ลามิลืม บทที่ 30 : ไม่เข้าใจกันแค่ไหน? ก็เพื่อนกัน

ลามิลืม บทที่ 30 : ไม่เข้าใจกันแค่ไหน? ก็เพื่อนกัน

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

ตติยาพยายามทำตัวสนิทสนมกับทิวพนมโดยการนำกระต่ายไปหาเขาเกือบทุกวัน ทว่าสิ่งที่หล่อนรู้สึกได้ เหมือนชายหนุ่มจะพยายามเว้นระยะห่างไม่ให้หล่อนเข้าใกล้มากเกินไป แม้จะได้รับความเป็นกันเองหรือไมตรีจากเขาก็ตาม

หล่อนกลับมานั่งทบทวนถึงการกระทำของตนเองที่ผ่านมาเป็นเดือนๆ บางทีทิวพนมอาจตั้งรับไม่ทันที่ผู้หญิงอย่างหล่อนเป็นฝ่ายรุกจนเกินไป จึงคิดเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ สงวนท่าที ไม่สนใจเขาแบบออกนอกหน้า หรือพยายามเข้าไปพูดคุยกับเขาเท่าที่จำเป็น และยังทำตัวสนิทกับเลอมานหรือเพื่อนของเขาเพื่อไม่ให้เห็นถึงความต่างในความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มทั้งสองคน จนทิวพนมยอมให้หล่อนเข้าใกล้มากขึ้น ระยะห่างที่ห่างไกลกันค่อยลดลงไป หวังว่าเขาคงคิดตรงกันในสักวัน

ช่วงนี้ทำให้หล่อนเหมือนจะไปไหนมาไหนกับเลอมานบ่อยครั้ง แม้ใจนั้นอยากไปกับทิวพนมมากกว่าก็ตาม แต่จะทำยังไงได้ ถ้าไม่ทำตัวติดกับใครสักคนก็กลัวแฟนเก่าจะเข้ามาตอแย เพราะเคยเห็นรถยนต์ของหิรัณย์จอดที่โรงพยาบาล หากไม่เคยเจอตัวอีกฝ่ายเลยสักครั้ง จึงคาดว่าหิรัณย์ยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวโรงพยาบาลเพื่อรอจังหวะเหมาะที่จะได้คุยกับหล่อนสองต่อสอง

ถ้าแฟนเก่ามาขอคืนดี หล่อนจะไม่หวนกลับไปทนเจ็บช้ำอีกแน่นอน เพราะได้เจอผู้ชายที่แสนดีอย่างทิวพนม เผื่ออนาคตจะได้เป็นแฟนกันอย่างที่หวังก็คงได้รับความรักความอบอุ่นเป็นพันเท่า ถ้าเทียบกับตอนที่คบกับหิรัณย์

ถ้าเขายังทำงานในโรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดูและยังโสดเหมือนปัจจุบัน ก็คงไม่ยากที่จะคว้าใจเขาได้ในวันหนึ่ง

วันนี้หล่อนขอมาเยี่ยมบ้านของเลอมานในวันที่เจ้าของบ้านหยุดทำงาน หากตัวน้องสาวนั้นก็ไปทำงานตามปกติ ตติยายังรู้อีกว่าทิวพนมก็ไม่ได้ทำงานเช่นกัน จึงขอให้เลอมานชวนมารับประทานอาหารกลางวันด้วยกันเพื่อไม่ให้น่าเกลียดที่ชายหญิงสองคนจะอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน แต่ขออย่าให้ทิวพนมรู้ว่าหล่อนจะมาร่วมโต๊ะอาหารเพราะกลัวเขาไม่ยอมมาพบกัน

เลอมานมีจิตใจแจ่มใสมากขึ้นทุกวัน ยามที่ได้ชิดใกล้หญิงสาวที่หลงรัก ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งรู้ว่าตนยังหลงใหลหล่อนไม่เสื่อมคลาย รวมทั้งหล่อนนั้นก็ดูจะใกล้ชิดสนิทกันยิ่งกว่าแต่ก่อน เลอมานจึงทำตามคำขอของตติยาโดยง่ายเพื่อเอาอกเอาใจหญิงสาว ชวนทิวพนมมากินข้าวเที่ยงที่บ้านซึ่งเป็นเรื่องปกติโดยไม่ได้บอกว่าวันนี้มีตติยาเพิ่มมาอีกคน

เลอมานมีอารมณ์ดีตั้งแต่เช้าจนถึงมื้ออาหารกลางวันเสร็จสิ้น แต่ต้องมีอารมณ์ขุ่นมัวเมื่อตติยาขอตัวกลับกับทิวพนม ทั้งที่เลอมานเป็นคนไปรับมาจากบ้านของฝ่ายหญิง แม้อยากจะทัดทาน สุดท้ายก็ตามใจหญิงสาวเช่นเคย

