ลามิลืม บทที่ 31 : จะต้องเจอกันอีกทำไม?

ลามิลืม บทที่ 31 : จะต้องเจอกันอีกทำไม?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

ในที่สุดค่ำคืนที่เขารอคอยอย่างใจจดใจจ่อก็มาถึงเสียที วันนี้อาจได้พบคนที่จะพาเขาไปเจอพ่อที่แท้จริงก็ได้

ทิวพนมตื่นแต่เช้าด้วยความกระวนกระวายใจ ตั้งหน้าตั้งตารอไปร่วมงานมงคลสมรสกับตติยาในช่วงค่ำ เขาเลือกใส่ชุดสูทสีน้ำตาลเข้ม และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือแหวนซึ่งสวมติดนิ้วก้อยข้างขวาไว้ตลอดเวลา แหวนวงนี้คงมีประโยชน์สักที หลังจากที่พยายามใส่ไปไหนต่อไหนเพื่อให้ใครสักคนได้พบเห็น แล้วนำทางไปสู่ผู้ที่มอบแหวนให้มารดาเก็บไว้ให้แก่ลูกชายอย่างเขา

ทิวพนมตอบตัวเองไม่ได้ว่าจะพูดอย่างไรดี ถ้าพบหน้าคนที่มีแหวนเหมือนกับเขา…ผมมาตามหาพ่อที่เป็นเจ้าของแหวน ผมเป็นลูกชายที่พ่อไม่เคยเหลียวแล ผมอยากเห็นหน้าพ่อ กรุณาบอกกันหน่อยได้ไหมว่าพ่อผมเป็นใคร…ทุกๆ คำกล่าวนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา

เมื่อเขากำลังเข้าสู่ภายในงานซึ่งจัดขึ้นในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูที่อยู่ใจกลางเมือง ทุกถ้อยคำที่เตรียมไว้หายไปจนหมดสิ้นราวกับลูกโป่งสวรรค์ต้องเข็มปลายแหลมจากน้ำมือเจ้าของงาน ทิวพนมได้เห็นรูปถ่ายคู่บ่าวสาวที่ตั้งไว้บริเวณก่อนจะถึงทางเข้างานซึ่งมีบ่าวสาวกำลังยืนรอต้อนรับผู้ร่วมงานที่เดินนำหน้าพวกเขาไปเป็นกลุ่มใหญ่ แม้จะอยู่ไกลกันพอประมาณ เขาก็ต้องชะงักงันและหยุดเดินในทันที เพราะเจ้าสาวคือคนที่เคยรู้จัก

ทั้งที่คนกำลังเดินควงแขนเขาเพื่อจะเข้าไปในงานนั้นเคยบอกว่าเป็นงานแต่งของพี่วิชญ์กับพี่กานต์ เจ้าบ่าวเป็นลูกพี่ลูกน้องของตติยา แต่เขาไม่คิดเลยว่าเจ้าสาวที่ถูกเรียกว่าพี่กานต์นั้น จะเป็นกานต์สินีหรือหญิงสาวเจ้าของแมวเปอร์เซียสองตัวที่ครั้งหนึ่งเคยได้พบกัน ตอนแรกคาดว่าอาจเป็นแค่คนชื่อซ้ำกัน พอได้มาเจอตัวจริงก็คือคนคนเดียวกันจนเขาทำตัวไม่ถูก ยังยืนนิ่งคิดหาข้ออ้าง จึงขอตัวไปหยิบของที่รถเพื่อตั้งหลัก ปล่อยให้ตติยาเดินเข้าไปภายในงานเพียงผู้เดียว

ทิวพนมไม่รู้เหตุผลที่กระทำเช่นนั้น หากโล่งใจที่กานต์สินียังไม่เห็นหน้าเขา

หรือยังทำใจไม่ได้ หรือยังไม่กล้าพอจะเจอหน้ากัน หรือเขายังเคืองขุ่นซึ่งไม่เคยรู้จากปากของกานต์สินีว่าเป็นคนมีเจ้าของแล้ว ยิ่งวันนี้ได้เห็นกับตาก็โทษตัวเองว่าตอนนั้นเป็นคนใจง่าย หลงรักคนมีเจ้าของโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ หรือลึกๆ ในใจก็ยังเสียดายที่เขาไม่ได้เป็นคนถูกเลือก

