ลามิลืม บทที่ 32 : พบกันครั้งเดียวก็เกินพอแล้วใช่ไหม?

ลามิลืม บทที่ 32 : พบกันครั้งเดียวก็เกินพอแล้วใช่ไหม?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

หลังจากทิวพนมขับรถมาส่งตติยาถึงหน้าบ้านของหญิงสาว ก็ขับรถมุ่งตรงสู่บ้านของตนทันที ทั้งที่ใจนั้นอยากไปหาเพื่อนชายเพื่อเล่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับชีวิต แต่ดูเวลาก็เกือบเที่ยงคืนจึงไม่อยากไปรบกวนเลอมาน คอยเล่าให้ฟังตอนเจอหน้ากันที่โรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้ก็ได้

เขาไม่คิดเลยว่าเพียงแค่ค่ำคืนเดียวที่ผ่านพ้นไปนั้นสามารถค้นพบทุกคำตอบที่เกิดขึ้นในใจตั้งแต่วันที่แม่ให้แหวนแก่เขา ราวกับได้ดูฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ที่เฉลยปมสำคัญของเรื่องจนจบบริบูรณ์โดยไม่มีภาคต่อ

ทิวพนมไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวนั้นอีกแล้ว

เมื่อขับรถมาถึงบ้านซึ่งชั้นล่างยังมีแสงสว่าง ผู้เป็นป้าคงเปิดไฟทิ้งไว้เพื่อรอให้เขากลับมาปิด ทิวพนมลงจากรถ เดินไปเปิดประตูหน้าบ้านเพื่อนำรถยนต์เข้าไปจอดด้านใน โอเลี้ยงก็รีบวิ่งมาดักหน้า พอรู้ว่าเป็นเขา มันก็กลับไปนอนในที่ประจำซึ่งมีผ้าปูไว้บนพื้น เมื่อเดินเข้าบ้าน ก็เห็นกาแฟออกมานั่งรอต้อนรับเขาด้วยหน้าตาเหมือนแมวเพิ่งตื่นนอน แต่มันยังถูขาเขาพร้อมกับอ้าปากหาว เขาอุ้มมันไปยังพื้นที่นั่งเล่นในบ้าน ก็พบรำไพนั่งอ่านหนังสือบนโซฟา

“ป้ายังไม่เข้านอนเหรอครับ”

“นั่งรอตาทิว เป็นไงบ้าง เจอเขาไหมล่ะ” รำไพปิดหนังสือ เงยหน้าถามหลานชายถึงเรื่องที่อยากรู้ และยังเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งคอยให้เขากลับมาถึงบ้าน

ทิวพนมเคยบอกเล่าถึงสาเหตุแท้จริงที่ยอมไปงานแต่งงานในค่ำคืนนี้ แม่รำไพจะคัดค้านว่าตติยาอาจจะมาลวงหลอก แต่เขาอยากลองดูเผื่อจะเป็นจริงขึ้นมา

“เจอครับ” เขาตอบสั้นๆ ไม่เคยคิดปิดบังรำไพ

“ป้าก็เป็นห่วง กลัวจะไปเผลอหลงกลผู้หญิงคนนั้น สาวสมัยนี้ร้ายกาจจะตาย แล้วเป็นไงล่ะ เขายอมรับไหมว่าตาทิวเป็นลูกอีกคน”

ทิวพนมรู้ถึงความเป็นห่วงเป็นใยของรำไพ เหตุที่ไม่ยอมหลับยอมนอน ก็คงอยากรู้ว่าพ่อที่แท้จริงของเขาจะว่าอย่างไร เมื่อได้รับรู้ว่าเขาก็เป็นลูกอีกคน

“ผมไม่รู้เหมือนกัน ผมเจอเขา ไม่ได้คุยกับเขา แต่คุยกับลูกชายของเขา”

ชายหนุ่มเล่าเหตุการณ์คร่าวๆ สรุปใจความสำคัญถึงเรื่องราวของพ่อแท้ๆ ที่ได้ยินมาจากปากของนรวิชญ์ เพราะดึกมาแล้ว อยากให้รำไพนอนพักผ่อน