ส่วนทิวพนมก็แปลกใจที่เห็นตติยามานั่งร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านของเพื่อนชาย หากนึกขึ้นมาได้ ช่วงนี้หญิงสาวดูสนิทสนมกับเลอมาน ไม่ค่อยเข้าใกล้เขาจนโล่งใจมากขึ้น จึงคาดว่าตติยาคงเลิกคิดกับเขามากกว่าพี่ชาย หรือเพื่อนของเขาเพิ่งจะเข้าตา หล่อนอาจกำลังพัฒนาความสัมพันธ์ไปอีกระดับหนึ่ง ทว่าสิ่งที่ไม่เข้าใจคือเหตุใดเลอมานถึงไม่ยอมบอกกันสักคำว่าวันนี้มีตติยาร่วมกินข้าวด้วยกัน ถ้าเขารู้บางทีอาจจะไม่มา เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนชาย

หากแปลกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ หล่อนขอให้เขาไปส่งที่บ้าน จึงต้องขับรถไปบนเส้นทางตามคำบอกของตติยา เขายังจำสีหน้าสลดของเลอมานได้ดีตอนที่หญิงสาวขอติดรถเขากลับไปด้วยกัน ทั้งที่ตลอดเวลามื้ออาหารนั้นมีหน้าตาเบิกบานแจ่มใส เขาหวังว่าเลอมานจะไม่คิดมากจนโกรธเคืองกัน แล้วค่อยหาเวลาไปบอกกล่าวให้เพื่อนได้รู้ว่าระหว่างทางนั้นมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง

ขณะที่หล่อนนั่งอยู่ในรถข้างเบาะคนขับ ซึ่งมีชายหนุ่มที่แอบหมายปองเป็นผู้ขับ หล่อนพยายามเข้าเรื่องที่ต้องการกลับกับเขา เพราะอีกไม่กี่วันจะต้องไปงานแต่งงานของพี่ชายคนสนิท แต่กลัวจะไปเจอแฟนเก่าในงานจึงต้องหาผู้ชายสักคนไปงานนั้นด้วยกัน หากผู้ชายคนนั้นที่เล็งไว้ก็คือทิวพนม ทั้งที่พ่อเคยแนะนำให้ชวนเลอมานเพื่อจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่หล่อนขอตามใจตัวเองจึงคิดจะชวนเขา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นแผนการที่หล่อนคิดไว้ก่อนแล้ว เพื่อจะได้อยู่กับทิวพนมเพียงสองคนและหาโอกาสพูดถึงสิ่งที่ต้องการ

ตติยาขอให้ชายหนุ่มแวะร้านกาแฟข้างทางและชวนไปนั่งคุยกัน ทิวพนมยอมทำตาม แม้ใจอยากไปส่งหล่อนให้ถึงบ้านเร็วไว อย่างน้อยหญิงสาวก็ทำให้เขาเบาใจขึ้นมาได้บ้าง คงไม่คิดอะไรกับเขาจนเกินควร

“ตันหยงมีเรื่องจะขอความร่วมช่วยเหลือจากพี่ทิวค่ะ” ตติยาเริ่มพูดคุยกับเขา เมื่อลงนั่งที่โต๊ะ เล่าเรื่องราวที่จะไปร่วมงานวิวาห์ รวมทั้งเหตุผลที่ต้องขอให้เขาไปด้วยกัน จนทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่น่าเห็นใจ “พี่ทิวช่วยตันหยงได้ไหมคะ ไปงานแต่งด้วยกัน ตันหยงคิดไม่ออกจริงๆ จะให้ใครช่วย นอกจากพี่ทิว”

ทิวพนมนั่งฟังเรื่องราวอย่างใคร่ครวญและยังเห็นใจหญิงสาวที่กลัวแฟนเก่าจนต้องหาใครสักคนเพื่อป้องกันตนเอง

“พี่คิดว่าอาจจะไม่เหมาะนะ ถ้าพี่จะไปกับตันหยง พี่ไม่รู้จักเจ้าของงาน เจ้าของงานก็ไม่ได้เชิญพี่ มันดูไม่ควร และพี่ก็ไม่ใช่ญาติของตันหยง” เขาอ้างถึงเหตุผลที่สมควร

“พี่ทิวเหมือนพี่ชายของตันหยง ไปกับตันหยงได้ไหมคะ ถือว่าไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา ตันหยงแค่ไปแสดงความยินดีกับบ่าวสาวแล้วก็กลับ ไม่อยู่นานหรอกค่ะ แค่อยากได้ความอุ่นใจที่ไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายเท่านั้นเอง”