ชายหนุ่มรอจนกระทั่งบริเวณด้านหน้าทางเข้างานไม่มีคู่บ่าวสาวยืนรอต้อนรับ เขาค่อยพาตัวเองเดินเข้าไปในงาน เพราะยังไม่ลืมจุดประสงค์ที่ยอมมาร่วมงานในค่ำคืนนี้ พอเจอตัวตติยาซึ่งพูดคุยสนุกสนานกับผู้คนที่เขาไม่รู้จัก สักพักก็ถูกหญิงสาวเดินควงแขนไปแนะนำให้ใครต่อใครทราบว่าเขาเป็นคนพิเศษของหล่อน แม้อยากจะกลับโดยเร็ว ทิวพนมก็ต้องพยายามฝืนยิ้มและคอยเฝ้าถามว่าใครที่มีแหวนเหมือนกับเขา แต่ตติยาเหมือนจะบ่ายเบี่ยงหรือคิดจะถ่วงเวลาให้เขาอยู่ภายในงานนานที่สุด จึงทำเป็นไม่สนใจคำของเขา บางทีก็ไปสังสรรค์เฮฮากับกลุ่มคนที่เคยทำงานด้วยกัน ปล่อยเขาให้ยืนอยู่คนเดียว เขาเดินแยกตัวออกมาและนั่งอยู่ในงานตรงที่เจ้าของงานยากที่จะเห็นตัวเขา เพราะไม่อยากเจอหน้าคนที่เคยพบกัน อีกทั้งคาดว่าเรื่องแหวนนั้นเป็นเพียงข้ออ้างที่ตติยาอยากให้เขามาร่วมงานด้วยกันเท่านั้นเอง

เมื่อพิธีการบนเวทีเสร็จสิ้น เขานั้นยังมองไม่เห็นตติยา หลังจากขอตัวไปแย่งช่อดอกไม้จากเจ้าสาว ทิวพนมเดินออกมาด้านนอกของงานซึ่งไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านเพื่อดักรอหญิงสาวที่มาพร้อมกันให้เดินออกมาหลังจากงานเลี้ยงนั้นเลิกรา เขานั่งรออยู่ไม่ไกล หากสายตามองไปยังทางเข้าออกของงานเพื่อไม่ให้คลาดกับตติยา

เขาไม่มีกะจิตกะใจจะอยู่ภายในงานมากนัก เนื่องจากไม่ได้พบคนครอบครองแหวนเหมือนที่เขามี แต่ก็ต้องเป็นสารถีขับรถพาหญิงสาวกลับบ้านอย่างปลอดภัย ทว่าได้มาเจอเจ้าสาวของงานนี้ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เคยคิดจะหมายปอง ถ้าเขายืนอยู่ตรงหน้ากานต์สินีก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมา ทั้งที่เคยมีคำพูดมากมายกับสิ่งค้างคาใจ เมื่อครั้นที่หายเงียบไปโดยไม่มีคำใดให้เขารับรู้บ้างเลย

หรือที่กานต์สินีไม่ยอมเอ่ยคำลาอาจคิดว่าจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งเช่นในวันนี้

คนที่เขาอยากเจอนั้นก็ไม่เจอ แต่คนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอนั้นก็ยังได้เจอกัน เพียงแค่อีกฝ่ายไม่รู้เลยว่าเขาเข้ามาร่วมงาน

ทิวพนมนั่งอยู่ในมุมหนึ่งของบริเวณหน้าห้องจัดเลี้ยง มองคนเดินเข้าเดินออกในงานมงคลสมรส หากมีชายสูงอายุผู้หนึ่งแต่งตัวใส่สูทดูดีกำลังก้าวขาออกมาจากงาน เขามองเห็นสิ่งผิดปกติคือท่วงท่าการเดินของบุคคลนั้นเหมือนคนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงซึ่งแต่ละก้าวนั้นมีการใช้มือจับผนังห้องเพื่อประคองตัวเองไม่ให้ล้มลงไป และยังเดินค่อมตัวเหมือนคนมีอาการเหนื่อยหอบ อีกทั้งเดินๆ หยุดๆ จนเขาละสายตาจากคนผู้นั้นไม่ได้ เพราะความเป็นห่วงเป็นใยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เขามองการกระทำของชายสูงวัย ซึ่งใช้มือล้วงผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากแล้วออกอาการไออย่างรุนแรงจนตัวทรุดลงไปนั่งกับพื้น

ทิวพนมรีบวิ่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากดูก็รู้ว่าไม่ใช่อาการไอที่เป็นปกตินัก

เขาลงไปนั่งคุกเข่าเพื่อจะประคองชายสูงอายุให้ลุกขึ้นยืน “คุณลุงเป็นอะไรมากไหมครับ”

สายตาทิวพนม แม้จะไม่ได้ตั้งใจมอง แต่เห็นรอยสีแดงคล้ำบนผ้าเช็ดหน้าที่อีกฝ่ายใช้ปิดปาก

“คุณลุงไปหาหมอที่โรงพยาบาลดีกว่านะครับ” เขาบอกด้วยความเป็นห่วงอาการของคนที่ไอเป็นเลือด