“เขาคงไม่คิดจะทิ้งพวกเราจริงๆ หรอกครับ เพียงแค่ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้ ส่วนที่เขาไม่ออกตามหาแม่กับผม นอกจากจะไม่รู้จักที่นี่แล้ว เขาคงกลัวแม่กับผมจะถูกทำร้ายตามคำขู่ แต่เขายังหยิบรูปแม่พิมมาดูตลอดเวลา ถ้าเขาไม่รู้สึกผิดจริงๆ คงไม่ให้ลูกชายออกตามหาผมกับแม่พิมหรอกครับ”

“นี่แค่เจอกันผ่านๆ ยังเข้าใจเขาถึงขนาดนี้ ถ้าได้ยินจากปากเขาเองคงเชื่อสนิทใจสินะ แล้วที่ได้ยินจะเชื่อได้แค่ไหนกัน” รำไพบอกหลานชาย ค้อนให้หนึ่งที เพราะกลัวเขาจะใจอ่อนยอมไปสานสัมพันธ์กับคนมีเงินที่ไม่เคยแยแสคนที่ฐานะด้อยกว่า

“ผมไม่ได้เชื่อใจเขาขนาดนั้น แต่คนเราจะโกหกกันไปทำไม ยิ่งเรื่องแบบนี้ ถ้าเขาไม่นึกถึงพวกเรา หรือไม่รู้สึกผิดขึ้นมา ก็คงอยู่เฉยๆ น่าจะดีกว่านะครับ” เขายังจำแววตาแสนสุขสม ก่อนที่ผู้เป็นพ่อแท้ๆ จะหมดสติไป แต่เขาไม่ได้เล่าถึงรอยเลือดที่เปื้อนผ้าเช็ดหน้าให้ผู้เป็นป้าได้รับรู้

“ถ้าคิดจะไปอยู่กับเขาก็ไปเถอะ แต่ป้าไม่ไปด้วยหรอกนะ ป้าขออยู่ที่นี่ไปจนตาย” รำไพพูดเสียงอย่างคนน้อยใจ

“ผมจะไปอยู่กับเขาทำไมล่ะครับ คนเลี้ยงผมจนโตอยู่ที่นี่ ผมก็ต้องอยู่ที่นี่” ทิวพนมเข้าไปกอดรำไพเพื่อเอาใจ

“ปล่อยเขาให้อยู่ส่วนของเขา เราก็อยู่ส่วนของเราไม่เกี่ยวข้องกันน่าจะดีกว่า แต่ก่อนเขาหรือเราก็อยู่กันได้โดยที่ไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร คงไม่มีผลอะไรหรอก ถ้าจะเป็นเหมือนคนไม่รู้จักกัน”

เขาเห็นด้วยกับคำกล่าวของผู้เป็นป้า แค่ได้รู้ว่าพ่อแท้ๆ เป็นใครเท่านั้นก็เพียงพอ เขาขอเป็นนายสัตวแพทย์ทิวพนม เป็นลูกแม่พิมกับพ่อเดช เป็นหลานยายพวงกับป้าไพ และเป็นพี่ของเทิดกับเทียน ชีวิตเขาเพียงแค่นี้ก็เป็นสุขดี ไม่มุ่งหมายจะต้องไปเป็นลูกชายคนโตของตระกูลชิษณุวงศ์เพื่อร่วมรับมรดกพร้อมกับคนที่มีสายเลือดบิดาร่วมกัน

ทิวพนมสร้างความมั่นใจให้กับญาติผู้ใหญ่ที่เหลืออยู่เพียงผู้เดียว “ผมไม่ได้หวังจะไปเกี่ยวข้องกับเขาหรอกครับ ถึงเขาจะมาตามให้ไปรับมรดกหรือคิดชดเชยเวลาที่ไม่ได้เลี้ยงดูผมมา ผมก็จะปฏิเสธ เพราะจะอยู่ที่นี่ ยังมีป้ามีเทียนที่ผมต้องดูแล บ้านหลังนี้เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ผมไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไรจากเขา ต่างคนต่างอยู่เหมือนแต่ก่อนน่าจะดีที่สุดแล้วครับ”

