไม่หรอก พี่รู้ว่าตันหยงกับพี่เข้ากันไม่ได้เลย ตอนนี้คงเป็นความหลงที่ได้เจอพี่ พอหมดความหลงก็คงจะเลิกยุ่งกับพี่เอง ตอนนั้นตันหยงจะได้รู้ว่ายังมีเลออีกคนที่รักตันหยงจริง ช่วงนี้พี่ก็ต้องทนๆ ไปก่อน”

มาลินทร์นึกในใจ ทั้งที่เขาก็อยากให้คนอื่นเห็นว่ามีคนที่รักจริงคอยอยู่ หากเขาเองก็ไม่เคยรู้ว่าหล่อนนั้นเฝ้าคอยให้เขามองเห็นเช่นเดียวกัน

“ไหนๆ เข้ามาหาเด็กๆ ของพี่แล้ว ก็เดินดูอาการไปเลยแล้วกัน ถือว่าฆ่าเวลารอให้ตันหยงกลับไปก่อน” ทิวพนมเอ่ยต่อ เมื่อมาลินทร์ยังไม่พูดอะไรเลย “พี่รู้นะว่าช่วงนี้เลอคงโกรธพี่ที่สนิทกับตันหยง จึงไม่มาเจอหน้าพี่บ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน พี่ยังไม่ได้บอกมันสักที ฝากบอกเลอด้วยแล้วกัน ว่าพี่คิดกับตันหยงเป็นแค่น้องสาวเหมือนลิน ไม่เคยคิดอะไรไปมากกว่านั้น”

มาลินทร์แค่รับฟัง จากนั้นก็เดินตามหลังเขาดูสัตว์ป่วยจำพวกแมวในกรงที่ขังไว้ พลางคิดว่าเมื่อไหร่เขาจะมองเห็นเป็นอย่างอื่นที่มากกว่าน้องสาวเสียที

พี่น้องสองคนนี้คงมีเรื่องหนึ่งที่คล้ายกันคือรอวันให้อีกฝ่ายมองเห็นว่ามีคนที่รักกันจริงเฝ้าคอยอยู่เคียงข้างมาเนิ่นนาน ซึ่งวันไหนจะมองเห็นกันก็ยังไม่รู้เลย

ภายในห้องตรวจของนายสัตวแพทย์ทิวพนม ตติยากับกระต่ายที่นั่งมองหน้ากันตาแป๋วก็ยังรอเจ้าของห้องให้กลับมาเมื่อเสร็จงาน เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงประตูห้องก็ถูกเปิดออก โดยมีผู้ที่หล่อนยกให้เป็นพี่ชายอีกคนเดินเข้ามาในห้อง

“พี่เลอนั่นเอง ตันหยงก็นึกว่าเป็นพี่ทิว” หล่อนเอ่ยทันทีที่หันหน้าไปมอง แล้วเห็นเป็นเลอมาน

“ตันหยงเองเหรอ ทิวไปไหนล่ะ” เลอมานหน้าเศร้าลงเล็กน้อย เมื่อเห็นหญิงสาวอยู่ในห้องทำงานของเพื่อน

“ไปดูแมวป่วยกับลินค่ะ ตันหยงว่าจะรออีกสักพัก แต่คิดว่าคงอีกนานอย่างที่พี่ทิวบอกไว้”

“มาหาทิวทำไมล่ะ หรือว่าพาซันไชน์มาตรวจร่างกาย ถึงพี่จะตรวจแต่หมา กระต่ายพี่ก็ตรวจได้เหมือนกัน นานๆ ทีจะมีมาให้ตรวจ พี่ดูให้ก็ได้นะ” เลอมานเดินเข้าไปหากระต่ายขนสีขาวทั้งตัว

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่ทิวตรวจเรียบร้อยแล้ว พี่เลอเลิกงานแล้วไปไหนต่อไหมคะ ไปทานข้าวกับตันหยงไหม” ตติยาเอ่ยถาม แม้จะไม่ได้ไปกับทิวพนม แต่ถ้ามีเลอมานไปด้วยกันก็ดีกว่านั่งกินข้าวคนเดียว เพราะเลอมานก็ดีกับหล่อนมาตลอด ถือว่าเป็นการขอบคุณสำหรับไมตรีที่มีให้ และนานๆ ทีที่จะไปกินข้าวกับอีกฝ่ายเพียงสองคน

“ตันหยงชวนพี่จริงๆ เหรอ” เลอมานมีน้ำเสียงสดใสกว่าเดิม

“ค่ะ ตอนแรกจะมาชวนพี่ทิว แต่พี่ทิวติดงาน ไปกับพี่เลอก็ได้” ตติยายอมรับออกมาตรงๆ ไม่อ้อมค้อม

แม้เลอมานจะดีใจกับคำชวน แต่ก็เผลอน้อยใจที่หญิงสาวนำเขามาเป็นตัวแทนของเพื่อนชาย

เมื่อเลอมานยังนิ่งคิด ตติยาจึงทำเสียงเล็กเสียงน้อยออดอ้อนให้ไปกินข้าวด้วยกัน จนเลอมานต้องตอบตกลง

หากการไปรับประทานอาหารเย็นด้วยกันครั้งนี้ ระหว่างเลอมานกับตติยาอยู่ในสายตาคนบางคนตลอดเวลา ท่าทีหญิงสาวซึ่งดูจะสนิทสนมกับฝ่ายชายยิ่งนัก ทำให้คนที่แอบตามมาดูหล่อนนั้นเผลอกำมือด้วยความคับแค้นใจ

เพียงแค่เวลาสองอาทิตย์ ตติยาก็สนิทกับผู้ชายอื่นถึงเพียงนี้ ถ้าไม่ใช่หวานใจคนใหม่ก็คงคิดเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ หิรัณย์ที่ตั้งใจมาขอคืนดีอีกครั้งหลังจากวันนั้นที่ชวดไป หากได้มาเจอภาพบาดตาบาดใจ ซึ่งคิดอยู่แล้วว่าเหตุใดหญิงสาวถึงมั่นใจนักที่จะเลิกกันได้ ก็เพราะเจอที่หมายใหม่แล้วนี่เอง

แต่หิรัณย์ไม่มีวันปล่อยให้ตติยาหลุดมือไปเด็ดขาด หล่อนจะต้องกลับมาเป็นของเขา ไม่ใช่ของคนที่เข้ามาขวางในวันนั้น

วันนี้หิรัณย์ยอมถอยออกมาก่อน ปล่อยให้คนสองคนกินข้าวเย็นอย่างสำราญใจกันต่อไป ค่อยหาวิธีมาทวงอดีตสาวคนรักกลับคืนสู่ชีวิตอีกครั้ง พอยิ่งได้รู้ว่าจะสูญเสียหล่อนไป หิรัณย์ก็ยิ่งต้องการให้หญิงสาวกลับมาคบกันดังเดิม แม้จะต้องใช้วิธีที่โหดร้ายก็พร้อมลงมือเพื่อให้ได้ตามที่ปรารถนา

 



Don`t copy text!