นทีฤทธิ์หยุดไอ เงยหน้าขึ้นมองคนที่เข้ามาช่วยพยุงตัวเพื่อให้ลุกขึ้นยืน แม้จะมีอาการเหนื่อยจากการไอ แต่ก็ยังทรงตัวไหว รีบเก็บผ้าเช็ดหน้าเข้ากระเป๋ากางเกงตามเดิม สายตาของนทีฤทธิ์จ้องใบหน้าชายหนุ่มที่ยังประคองไว้ไม่ห่างกาย หากใบหน้าที่ได้เห็นนั้นละหม้ายตนตอนหนุ่ม จึงเผลอยกมือขึ้นลูบใบหน้าคนที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก พอมองไปที่ดวงตาที่ได้เห็นนั้นช่างเหมือนภรรยาแสนรักที่ให้กำเนิดบุตรชายคนโต เมื่อนึกถึงหญิงเดียวในดวงใจก็มีน้ำตาซึม นทีฤทธิ์อยากคิดเข้าข้างตัวเองว่าได้พบบุคคลที่กำลังตามมา

ทิวพนมยืนนิ่งให้ชายสูงวัยจับใบหน้า โดยไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดถึงกระทำต่อเขาเช่นนั้น จนเขาต้องยกมือขวาขึ้นมาจับมืออีกฝ่ายไว้

นทีฤทธิ์มองดูมือของชายหนุ่มที่จับมือของตน สายตาปะทะเข้ากับแหวนตรงนิ้วก้อยของหนุ่มผู้มีน้ำใจงาม จากมือที่เคยจับใบหน้ารีบคว้ามือของทิวพนมอย่างเร็วไว ยกขึ้นมาดูใกล้ๆ

คนที่เขาเข้ามาช่วยประคองนั้น มองหน้าเขาสลับกับมองแหวนที่อยู่บนนิ้วของเขา ก่อนจะมีสีหน้าฉาบไปด้วยรอยยิ้มแสนสุขสม

นทีฤทธิ์เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา น้ำคลอนัยน์ตาสองข้าง “ใช่ ใช่จริงๆ ด้วย ได้พบแล้ว ขอบคุณขอบคุณมากๆ”

พอพูดจบ ร่างของนทีฤทธิ์ก็ทรุดลงไปกับพื้น แต่ทิวพนมรับไว้ได้ทัน

นทีฤทธิ์ได้เจอลูกชายคนโตในวันที่เห็นลูกชายคนเล็กเป็นฝั่งเป็นฝา สร้างครอบครัวและสานต่อวงศ์ตระกูล เพียงแค่นี้ก็ไม่ต้องทนต่อสู้กับโรคที่เป็นอยู่อีกต่อไปแล้ว ทุกสิ่งที่ต้องการก่อนตายได้ประสบในวันเดียวกันแบบไม่ทันตั้งตัว เหตุการณ์ในวันนี้ นทีฤทธิ์ขอบคุณพิมพาที่นำลูกชายให้มาพบกัน ในวันที่เริ่มต้านทานโรคร้ายไม่ไหว

ความโกลาหลเกิดขึ้นเล็กน้อย ดำเนินไปจวนจะเสร็จสิ้น ทิวพนมรู้เพียงว่าชายสูงวัยที่เข้าไปช่วยประคองก่อนจะหมดสตินั้นคือบิดาของเจ้าบ่าว ซึ่งเจ้าบ่าวรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลในทันที โดยปล่อยให้เจ้าสาวอยู่ในงานเพื่อส่งแขกผู้มีเกียรติ

แม้เขาจะพยายามหลบหน้ากานต์สินี สุดท้ายทิวพนมก็ได้พูดคุยกับอีกฝ่าย หลังจากเจ้าสาวขอตัวออกมาจากงานวิวาห์ เมื่อหลงเหลือผู้คนที่มาร่วมงานอย่างประปราย

ภายในห้องซึ่งมีเพียงชายหญิงสองคน ก็คือหญิงสาวที่สวมชุดเจ้าสาวสีขาวกระโปรงยาวละพื้นกับเขาผู้เป็นแขกร่วมงานที่ไม่ได้รับเชิญโดยตรงจากเจ้าภาพ ทั้งสองยืนอยู่ห่างกันคนละมุมห้อง

ทิวพนมยังจำเหตุการณ์ ก่อนที่จะเข้ามาในห้องของโรมแรมที่ใช้แต่งตัวเจ้าสาวกับเจ้าบ่าวได้