แม้จะเห็นใจหญิงสาวที่นั่งทำเสียงเว้าวอน เขายังพอเห็นทางออกนั้นอยู่บ้าง โดยที่ไม่ต้องมีเขาไปร่วมงาน

“พี่คิดออกแล้ว ตันหยงลองไปชวนเลอสิ น่าจะเหมาะกว่าพี่” ทิวพนมพูดจบก็ใช้มือขวาจับแก้วกาแฟยกขึ้นมาดูดน้ำ ถ้าปล่อยให้น้ำแข็งละลายมากเกินไปก็อาจจะเสียรสชาติได้

“แต่ตันหยงอยากไปกับพี่ทิวมากกว่า พี่ทิวไปกับตันหยงนะคะ” หญิงสาวเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ข้างเขา แล้วเอ่ยต่อ “เอ๊ะ! พี่ทิวสวมแหวนด้วยเหรอคะ อยู่ที่บ้านพี่เลอ หรืออยู่ในรถ ตันหยงไม่ได้สังเกตเห็นเลย” หล่อนพูดจบ ก็ยังจ้องมองแหวนที่นิ้วของเขา

“แหวนวงนี้ พี่ไม่ค่อยสวมไปทำงานหรอก พี่จะใส่เฉพาะวันหยุด ตันหยงคงเคยชินที่ไม่มองมือพี่ พอวันนี้มองดูดีๆ ก็คงเห็นพี่สวมแหวน”

“เป็นแหวนหมั้นหรือเปล่าคะ แต่ไม่น่าจะใช่เพราะสวมที่นิ้วก้อยขวา พี่เลอก็เคยบอกว่าช่วงนี้พี่ทิวโสดสนิท” ตติยาถามเองตอบเอง

เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ “เป็นแหวนที่แม่ให้พี่ไว้” เขาแบมือขวา คว่ำมือให้หญิงสาวเห็นแหวนของเขา

ตติยายังอุทานออกมาอีก “เอ๊ะ! ตันหยงขอดูแหวนใกล้ๆ ได้ไหมคะ” หญิงสาวฉวยมือขวาของเขาเข้าไปใกล้ตา จ้องอยู่สักพักก็เอ่ยขึ้น “ตันหยงเคยเห็นอีกคนมีแหวนแบบเดียวกับแหวนวงนี้ค่ะ”

“ตันหยงรู้จักคนที่มีแหวนเหมือนพี่เหรอ เขาเป็นใคร” ทิวพนมถามด้วยความใคร่รู้

หากหญิงสาวไม่ตอบให้ตรงคำถาม “เขาบอกว่าเป็นแหวนที่พ่อมอบให้ เหมือนกับแหวนประจำตระกูล ทำนองนั้นนะคะ”

“ตันหยงพาพี่ไปหาคนคนนั้นได้ไหม” เขาเหมือนจะนั่งไม่ติดเก้าอี้ อยู่ดีๆ ก็เหมือนจะได้พบพ่อที่แท้จริง หลังจากถอดใจไปนานแล้ว

“ไปหาใครเหรอคะ”

“ก็คนที่มีแหวนเหมือนพี่ไง”

“อ่อ พี่วิชญ์ ตันหยงพาไปได้ค่ะ แต่พี่ทิวต้องไปงานแต่งกับตันหยง ถึงจะได้เจอเขา” หล่อนยิ้มขึ้นมาได้ เมื่อมีหนทางที่จะได้ควงทิวพนมเชิดฉายในงานคืนนั้น หากต้องรีบแก้ตัวไว้ก่อน “พี่ทิวอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะคะ ตันหยงไม่ได้เอาเรื่องแหวนนมาต่อรองเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ แต่คนที่มีแหวนเหมือนกับพี่ทิวอยู่ในงานนั้นพอดี พี่ทิวจะได้เจอพี่วิชญ์แน่นอนค่ะ ถ้าไปกับตันหยง”

แค่ขอให้เขาไปด้วยกันก็พอ ตติยายังไม่บอกให้รู้ว่าคนที่ทิวพนมอยากพบนั้นเป็นเจ้าบ่าวของงาน วันนั้นค่อยบอกก็ยังไม่สายไป

“ได้ พี่จะไปกับตันหยง” เขาตัดสินใจในทันที เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ขอบคุณมากนะคะพี่ทิว ตันหยงดีใจจังเลยค่ะ”

“อย่าลืมนะว่ารับปากพี่แล้ว จะพาไปหาคนที่มีแหวนเหมือนพี่ในงาน”