รำไพลูบศีรษะหลานชาย เมื่อได้ยินคำกล่าวที่ตรงใจ

“ดีแล้วตาทิว ปล่อยเขาให้อยู่บนทางของเขา เราก็อยู่บนทางของเรา ไม่ต้องมาพบเจอกัน เราอยู่กันมาได้โดยไม่มีเขาตั้งหลายสิบปีแล้ว”

เมื่อผู้เป็นป้าไม่ได้น้อยอกน้อยใจหรือเข้าใจกันดีแล้ว ทิวพนมจึงยุติการสนทนากลางดึกเพื่อให้อีกฝ่ายได้พักผ่อนเสียที “ป้าเข้านอนเถอะครับ ดึกมากแล้ว ผมก็จะอาบน้ำแล้วเข้านอนเหมือนกัน พรุ่งนี้ต้องไปทำงาน”

รำไพยังทิ้งท้าย ก่อนจะลุกขึ้นยืน “ถ้าวันหนึ่ง ตาทิวจะติดต่อกับพวกเขา ป้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ไม่ต้องชวนป้าไปรู้จักกับเขา หรือพาเขาให้มารู้จักกับป้า เพราะป้าไม่คิดจะนับพวกเขาเป็นญาติ คนเราถ้ารักกันจริงต่อให้มีอุปสรรคมากมายก็ต้องฝ่าฟันไปจนได้ เพื่ออยู่กับคนที่รักหรือได้ครองคู่กัน ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เพราะเขายังรักแม่ของตาทิวไม่มากพอ ถ้าเขาหนักแน่นพอ ตาทิวกับเขาก็คงไม่ได้อยู่คนละทิศคนละทางแบบนี้ ถึงป้าจะไม่เคยมีครอบครัวมาก่อน แต่เรื่องพรรค์นี้ป้าเห็นมานักต่อนัก คนเราคิดแค่อยู่สุขสบาย มีไม่กี่คู่หรอกที่พอรักกันแล้วจะยอมทนกัดก้อนเกลือกินด้วยกัน”

ทิวพนมนั่งคิดทบทวนตามคำพูดของรำไพซึ่งเดินมุ่งหน้าเข้าไปในห้องนอนที่อยู่ชั้นล่าง เขาพอจะรู้ฐานะทางบ้านของแม่นั้นพอมีพอกิน ไม่ได้ร่ำรวยระดับเศรษฐี แต่เพียงเท่านี้ เขาก็เติบโตมาโดยได้รับความอบอุ่นเต็มเปี่ยม

เรื่องราวของพ่อแท้ๆ สำหรับเขาอาจจะสิ้นสุดลงในคืนนี้ เมื่อรับรู้ทุกเรื่องอย่างกระจ่างใจ แหวนที่เคยสวมติดนิ้วคงหมดความสำคัญ เพราะเป็นแหวนประจำตระกูล แต่เขาไม่คิดจะไปเป็นสมาชิกในตระกูลนั้น จึงถอดวางไว้หน้ารูปของแม่ที่ตั้งอยู่ทางด้านหัวเตียงบนโต๊ะตัวเตี้ย หากยังมีบางเรื่องที่เขาเห็นต่างจากผู้เป็นป้า บางครั้งคนที่รักกันจริงอาจมีเหตุผลจำเป็นที่ไม่อาจเลี่ยงได้ คือรักมากก็ต้องปล่อยให้อีกฝ่ายไปเพื่อแลกกับการมีชีวิตอยู่ เผื่อวันหนึ่งในอนาคตอาจมีโอกาสได้กลับมาพบกัน ถึงแม้วันของการจากลา ใจนั้นคงเจ็บเจียนตาย ถ้าก่อนตายก็ขอให้ได้พบกันอีกสักครั้งเพื่อเก็บไว้ในความทรงจำจนกว่าจะหมดลมหายใจ

ที่ผ่านมาเขาไม่เคยขาดพ่อ ณ ตอนนี้จึงไม่ได้โหยหาผู้เป็นพ่อแท้ๆ ยิ่งได้ฟังคำของรำไพก็ยิ่งตอกย้ำความคิดที่ไม่ขอหวนกลับไปเจอกันอีก โดยเฉพาะน้องชายต่างมารดาและยังเป็นสามีของหญิงสาวที่เขาเคยคิดจะใช้ชีวิตในอนาคตร่วมกัน ทิวพนมพยายามหาหลายเหตุผลที่จะทำให้เขาไม่อยากจะเข้าไปพัวพันกับคนในตระกูลชิษณุวงศ์อีกต่อไป