เริ่มตั้งแต่ชายสูงวัยหรือบิดาของเจ้าบ่าวเป็นลมหมดสติลงไปจนเขาประคองไว้ได้ ทิวพนมร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่กำลังเดินออกมาจากงาน จนมีคนเข้าไปตามเจ้าบ่าว ไม่นานเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจึงรีบวิ่งตรงมาที่เขา เขามองเจ้าบ่าวรีบพาคนเป็นพ่อออกไปจากที่ตรงนั้น และหันมองเจ้าสาวที่ยืนจ้องเขาอย่างคาดไม่ถึง ก่อนจะถูกผู้เป็นมารดาที่เขาพอจะจำหน้าได้ดึงตัวลูกสาวให้เข้าไปในงานตามเดิม เพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ซึ่งผู้อื่นก็เห็นอกเห็นใจบ่าวสาวที่ต้องเผชิญเหตุการณ์นั้น

เขาไม่ได้ไปไหน เพราะยังไม่พบตติยา แม้จะเกิดเหตุวุ่นวายก็ตาม เขาจึงต้องรออยู่ที่เดิม จนเจ้าสาวคงหมดหน้าที่ก็เดินมาหาเขาพร้อมกับมารดา

‘หมอทิวจริงๆ ด้วย จำกันได้ไหมคะ กานต์ไม่คิดเลยจะได้พบหมอทิวที่นี่’ คำทักทายคำแรกที่ออกมาจากปากกานต์สินี เมื่อหยุดยืนใกล้ตัวเขา

‘แม่ก็ไม่คิดเหมือนกัน หมอทิวจะมาในงานนี้ แม่เห็นเดินในงาน ก็คิดว่าคนหน้าคล้าย ก็เลยไม่กล้าเข้าไปทัก’ มารดาของกานต์สินีกล่าวเสริม

ทิวพนมได้แต่ยืนยิ้มเพียงเล็กน้อย หากในใจบอกว่าจำได้ เพราะเป็นผู้หญิงที่เขามีความคิดที่จะอยากใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน แต่ไม่รู้เลยว่าหญิงสาวนั้นกำลังเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่กับผู้อื่น ก่อนจะมาเจอเขา

กานต์สินีขอตัวจากมารดาและขอรบกวนเวลาของเขานิดหน่อย บอกว่ามีเรื่องจะคุยกับเขา จึงเชิญให้เข้ามาในห้อง จะได้พูดคุยกันสะดวกยิ่งขึ้น

แม้ทิวพนมไม่อยากเจอหน้าอีกฝ่าย แต่ใจจริงก็อยากพูดบางอย่างให้กระจ่างใจต่อกัน

“กานต์ดีใจที่ได้เจอหมอทิว ถ้าไม่ได้เจอกันในงานนี้ พอเคลียร์ทุกอย่างแล้วก็คงจะไปหาหมอทิวที่นู่นพร้อมกับวิชญ์” กานต์สินีบอกด้วยน้ำเสียงแสนดีใจ

“ผมยินดีด้วยนะครับ กับงานมงคลในวันนี้” เขายังมีเรื่องติดค้างในใจจึงเอ่ยออกไปเหมือนจะกล่าวโทษหล่อน “แต่คุณกานต์ก็ไม่เคยบอกผมว่ามีคู่หมั้นอยู่แล้ว”

“กานต์ขอโทษนะคะที่ไม่เคยบอกหมอทิว แต่กานต์ดีใจที่ครั้งหนึ่งได้พบเพื่อนอย่างหมอทิว” กานต์สินีเห็นแววตาตัดพ้อของเขา หล่อนเองก็รู้ว่าตอนนั้นเขาคิดต่อกันเช่นไร

ทิวพนมรู้อยู่เต็มอก ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็เป็นได้เพียงแค่เพื่อนหรือคนที่เคยรู้จักกันเท่านั้นเอง เมื่อได้พูดถึงอดีต เขาก็พรั่งพรูเรื่องที่เก็บไว้ข้างในต่อหน้าหล่อน

“ผมแค่ไม่เข้าใจว่าตอนที่เรารู้จักกัน มันไม่มีเยื่อใยเกิดขึ้นบ้างเลยเหรอครับ คุณกานต์จึงไม่คิดจะมาบอกกันสักคำ”

“บอกว่ากานต์มีคู่หมั้นใช่ไหมคะ” หล่อนถามให้แน่ใจ แต่คิดว่าน่าจะใช่ก็เอ่ยต่อ “กานต์คิดว่าบางเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องบอกให้รู้ก็ได้นะคะ” กานต์สินียังมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส

พอได้ฟังเหตุผลจากหล่อน เขาก็ไม่อยากจะพลิกฟื้นความทรงจำและความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีต่อกันอีก ปล่อยให้มันถูกฝังกลบในส่วนสึกจนเขายากที่จะขุดหาให้พบดีกว่า เมื่อมันผ่านไปแล้วก็ปล่อยให้ผ่านไป เพียงแค่เขาอยากได้ยินคำร่ำลาจากหล่อน แต่บอกไปก็ไม่มีใครเข้าใจอยู่ดี