“ลืมได้ไงล่ะคะ เพราะแหวนทำให้พี่ทิวยอมไปกับตันหยง วันนั้นพี่ทิวสวมแหวนไปด้วยนะคะ จะได้ยืนยันว่าตันหยงพูดจริง ไม่ได้โกหก แต่แหวนเหมือนเป็นวงเดียวกันเลยค่ะ” หล่อนบอกวันเวลาและสถานที่จัดงานเป็นการทิ้งท้ายคำกล่าว

ถึงหญิงสาวไม่บอก ทิวพนมก็ตั้งใจสวมแหวนไปงานในวันนั้นแน่นอน ถ้าเป็นจริงดังคำกล่าวของตติยา อีกเพียงสามวัน เขาอาจจะได้พบพ่อแท้ๆ หรืออย่างน้อยคนที่ครอบครองแหวนเหมือนกับเขาซึ่งมาร่วมงานวันนั้นอาจนำพาให้เขาได้พบบิดาก็ได้

ทิวพนมจะได้พบคนที่อยากเจอหรือไม่ แต่การไปงานวิวาห์ในค่ำคืนนั้น คนที่ไม่คิดจะได้เจอกันอีกก็หวนมาพบกัน แล้วเขาจะทำเช่นไร

 

ชีวิตทิวพนม นอกจากคนในครอบครัวที่เป็นคนสำคัญในชีวิตแล้ว ก็ยังมีอีกคนหนึ่งซึ่งสำคัญที่ทำให้ชีวิตของเขาเป็นผู้เป็นคนมาจนถึงทุกวันนี้ คนคนนั้นคือเลอมาน

ตั้งแต่วันแรกที่ได้พบกัน ตอนเป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งพวกเขาก็ได้ผ่านเรื่องราวต่างๆ มาด้วยกันมากมาย โดยเฉพาะช่วงที่เขาผิดหวัง บอกช้ำจากความรักครั้งแรกที่ตั้งหวังไว้มาก ก็ได้เพื่อนอยู่เคียงข้าง ทิวพนมเคยคิดว่าถ้าในชีวิตไม่มีเลอมาน โลกในนี้อาจไม่มีเขาแล้วก็ได้ หรือปัจจุบันนี้ก็คงไม่ได้ทำงานเป็นสัตวแพทย์ เพราะการสูญเสียคนรักในตอนที่ใกล้สำเร็จการศึกษา เขาแทบขาดสติเกือบคิดประชดชีวิต แต่มีเพื่อนคอยฉุดรั้งให้เขากลับกลายเป็นคนเดิม ชีวิตนี้จึงได้พบมิตรแท้กับการคบเพื่อนอย่างเลอมาน

ยิ่งความผิดหวังครั้งล่าสุดที่ถูกผู้หญิงคนเดิมทิ้งไปโดยไม่มีคำร่ำลาหรือบอกเหตุผลกันสักคำ เขายอมรับว่าเจ็บปวดและเสียใจ แต่เพื่อนยังคอยระวังไม่ให้เขาคิดมากเหมือนอย่างที่เคย แทบจะไม่ปล่อยให้คลาดสายตาเลยก็ว่าได้ เลอมานเที่ยวไปฝากฝังรำไพและมาลินทร์ให้คอยสอดส่องดูแลเขาอยู่ไม่ห่าง จนเขาไม่เจ็บไม่เสียใจ ไม่คิดอะไรแล้วกับการถูกปิ่นสุดาทิ้งไป ทิวพนมกลับมาใช้ชีวิตอย่างสบายใจ มีความสุขกับงานประจำและผู้คนรอบข้างเพื่อรอให้คนที่ใช่เข้ามาในชีวิตอย่างที่เพื่อนย้ำให้ได้ยินเกือบทุกวันที่พบหน้ากัน

ทว่ายามนี้มีบางอย่างที่ทำให้เขาข้องใจจนต้องเดินไปหาเพื่อนสนิทที่ห้องทำงานของอีกฝ่าย หลังจากที่ได้พูดคุยกับมาลินทร์

‘วันนี้พี่ทิวกับพี่เลอทะเลาะกันหรือเปล่าคะ’ หล่อนทักเขา เมื่อปลอดเคสสัตว์ป่วยที่เข้ารับการรักษา

‘ก็ไม่นะ ทำไมลินถามพี่อย่างนั้นล่ะ’

“จริงเหรอคะ ตอนที่พี่เลอขอไปหาตันหยง พอกลับมาก็บอกกับลินว่าฝากไปบอกหมอแมวที่เคยเป็นเพื่อนของพี่ด้วยว่าอย่ามาให้เห็นหน้ากันอีก เหมือนพี่เลอจะโกรธพี่ทิวจริงๆ นะคะ’