 

ยามที่ได้เห็นใบหน้าและดวงตาของชายหนุ่มผู้นั้น ตอนแรกเขาก็อยากคิดว่าอาจจะพบคนที่กำลังตามหา แต่พอมีสิ่งที่ใช้ยืนยันว่าเขาไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเองก็คือแหวนที่สวมใส่ตรงนิ้วมือของอีกฝ่าย นทีฤทธิ์จำได้เด่นชัด เป็นแหวนที่สั่งทำขึ้นมาเพื่อให้ภรรยาของลูกชายคนโต เขายิ้มอย่างยินดีเมื่อได้เจอคนที่อยากพบ แม้ชายหนุ่มจะไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร แต่ผู้เป็นพ่อไม่มีความลังเลใจ รู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือบุตรชายของตน คำเรียกขานว่าคุณลุงอย่างห่วงใยค่อยๆ ลดเสียงลงไปจนสติของเขาดับวูบ ทุกอย่างก็มืดสนิทและไม่สามารถรับรู้อะไรอีกเลย

ในเวลานั้น นทีฤทธิ์คิดเพียงอย่างเดียว ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟื้นขึ้นมาก็พอใจแล้ว เพราะได้สิ่งที่ต้องการครบถ้วน คือลูกชายคนเล็กมีครอบครัวเพื่อสืบทอดตระกูลและได้เห็นหน้าลูกชายคนโต

เมื่อนทีฤทธิ์รู้สึกตัวตื่นลืมตา ก็พบว่าตนนอนอยู่บนเตียง มีสายระโยงระยางตรงข้อมือซ้ายและตามลำตัว ทั้งปากทั้งจมูกถูกครอบไว้ด้วยหน้ากากใสที่มีถุงสีขาวขุ่นต่ออยู่ด้านล่างและยังมีสายต่อมาจากด้านหลังก็เพื่อให้มีอากาศออกซิเจนเพียงพอที่จะใช้ในการหายใจ ไม่ให้หอบเหนื่อยได้ง่าย เขายกแขนยกขาเพียงเล็กน้อยซึ่งสวมชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาล ก็ได้ยินเสียงร้องจากจอมอนิเตอร์ที่อยู่ด้านบนศีรษะ เขาแหงนหน้าขึ้นมอง รู้เพียงว่าตนยังมีชีวิตอยู่ แม้อีกไม่นานอาจจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตก็ตาม

ในส่วนลึก นทีฤทธิ์ยังแอบดีใจที่จะได้เจอหน้าบุตรชายคนโตอีกครั้ง

นรวิชญ์รีบลุกขึ้นยืน เมื่อรับรู้ว่าบิดารู้สึกตัวแล้ว หลังจากที่มาคอยเฝ้าเป็นเวลาสามวันสามคืน และภาวนาให้พ่อมีชีวิตอยู่ไปอีกนานแสนนาน

“พ่อฟื้นแล้ว ได้ยินวิชญ์ไหมครับ” คนพูดเดินไปยืนข้างเตียง มองบิดาที่ยังนอนนิ่งแต่ลืมตาอยู่

“พ่อเจอกับเขาแล้ว พ่อเจอพี่ชายของลูกแล้ว” นทีฤทธิ์บอกลูกชายด้วยเสียงแผ่วเบาเหมือนคนพร่ำเพ้อ และมีอาการเหนื่อยหอบขณะเปล่งวาจา

ทันทีที่นรวิชญ์ได้ยินก็ทราบว่าพ่อกล่าวถึงใคร เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในคืนวันนั้น “พ่ออย่าเพิ่งพูดอะไรเลยครับ วิชญ์ได้เจอกับพี่แล้ว”

นทีฤทธิ์ไม่สนใจคำของลูกชาย หากนึกถึงคนที่ได้เจอหน้าเพียงครั้งเดียว “ลูกชายของพิมพาอยู่ไหน”