ทิวพนมยังไม่พูดไม่จา ยืนนิ่งเหมือนอยู่ในห้วงนึกคิดของตัวเอง กานต์สินีจึงเข้าเรื่องที่พาเขาเข้าในห้อง

“หมอทิวจำได้ไหมคะ ที่กานต์เคยบอกว่าเคยเห็นคนที่มีแหวนเหมือนของหมอทิว ตอนนี้กานต์นึกออกแล้วค่ะว่าคนนั้นคือใคร”

อย่างน้อยผู้หญิงตรงหน้าก็ยังไม่ลืมคำที่เคยรับปากกับเขาไว้ ทิวพนมรับฟังอย่างตั้งใจ ถึงแม้จะไม่รู้จากตติยาก็ได้รู้จากกานต์สินี ถือว่ามาในงานค่ำคืนนี้เขายังได้ในสิ่งที่ต้องการ “ใครเหรอครับ”

“วิชญ์มีแหวนเหมือนของหมอทิวค่ะ”

เพียงแค่ได้ยินคำตอบของหล่อน เขาก็นึกถึงชื่อของเจ้าบ่าวและคำบอกของตติยาซึ่งคงจะพูดจริงไม่ใช่ข้ออ้างใดๆ หากมางานด้วยกันจะได้เจอคนที่มีแหวนเหมือนกับเขาแน่นอน

“แล้วคนนั้นได้แหวนมาได้ยังไงครับ” แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นคนที่คิดไว้หรือไม่ แต่ก็อยากรู้เรื่องราวของแหวนที่คนผู้นั้นมีไว้ครอบครอง

กานต์สินีไม่ตอบคำถามของเขา “ถ้าหมอทิวไม่รีบกลับ กานต์อยากให้อยู่รอคุยกับวิชญ์เองดีกว่าค่ะบางทีอาจเป็นเรื่องของคนในครอบครัว ถึงกานต์จะเป็นครอบครัวเดียวกับวิชญ์แล้ว แต่เรื่องนี้กานต์ขอไม่ก้าวก่าย หมอทิวควรจะรู้จากปากวิชญ์มากกว่าคนอื่นค่ะ”

เป็นที่ประจักษ์ใจแล้วว่าคนที่หล่อนพูดถึงก็คือผู้เป็นเจ้าบ่าวของหล่อนนั่นเอง

เสียงเคาะประตูดังขึ้น คนทั้งสองมองไปที่ผู้มาใหม่ ตติยาเปิดประตู เดินเข้ามาพร้อมกับนรวิชญ์ที่รีบก้าวขาไปหยุดยืนอยู่เคียงข้างกานต์สินี

“อยู่ที่นี่จริงๆ อย่างที่แม่พี่กานต์บอก ตันหยงนึกว่าพี่ทิวจะทิ้งตันหยง กลับบ้านไปก่อนแล้ว” ตติยาเอ่ย เมื่อเดินเข้ามาถึงตัวเขา

“มาอยู่ในห้องนี้ทำไมกัน” นรวิชญ์ถามเสียงแข็ง พร้อมทั้งจ้องหน้าเขาไม่วางตา

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะวิชญ์ แค่มาคุยกันในห้องนี้ จะได้ไม่มีใครรบกวน พ่อฤทธิ์เป็นยังไงบ้างคะ” กานต์สินีบอกนรวิชญ์และถามถึงนทีฤทธิ์

“วิชญ์ยังไม่รู้อะไรมาก แค่พ่อปลอดภัย อยู่ในมือหมอ วิชญ์ก็รีบกลับมาที่นี่เพื่อจัดการงานให้เสร็จ ค่อยไปดูอาการของพ่ออีกที แล้วมาคุยเรื่องอะไรกันในห้องนี้” เจ้าบ่าวนั้นมีท่าทางหวงเจ้าสาวน่าดู

กานต์สินีตอบคำถามนั้น “พามาคุยเรื่องแหวนสิค่ะ หมอทิวนี่แหละที่มีแหวนเหมือนวิชญ์ ไม่เชื่อลองดูที่มือของหมอทิวได้เลย”

นรวิชญ์มองตามสายตาของกานต์สินีที่จ้องไปยังมือขวาของทิวพนม

ตติยาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ หันหน้าบอกเขาในทันที “ใช่แล้วค่ะ พี่วิชญ์นี่ไงคะที่ตันหยงเคยบอกว่าจะพามาพบคนที่มีแหวนคล้ายพี่ทิว”