เขาได้ยินดังนั้นก็นึกถึงเรื่องเมื่อวาน ทิวพนมเล่าให้หญิงสาวฟัง แต่เว้นเรื่องที่จะไปงานเพราะตามหาคนที่ครอบครองแหวนเหมือนกับเขา

‘ถ้าเป็นเรื่องที่พี่ทิวไปส่งตันหยง พี่เลอไม่น่าจะโกรธพี่ทิวจริงจังขนาดนั้นนะคะ’ มาลินทร์เสนอความเห็นแล้วออกไปจากห้องตรวจที่เขาเป็นเจ้าของ เพื่อไปทำงานต่อ

ทิวพนมไม่รอช้ารีบคว้าโทรศัพท์ติดต่อเพื่อนชายเพราะอยากคุยกันให้รู้เรื่องรู้ราว แต่เลอมานกดตัดสายของเขาทุกครั้งที่โทร.เข้าไป ยิ่งไปกว่านั้นเขาลองใช้โทรศัพท์ของโรงพยาบาลติดต่อไปยังห้องตรวจของเลอมาน พออีกฝ่ายได้ยินเป็นเสียงของเขาก็วางสายทันที ดูท่าแล้วเลอมานจะโกรธเขาจริงอย่างที่มาลินทร์บอก จนทำให้เขาหาเวลาว่าง เดินไปพบเลอมานเพื่อถามสิ่งที่ค้างคาใจ

แค่เขาไม่ปฏิเสธที่จะขับรถไปส่งตติยา เพื่อนจะโกรธกันมากเพียงนี้เชียวหรือ

“มาทำไม เป็นหมอแมวก็ไปอยู่ส่วนของแมว มาเดินเพ่นพ่านส่วนของสุนัขทำไม เดี๋ยวก็ปล่อยให้หมากัดแมวซะหรอก” เลอมานพูดขึ้น เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาในห้อง

“ฉันมาหาแก” เขาทำเป็นไม่ได้ยินคำของเพื่อน

“แต่ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก” เลอมานพูดโดยไม่มองหน้าเขา แม้เขาจะลงนั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามซึ่งมีโต๊ะตรวจกั้นกลาง

“แกอย่ามาทำหน้าบึ้งตึง มีอะไรก็พูดกัน” เขาเอ่ย

“ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับแก เชิญแกตามสบาย อยากทำอะไรก็ทำ”

“เลอ แกเป็นเพื่อนคนเดียวของฉัน แกโกรธฉันเรื่องอะไรก็บอกมาสิ” เขาถามตรงประเด็น

“แกก็รู้อยู่เต็มอก ยังจะมาทำเป็นไม่รู้” เลอมานบอกด้วยเสียงแข็ง

เขายังไม่เข้าใจคำพูดของเพื่อน เมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมเอ่ย เขาจึงเข้าเรื่อง “แกโกรธฉันใช่ไหมที่เมื่อวานฉันยอมขับรถไปส่งตันหยงถึงบ้าน”

เลอมานนั่งนิ่ง ไม่ยอมมองหน้าเขา “ถูกครึ่ง ไม่ถูกครึ่ง”

เขาก็ยังไม่กระจ่างใจอยู่ดี ที่ว่าถูกครึ่งจะเป็นครึ่งไหน แต่คาดว่าน่าจะเป็นครึ่งหน้ามากกว่าครึ่งหลังเพราะดูจากท่าทางและการพูดการจาของเพื่อน

“ตกลงแกโกรธฉัน แล้วโกรธฉันเรื่องอะไรล่ะ บอกมาสิฉันจะได้รู้”

เลอมานไม่ตอบคำถามเขา หากพูดขึ้น “ทั้งที่แกบอกลินให้มาบอกฉันว่าแกไม่สนใจตันหยง เพราะรู้ว่าฉันคิดยังไงกับตันหยง แต่แกก็ยังทำ”

“ฉันเป็นเพื่อนกับแกมานานจนรู้ใจกัน ฉันจะไม่รู้เลยเหรอว่าแกรอคอยที่จะคบกับตันหยงมานานแค่ไหน ฉันก็ยอมหลีกทาง ไม่แย่งตันหยงกับแกหรอก”

“แกรู้ก็เพียงเท่านั้น รู้แล้วยังจะทำกันได้ลงคอ” เลอมาหันมองหน้าเขา

“ฉันทำอะไรก็บอกมาตรงๆ ดีกว่า” เขาเริ่มจะเหลืออด ที่เลอมานโยกโย้ไม่ยอมบอกกันสักที ถ้าทำได้ ก็อยากเข้าไปบีบคอเพื่อนเพื่อเค้นเอาคำตอบว่าโกรธกันด้วยเรื่องใดกันแน่