นรวิชญ์ได้ยินเสียงถามของบิดา ก่อนจะหายใจถี่ขึ้น สามวันที่พ่อยังไม่ฟื้นก็ไม่เคยเห็นหน้าทิวพนม “วิชญ์ไม่รู้เหมือนกัน ทั้งที่เขาก็รู้แล้วว่าเขาเป็นใคร เกี่ยวข้องยังไงกับวิชญ์กับพ่อ แต่เขาไม่มาเยี่ยมพ่อเลย”

คนป่วยน้ำตาซึม เพราะดีใจที่ลูกรู้แล้วว่าเขาเป็นพ่อ เพียงแค่นี้ก็พอใจแล้ว ไม่ได้คิดหวังให้มากไปกว่านั้นที่ลูกชายซึ่งไม่เคยเลี้ยงดูจะมาห่วงใยกัน

นทีฤทธิ์พยายามจะพูดออกมา แม้เสียงเบา “ไม่เป็นไร อย่าไปว่าพี่ของลูกเลย พ่อผิดเอง แต่พ่อก็ได้เจอเขาแล้ว เขาเป็นคนเข้ามาช่วยประคองพ่อ แค่นี้พอแล้ว พ่อได้เจอเขาแล้ว”

“พ่อไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะครับ พักผ่อนก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะเหนื่อยมากเกินไป”

นรวิชญ์เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าในคืนนั้น ก่อนที่จะมาถึงตัวบิดาที่ไม่รู้สึกตัวโดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งคอยพยุงอยู่เคียงข้าง แต่ด้วยความเป็นห่วงบิดาจึงไม่ได้มองหน้าใครต่อใคร ก็เพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าชายหนุ่มคนนั้นคือพี่ชายต่างมารดาของเขา

นทีฤทธิ์ยังย้ำด้วยประโยคเดิม “พอแล้ว แค่นี้พ่อก็ตายตาหลับ” ทั้งที่รู้ว่าตัวเองนั้นเหนื่อยยามเอื้อนเอ่ย แต่ก็อยากพูดคุยกับบุตรชายมากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้

“พ่ออย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ พ่อต้องอยู่กับวิชญ์ไปอีกนานๆ”

“ลูกน่าจะรู้ว่าพ่อป่วยเป็นอะไร โรคนี้รักษาไม่หายหรอก ถ้าเป็นก็รอแค่วันตาย ตอนนี้ร่างกายพ่อไม่ไหวแล้ว พ่อคงตายตาหลับ”

“แต่หมอบอกว่าถ้าพ่อมีกำลังใจดี อาจยืดเวลาได้อีกหลายเดือน พ่อต้องเข้มแข็ง สู้กับมันให้ได้ กำลังใจสำคัญที่สุด”

นรวิชญ์ไม่คิดว่าบิดาจะเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแต่ยังพอมีหนทางที่จะต่อเวลาของการมีชีวิตให้นานยิ่งขึ้น คือผู้ป่วยจะต้องมีอารมณ์และจิตใจไม่หมองมัว เพื่อมีขวัญกำลังใจที่ดีในการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างเป็นสุขและเตรียมตัวที่จะจากไป

“คนเราหนีความตายไม่พ้นหรอกลูก ไม่วันนี้หรือพรุ่งนี้พ่อก็ต้องตาย แต่ลูกอย่าเสียใจ ลูกต้องอยู่อย่างมีความสุข รักษาวงศ์ตระกูลนี้ไว้ชั่วลูกชั่วหลาน อาจจะทำใจยากถ้าต้องจากกัน แต่คนทุกคนที่พบกันนั้นจะต้องมีวันลาจากกันเสมอ พ่อทำใจได้แล้วเพียงแค่นี้ที่ได้เจอพี่ชายของลูก พ่อก็พอใจแล้ว” นทีฤทธิ์แข็งใจพูดเสียยืดยาว แม้จะหอบเหนื่อย หายใจเร็วและยังไอเป็นการปิดท้ายคำกล่าวก็ตาม