ทิวพนมได้รับคำยืนยันจากปากหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายก็จ้องมองหน้าเจ้าบ่าวซึ่งไม่มีเค้าของความเป็นพี่เป็นน้องกันเลย หรือคนตรงหน้าอาจจะไม่ใช่ลูกชายที่เกิดจากพ่อแท้ๆ ของเขาก็ได้

แต่ก่อนที่ชายหนุ่มสองคนจะพูดคุยกัน ตติยาก็ถามขึ้น “ในงานวันนี้ ทำไมตันหยงไม่เห็นพี่รัณย์ เพื่อนของพี่วิชญ์เลยคะ แต่ก็ดีแล้วที่ไม่เจอกัน ตันหยงจะได้ไม่ต้องระแวง ฝากบอกพี่รัณย์ด้วยนะคะ ไม่ต้องไปตามง้อขอคืนดีกันอีก ยังไงตันหยงก็ไม่กลับไปคบกันอีกแล้ว ตอนแรกจะมาบอกด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่เจอตัวในงานเลย”

“รัณย์ยังเศร้าอยู่ ไม่มีอารมณ์จะมางานพี่หรอก พี่ก็เข้าใจ คนอกหักคงไม่อยากเจอหน้าใคร แต่ตันหยงไม่ควรทำกันขนาดนั้นเลย”

“แล้วที่พี่รัณย์ทำลายความรักความเชื่อใจของตันหยงหลายๆ ครั้ง พี่วิชญ์ไม่เห็นใจตันหยงบ้างเหรอคะ”

นรวิชญ์ไม่ต่อความถึงเรื่องของเพื่อนสนิทเพราะมีเรื่องสำคัญกว่า คือชายหนุ่มที่อยู่ในห้องนี้ซึ่งมีแหวนเหมือนกัน

“ตันหยงไปข้างนอกกับพี่ดีกว่า ปล่อยให้สองคนได้คุยกัน พวกเราอย่ายุ่งเกี่ยวเลย” กานต์สินีรู้ใจสามีจึงเอ่ยชวนตติยาไปข้างนอกห้อง เพื่อให้ชายหนุ่มสองคนพูดคุยเรื่องส่วนตัวได้อย่างสะดวกใจ

“ตันหยงรอพี่ทิวอยู่หน้าทางเข้างานนะคะ จะได้กลับบ้านพร้อมกัน” ตันหยงบอกเขาก่อนจะออกไปจากห้องพร้อมเจ้าสาว

ชายหนุ่มสองคนยืนมองหน้ากัน ต่างคนต่างก็เป็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทิวพนมยังยืนอยู่ตรงที่เดิม ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้อง

“คุณคือคนที่กานต์บอกว่ามีแหวนเหมือนแหวนที่ผมมีใช่ไหมครับ” นรวิชญ์พูดขึ้นมาก่อน หากไม่แน่ใจว่าคนที่ยืนประจันหน้ากันนั้นจะใช่คนที่ตามหาหรือไม่

ทิวพนมได้ยินดังนั้นจึงถอดแหวนที่สวมติดนิ้วก้อยข้างขวาไว้ออกมาเพื่อยืนยันคำถามนั้น เขาเองก็ไม่คิดว่าคนที่มีแหวนเหมือนกับเขาจะมีอายุไม่ต่างกันมากนัก เพราะคิดเสมอว่าคนที่ครอบครองแหวนอีกวงนั้นอาจจะเป็นผู้ชายมีอายุใกล้เคียงกับพ่อเดช มันผิดคาดไปเสียทุกเรื่อง

ขณะที่เขายื่นแหวนให้อีกฝ่ายได้เห็น นรวิชญ์ก็ปลดสร้อยออกจากคอซึ่งมีแหวนห้อยไว้กับสร้อยเส้นนั้น แล้วเดินเข้ามาใกล้เขา เพื่อให้เห็นว่าแหวนทั้งสองวงมีลักษณะเดียวกันและพยัญชนะ ชว.ที่สลักบนแหวนก็มีรูปแบบเหมือนกันอีกด้วย

ชายหนุ่มทั้งสองประจักษ์แจ้งแก่ใจ

คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือคนที่ตามหา เพื่อนำไปสู่บุคคลที่ต่างคนอยากจะพบเจอ

เขาแนะนำตัวเองด้วยความสุภาพในการเริ่มต้นสนทนา “ผมชื่อทิวพนมครับ เป็นสัตวแพทย์”

“ผมชื่อนรวิชญ์ครับ จะเรียกวิชญ์อย่างที่กานต์เรียกก็ได้” แม้ยังไม่มั่นใจนักว่าอีกฝ่ายจะเป็นพี่ชายต่างมารดาตัวจริง แต่นรวิชญ์ก็ยังส่งยิ้มให้