“แกรู้อยู่แก่ใจยังจะมาถามฉันอีก” เลอมานจ้องเขากล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ตอนเช้าฉันเจอพ่อของตันหยง ฝากให้ฉันพาตันหยงไปงานแต่งของลูกพี่ลูกน้อง แต่พอฉันไปถามตันหยง ตันหยงก็บอกว่าไม่ต้องแล้ว เพราะแกตกลงจะไปกับตันหยง แกทำอย่างนี้ได้ยังไง ก็รู้อยู่ว่างานนั้น ตันหยงคงจะพาแกเดินควงในงานอาจจะเปิดตัวในฐานะแฟน”

ทิวพนมเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทั้งมวลที่เพื่อนชายโกรธเคืองกัน “แกต้องฟังฉันบ้าง ฉันยังยืนยันว่าไม่ได้คิดจะแย่งตันหยงมาจากแก ฉันไม่คิดเปิดใจให้ตันหยงแต่แรกแล้ว ฉันจะเล่าให้แกฟัง แต่แกดันมารู้เสียก่อน”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ฉันไม่อยากฟัง”

ทิวพนมลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปตบบ่าเพื่อนชาย หากเลอมานปัดมือเขาให้พ้นตัว เขาจึงกลับมานั่งตามเดิม

“เลอ แกควรฟังเหตุผลของฉันบ้างสิ” เขาบอกอีกฝ่ายด้วยหน้าตาจริงจัง

“เหตุผลของแก ฉันรู้ว่าตันหยงชอบแกมากกว่าฉัน แต่แกก็ยังทำให้ตันหยงมองไม่เห็นฉัน ปากก็พูดไม่คิดจะแย่ง สุดท้ายทำกันลงคอ นี่เหรอ เพื่อนที่ไว้ใจกัน”

“แกฟังฉันบ้าง ตอนที่ฉันคิดมาก หน้ามืดตามัวเสียอกเสียใจ ฉันยังฟังแกเลย แต่เรื่องแค่นี้ แกจะไม่ฟังฉันบ้างเลยเหรอ”

“ฟังแล้วได้อะไร ได้รู้ว่าแกจะควงตันหยงไปงานแต่ง เพื่อเปิดตัวกับทุกคนว่าแกคือว่าที่แฟนใหม่ของตันหยง” เลอมานพูดประชดเขา

ทิวพนมเริ่มอ่อนใจกับเพื่อนชายที่ตอนนี้มีอารมณ์โกรธเคืองจนทำให้เกิดอคติหรือคิดไม่ดีไปต่างๆ นานา เขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงคิดจะไปตั้งหลัก

“ตกลงแกจะไม่ฟังฉันพูดใช่ไหม แค่อยากจะบอกเหตุผลที่ยอมไปกับตันหยงเท่านั้นเอง ไม่ฟังก็ไม่เป็นไร” เขาเอ่ยด้วยเสียงเบา

“ใครบอก ฉันรอฟังอยู่นี่ไงว่าแกจะพูดอะไร” เลอมานมองเขาไม่วางตา

บทจะไม่ฟัง ก็พูดโน่นพูดนี่จนทำให้เขาไม่อยากเล่า บทจะฟังขึ้นมาก็แทบจะคาดคั้นให้เขาพูดออกมาโดยเร็ว

“ตันหยงบอกฉันว่าคนที่มาในงานนั้นมีแหวนเหมือนกับฉัน ฉันจึงตกลงเพื่อไปตามหาคนคนนั้น เผื่อมีโอกาสที่ฉันจะได้พบพ่อแท้ๆ แกเข้าใจฉันหรือยังล่ะ” ทิวพนมเอ่ย จ้องเลอมานไม่วางตาเช่นกัน

ภายในห้องเงียบไปชั่วขณะ มีแต่เสียงลมหายใจของสองหนุ่ม จนเจ้าของห้องเอ่ยขึ้น

“ตกลงที่แกไปกับตันหยงก็เรื่องจะได้เจอพ่อของแก”

เขาพยักหน้ารับ ลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปจับบ่าเพื่อนอีกครั้ง หากหนนี้อีกฝ่ายยอมให้จับโดยดี “แกก็รู้ว่าฉันหวังไว้ สักวันจะต้องเจอคนที่มีแหวนเหมือนกับฉัน ตอนแรกฉันก็บอกให้ตันหยงไปกับแก แต่พอมีเรื่องแหวนเข้ามาเกี่ยว ฉันจึงรับปากจะไปงานกับตันหยง เรื่องนี้แหละที่ฉันอยากจะบอกแกให้เข้าใจ งานวันนั้นมันก็สำคัญกับฉันมากเหมือนกัน”

เลอมานยังนั่งนิ่งไม่ตอบอะไร เขาจึงพูดขึ้นมาอีก “ฉันไม่รบกวนแกแล้ว”