นรวิชญ์หยิบทิชชูยื่นส่งให้บิดา “พ่อไม่ต้องพูดอะไรแล้วนะครับ วิชญ์เข้าใจ พ่อนอนพักก่อนดีกว่า เราค่อยมาพูดคุยกันใหม่” หากนรวิชญ์ไม่รับรู้ว่าพ่อเป็นอะไรจากปากแพทย์ อาจจะตกใจที่เห็นรอยเลือดบนทิชชู หลังจากที่คนป่วยใช้ปิดปากขณะไอใต้หน้ากาก

นรวิชญ์มองเห็นถึงกำลังใจที่จะทำให้บิดามีชีวิตอยู่ด้วยกับไปนานๆ กว่าที่เป็น ซึ่งต้องนำตัวทิวพนมมาพบหน้าพ่อให้ได้ น่าจะเป็นความต้องการและความพอใจของคนป่วยในขณะนี้

“วิชญ์ลืมให้เบอร์ติดต่อกันไว้ แต่กานต์คงรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน วิชญ์จะไปบอกเขาให้มาหาพ่อ พ่อตื่นมาอาจจะได้เจอเขา นั่งคุยกับเขาก็ได้ครับ”

ทั้งที่นทีฤทธิ์นอนหลับตา ก็ยังรับฟังบุตรชายเล่าขานเรื่องราวที่ได้พูดคุยกับลูกชายคนโตและได้บอกเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับพิมพาที่เคยเล่าให้ฟัง จนได้ยินคำกล่าวทิ้งท้ายเมื่อจบเรื่องเล่า ก็ต้องลืมตาเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที

“ไม่ต้อง เขาคงรู้ว่าพ่ออยู่ที่โรงพยาบาลนี้ แต่อาจจะไม่คิดว่าพ่อเป็นพ่อของเขาก็ได้ ไม่ต้องไปตามเขานะ ถ้าคนจะมาหากัน อย่าไปบังคับหรือไปบอกว่าพ่อป่วย อยากให้มาเยี่ยมกันบ้าง พ่อไม่อยากให้ความตายของพ่อไปบังคับเขา แค่ได้เจอกันวันนั้นพ่อก็ตายตาหลับแล้ว”

นรวิชญ์พอจะเข้าใจผู้เป็นพ่อ มองเห็นคนป่วยหายใจเร็วขึ้นจึงไม่คิดจะคัดค้านหรือพูดคำใดให้ขัดแย้งความคิดของบิดาอีกแล้ว

ก่อนที่นทีฤทธิ์จะหลับตาลงอีกครั้ง ยังเอ่ยถามต่อ “พี่ชายของลูกชื่ออะไรนะ”

“ทิวพนมครับ เขาไม่ได้ใช้ชื่อภูผาตามที่พ่อเคยบอกไว้”

นทีฤทธิ์เอ่ยชื่อลูกชายคนโตซ้ำๆ ก่อนจะหลับตาราวกับจะท่องจำให้ขึ้นใจ เขาดีใจที่ได้พบเจอลูกชายที่ชื่อทิวพนม ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่คิดมาหาเขาก็ไม่เป็นไร พ่อที่ไม่เคยเลี้ยงดูลูกจนเติบโตจะให้มาเห็นความสำคัญกันคงเป็นไปไม่ได้ แค่ได้พบหน้าหรือเจอกันเพียงครั้งเดียวก็เกินพอ นทีฤทธิ์ขอบคุณพิมพาที่ตั้งชื่อลูกชายให้มีความหมายว่าภูเขาซึ่งยังคงตามความตั้งใจเดิมของเขาไว้ และยังขอบคุณที่เลี้ยงลูกจนเติบโตเป็นคนดีมีน้ำใจ เขายังระลึกถึงผู้หญิงที่เป็นรักแรกซึ่งรักที่สุด

เขาเหมือนจะฝันถึงพิมพามาบอกว่าได้ทำตามคำที่รับปากไว้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

นทีฤทธิ์เข้าสู่นิทรารมณ์อีกครั้ง โดยไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสพบกับบุตรชายคนโตหรือไม่ ถ้าโรคร้ายมากล้ำกรายจนไม่มีแรงกำลังจะต่อสู้ เขาก็ไม่เสียดายและเตรียมใจจะไปจากโลกใบนี้

 



Don`t copy text!