ทิวพนมยิ้มตอบกลับมา คนทั้งสองกำลังยื่นไมตรีให้แก่กัน

นรวิชญ์กล่าวต่อและทำตัวเป็นกันเองมากขึ้น “คุณรู้ไหมครับ ว่า ชว. ที่อยู่บนแหวนหมายถึงอะไร”

เขาอยากรู้เช่นกัน แต่ก็ไม่เคยได้รู้เลยว่า ชว. ที่สลักไว้บนแหวนจะสื่อถึงสิ่งใด “ผมไม่ทราบหรอกครับ ตั้งแต่แม่มอบให้ผม บอกแค่ว่าเป็นของที่พ่อฝากไว้ให้ลูก”

“เป็นชื่อตระกูลของพ่อผม ย่อมาจากชิษณุวงศ์” นรวิชญ์เริ่มจะรู้แล้วว่าอีกฝ่ายอาจเป็นพี่ชายต่างมารดา ถึงจะยังข้องใจในบางเรื่องก็ตาม จึงเอ่ยถามต่อเพื่อให้แน่ใจจริงๆ “ถ้าไม่เป็นการละลาบละล้วงจนเกินไป ผมขอถามได้ไหมว่าแม่ของคุณชื่ออะไร ผมจะได้มั่นใจว่าคุณคือคนที่พ่อให้ผมตามหา”

แม้ทิวพนมจะยังไม่รู้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร จะเกี่ยวพันยังไงกับแหวนวงนั้น แต่อย่างน้อยก็รู้ที่มาที่ไปของแหวนมากกว่าเขา และอีกฝ่ายยังเอ่ยถึงคนที่พ่อให้ตามหา ก็ตอบไปโดยไม่คิดปิดบัง “แม่ของผมชื่อพิมพาครับ”

เวลานี้เขาลืมนึกถึงชายสูงวัยที่เป็นลมหมดสติตอนเจอหน้าเขา

นรวิชญ์ยิ้มแย้มดีใจ สิ้นสุดสักทีกับการตามหาบุคคลที่พ่ออยากจะพบเจอ “แสดงว่าคุณคือพี่ชายต่างมารดาของผมจริงๆ ด้วย พ่อเคยบอกว่าผู้หญิงที่พ่อรักมากที่สุดและยังคิดถึงเสมอชื่อพิมพา แต่มีลูกชายคนแรกด้วยกันชื่อภูผา”

เพียงแค่นี้ เขาก็พอจะทราบว่านรวิชญ์เกี่ยวข้องกับพ่อที่แท้จริงโดยตรงและเกี่ยวพันอย่างไรกับเขา แม่เคยเล่าถึงชื่อเดิมที่คนผู้นั้นเคยตั้งให้ แต่พอย้ายมาอยู่กับยายกับป้าก็เปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ซึ่งมีพยัญชนะหนึ่งตัวในชื่อจริงของพ่อแท้ๆ

อยู่ดีๆ ก็มีแสงสว่างวาบคล้ายฟ้าแลบเกิดขึ้นในความนึกคิดที่มืดสนิทของเขา ภาพชายสูงวัยที่เข้าไปช่วยประคองและรอยเลือดที่เปื้อนผ้าเช็ดหน้าเพิ่งฉายชัดในความทรงจำ

ถ้าชายสูงวัยคนนั้นคือบิดาของผู้เป็นเจ้าบ่าวที่ยืนคุยกับเขา ก็แสดงว่าเป็นพ่อแท้ๆ ของเขาด้วยเช่นกัน

เขาได้เจอคนผู้นั้นตามความประสงค์ในค่ำคืนนี้ ปะปนด้วยความห่วงใย ครั้นรู้ว่าพ่อแท้ๆ กำลังนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล

นรวิชญ์กล่าวขึ้นเมื่อเขาอยู่ในภวังค์ แต่เขาก็รับรู้ทุกถ้อยคำของชายหนุ่มที่มีสายเลือดเดียวกัน

“พ่อของพวกเราชื่อนทีฤทธิ์หรือพ่อฤทธิ์ ผมเป็นน้องของพี่ หลังจากที่แม่ของพี่พาพี่ไปจากพ่อ สองปีผมก็เกิดมา แต่หลายเดือนก่อนพ่อให้ผมตามหาคนที่มีแหวนของตระกูลซึ่งเป็นพี่ชายต่างมารดา” นรวิชญ์ชี้แจ้งเรื่องราวมากยิ่งขึ้น แม้จะยังสงสัยในเรื่องชื่อของเขา “ถ้าพ่อรู้ว่าผมเจอพี่แล้ว พ่อคงดีใจ ผมไม่มีพี่ไม่มีน้อง ยังคิดเสมอว่าเป็นลูกคนเดียว แต่ผมก็ดีใจที่ได้เจอพี่”