ทิวพนมเดินไปยังประตู หากก่อนที่มือจะจัดลูกบิดประตูก็ได้ยินเสียงของเลอมาน

“วันนั้นฉันขอให้แกโชคดี แกผิดหวังมาหลายเรื่องแล้ว ฉันก็อยากให้เรื่องของพ่อแท้ๆ เป็นเรื่องที่แกได้สมหวังบ้าง”

เขาหันหน้ามองเพื่อนชายและส่งยิ้มให้ เพียงแค่คำกล่าวนั้นก็รู้ได้ว่าเลอมานเข้าใจในสิ่งที่เขาทำลงไป

“ฉันขอขอบใจจริงๆ ที่เป็นเพื่อนกับฉันมาจนทุกวันนี้ ตอนนี้แกคงหายโกรธฉันแล้วใช่ไหม” ทิวพนมเดินเข้าไปใกล้เพื่อนชาย

“ยังโกรธอยู่ แต่ไม่มากเท่าก่อนที่จะรู้เรื่องจากปากแก”

แม้เลอมานจะยังนั่งกอดอก ทำเป็นตีหน้าขรึม เขาก็รู้ว่าคงไม่ได้โกรธกันจริงจังอีกแล้ว

“ฉันยังยืนยันคำเดิม ฉันคิดกับตันหยงแค่น้องสาว เหมือนลินเหมือนเทียน ถ้าคืนวันงานตันหยงจะควงฉันไปให้ใครรู้จักในฐานะอะไร แต่สำหรับฉันก็คือพี่ชายที่ต้องไปดูแลน้องสาวเท่านั้น แกคงรู้เรื่องแฟนเก่าของตันหยง บางทีฝ่ายนั้นอาจจะมาในงาน ถ้ารู้ว่าตันหยงคบกับคนใหม่แล้วอาจจะเลิกตามตื๊อก็ได้”

“แต่คนใหม่ของตันหยง อยากให้เป็นฉันไม่ใช่แก” เลอมานพูดแทรกขึ้นมา

สุดท้ายเพื่อนชายก็วกกลับมาเรื่องเดิม เขาจึงต้องหาคำปลอบใจ “แค่คืนวันงานที่ฉันจะได้เป็นคนใหม่ของตันหยง ส่วนวันอื่นแกคงได้เป็นแน่ๆ พยายามอีกสักหน่อย ไม่นานแกคงได้ใจตันหยงมาครอง แค่นี้ก็ท้อแล้ว”

“ใครท้อ ฉันไม่เคยท้อ แกนั่นแหละจะมาทำให้ตันหยงมองไม่เห็นฉัน” เลอมานก็ยังไม่ยอมเลิกเคืองเขา

“เดี๋ยวค่อยมาช่วยกันคิดว่าจะทำยังไงให้ตันหยงมองเห็นแกคนเดียว” เขาพูดเอาใจเพื่อน “ส่วนฉันก็ยังต้องรอคนที่มองเห็นฉันในสักวัน”

“จนป่านนี้แกยังไม่เห็นอีกเหรอ มีใครเฝ้ามองแกอยู่มาเนิ่นนาน” เลอมานถามเขากลับ

“แกจะพูดอะไรก็บอกมาตรงๆ” เขาไม่เข้าใจในคำถามนั้น

“บางเรื่องแกก็ดูฉลาด แต่บางเรื่องแกก็ดูโง่นะ สักวันแกคงจะได้รู้เองว่าฉันพูดถึงใคร” เลอมานปล่อยให้เขาอยากรู้แล้วก็ตัดบทเสียดื้อๆ

“ตกลงแกหายโกรธฉันแล้วใช่ไหม” เขาถามย้ำ

“บอกแล้วไงว่ายังโกรธอยู่” เลอมานบอกด้วยเสียงเรียบ

“เดี๋ยวฉันจะโทรไปบอกป้าไพให้ทำอาหารเย็นไว้รอหลานชายคนโปรด จัดชุดใหญ่ กินจนพุงแตก แกว่าดีไหม” เขาต้องเอาของกินมาล่อ เพื่อให้เพื่อนหายเคืองกัน

“ดี เอาของโปรดของฉันเยอะๆ วางให้เต็มโต๊ะ ป้าไพรู้ว่าฉันชอบกินอะไร” เลอมานยกมุมปากเล็กน้อย เมื่อพูดถึงอาหารฝีมือรำไพ

“เพื่อเพื่อนคนเดียวของฉัน ฉันให้ได้อยู่แล้ว”