ในเวลานี้ เขาตอบตัวเองไม่ได้ว่าควรรู้สึกเช่นไรที่ได้พบคนตรงหน้า เพียงแค่อยากพบหน้าพ่อที่แท้จริงซึ่งก็ได้พบแล้ว แม้การพบกันนั้นต่างคนจะไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายคือคนที่อยากพบ หากยังได้เจอน้องชายต่างมารดาอีกด้วย

เขามีน้องสองคนอยู่แล้วอาจทำให้ความต้องการความเป็นพี่เป็นน้องไม่เท่ากับอีกฝ่าย ทิวพนมยืนนิ่งเฉยมองหน้านรวิชญ์ซึ่งมีสีหน้ายินดียิ่งที่ได้มาพบกัน

เหตุการณ์ในคืนนี้เป็นเรื่องเกินคาดไปเสียทั้งหมด แม้แต่การได้พบกานต์สินีก็เช่นกัน อดีตเขาเคยพลาดไปเพราะไม่รู้ว่ามีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว เขาเคยนึกอิจฉาคนที่มาก่อนและได้ครอบครองใจกานต์สินี หากความอิจฉานั้นลบเลือนไปพร้อมกับตัดใจจากหญิงสาวที่ชอบแมวคล้ายกัน จนได้เจอปิ่นสุดา ความรักที่มีก็เริ่มต้นขึ้นใหม่และเลิกหวังกับกานต์สินีจนหมดสิ้น ชีวิตนี้คงไม่ได้กลับมาพบกันอีกแล้ว แม้ลึกๆ ยังข้องใจที่ไม่เคยมีเยื่อใยต่อกัน จึงจากไปโดยไม่คิดบอกอะไรกันบ้างเลย

เรื่องราวของนทีฤทธิ์ที่เขาไม่เคยทราบมาก่อน คลายข้อสงสัยที่ไม่ออกตามหาพวกเขาและรู้ด้วยว่านทีฤทธิ์ยังรักแม่ของเขาไม่เสื่อมคลาย ถึงแม้จะมีเมียอีกคนข้างกายก็ตาม ทิวพนมหมดความต้องการที่จะพบพ่อแท้ๆ ทุกสิ่งที่ค้างคาใจไม่มีหลงเหลืออยู่เลย เพียงแค่ได้รับรู้เรื่องจริงจากปากน้องชายต่างมารดา

ก่อนที่เขาจะเดินออกจากห้องก็ได้ยินนรวิชญ์พูดขึ้นมา “พ่ออยากเจอหน้าพี่มากเลย ถ้าเป็นไปได้พรุ่งนี้พี่มาหาพ่อได้ไหมครับ พ่อคงอยากตื่นขึ้นมาพบพี่”

ทิวพนมไม่ได้รับปาก หากยืนหันหลังแล้วใช้มือเปิดประตู นรวิชญ์ก็ยังย้ำชื่อโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อให้มาหาบิดา เขาจึงหันหน้าไปยิ้มน้อยๆ ให้อีกฝ่าย ก่อนจะผละไปจากห้องอย่างไร้ถ้อยคำใดๆ

ทิวพนมพาตติยากลับบ้าน เขาถามตัวเองตลอดทางว่าจะมาพบพ่ออีกครั้งเพื่ออะไร ในเมื่อต่างคนต่างอยู่มาได้เนิ่นนาน เพียงแค่รู้ความจริงว่าไม่คิดตามหากันด้วยเหตุผลใด อีกทั้งคนผู้นั้นยังรักและคิดถึงแม่อยู่เสมอ แม้จะไม่ได้เจอหน้ากัน เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะไม่คิดโกรธเคือง และเขาเป็นลูกชายที่เกิดจากความรักของคนสองคน ไม่ใช่ความพลั้งพลาดอย่างที่เคยคิดไว้

แต่ภาพรอยเลือดบนผืนผ้าเช็ดหน้าที่เกิดจากการไอก็ยังติดตาทุกครั้งที่นึกถึงยามที่ได้พบกัน และแววตาคู่นั้นก็บ่งบอกแห่งความสุขสมที่เขาพอจะจดจำได้ แสดงว่านทีฤทธิ์คงรู้แล้วว่าเขาเป็นลูกชายอีกคน คงไม่มีเหตุผลใดที่จะไปเรียกร้องสิทธิของความเป็นลูกในเมื่อเขาใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยที่ไม่มีพ่อแท้ๆ

ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในค่ำคืนเดียว จนทิวพนมหมดสิ้นความสงสัย เขาจะกลับไปเกี่ยวพันกับครอบครัวของพ่อที่แท้จริงอีกทำไม ก็ยังคิดหาเหตุผลไม่ได้เลย เพียงแค่ได้เจอและได้รู้ว่าเป็นใครก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา

 



Don`t copy text!