“แกกับฉันจะเป็นเพื่อนกันอย่างนี้ ไปจนถึงวันที่ได้นั่งดูลูกหลานเหลนวิ่งเล่นด้วยกัน” เลอมานกล่าวจบ ก็หัวเราะเสียงดัง

เพียงพูดถึงของกิน เพื่อนชายก็อารมณ์ดีขึ้นมาฉับพลัน

ไม่มีใครรู้เลยว่าวันที่พวกเขาจะต้องแยกจากกันอาจมาถึงเร็วกว่าที่คิดไว้ก็เป็นได้

เพื่อนกันคบกันมานานต่อให้ผิดใจกันมากแค่ไหน ถ้าหันหน้ามาคุยหรือทำความเข้าใจกัน เพียงไม่นาน ความเป็นเพื่อนและมิตรภาพก็ยังคงอยู่แน่นแฟ้นดังเดิม

ทิวพนมหวังไว้ว่าชีวิตเขากับเพื่อนชายคงจะไปได้ด้วยดีมีสุขสมหวัง เมื่อคนที่เฝ้ารอได้เข้ามาในชีวิต แต่สิ่งที่คิดอาจจะไม่มีวันเป็นจริงเลยก็ได้ เพราะยังมีบางคนที่ไม่ยอมสูญเสียคนเคยรักให้กับผู้อื่น

เขากลับมาที่ห้องตรวจของตัวเองก็ได้เจอมาลินทร์นั่งอยู่ในห้อง ด้วยหน้าตาหมองเศร้า รวมทั้งยังมีท่าทีเหมือนคนคิดหนัก

หล่อนเอ่ยทันทีที่เห็นหน้าเขา “ลินรู้แล้วค่ะ พี่เลอโกรธพี่ทิวเรื่องอะไร เมื่อกี้ตันหยงมาหาพี่ทิว แต่ไม่เจอ ก็เลยเล่าให้ลินฟังว่าจะเดินควงพี่ทิวในงานแต่งงานที่กรุงเทพ”

พี่น้องสองคนนี้เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือชอบตีความกันไปเอง โดยไม่เคยรับฟังความจริงจากปากเขา หากที่ผ่านมา มาลินทร์ไปอยู่ในห้องตรวจของพี่ชายก็คงได้รับรู้เรื่องราวและเหตุผลที่เขาต้องทำเช่นนั้นในคราเดียวกัน

เขายังไม่ทันชี้แจง หญิงสาวตรงหน้าก็พูดต่อ “พี่ทิวเคยบอกว่าจะหลีกทางให้พี่เลอจีบตันหยง อยู่ดีๆ พี่ทิวก็จะชุบมือเปิปไปเดินควงกับตันหยง อย่างนี้ไม่ถูกต้องนะคะ พี่เลอคงเสียใจแย่และคงจะโกรธพี่ทิวมาก”

เขาต้องรีบแก้ความเข้าใจผิด เล่าทุกเรื่องให้มาลินทร์รับรู้ เหมือนกับที่เคยบอกเพื่อนชาย

ตั้งแต่แรกที่มาลินทร์ได้ทราบว่าตันหยงจะเดินควงแขนทิวพนมต่อหน้าผู้คนมากมายก็แอบน้อยใจที่เขาเคยพูดไว้ไม่เป็นความจริง แต่พอได้ฟังเหตุผลจากปากเขาก็โล่งอกโล่งใจและหายกังวล

พอทิวพนมได้เห็นมาลินทร์ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเทียนพนาซึ่งตอนนี้คงกำลังเที่ยวชมโบราณสถานที่ชื่นชอบอยู่ในป่าในเขา ทำให้ไม่ค่อยมีสัญญาณโทรศัพท์ จนผู้เป็นป้าเคยพูดให้ได้ยินว่าติดต่อน้องสาวไม่ได้เลย พลอยทำให้เขาเป็นห่วงเทียนพนาไม่ต่างกัน

เมื่อมาลินทร์เข้าใจเขาดีแล้ว ก็ชวนให้ไปกินข้าวเย็นด้วยกันที่บ้านของเขา ซึ่งมีแต่พวกเขาที่จะทำให้รำไพนึกถึงและห่วงใยเทียนพนาน้อยลงไปบ้าง ยามที่มีคนมารับประทานอาหารฝีมือรำไพจนหมดเกลี้ยง

เพียงแค่เขารับปากจะไปร่วมงานวิวาห์กับตันหยงก็ทำให้คนรอบตัววุ่นวายใจขนาดนี้

พอถึงค่ำคืนนั้นจริง อาจมีหลายเหตุการณ์ที่เขาต้องเผชิญจนไม่ทันตั้งตัว แต่ทิวพนมก็ขอให้ได้พบหน้าพ่อแท้ๆ สักครั้งก็ยังดี



Don`t copy text!