ลามิลืม บทที่ 33 : เป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริงๆ เหรอ?

ลามิลืม บทที่ 33 : เป็นสิ่งที่ดีที่สุดจริงๆ เหรอ?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

ระหว่างที่ทิวพนมขับรถไปสู่ที่หมาย ก็นึกถึงวันนั้นตั้งแต่ที่เขาเล่าเรื่องราวที่ได้เจอกับผู้เป็นพ่อแท้ๆ โดยไม่รู้ตัวให้เลอมานกับมาลินทร์ได้รับฟัง พี่น้องทั้งสองคนแสดงความยินดีกับเขาซึ่งได้พบบุคคลตามที่หวัง แต่มีความเห็นไม่สอดคล้องกันที่เขาไม่ยอมไปหานทีฤทธิ์อีกเลย

หลังจากวันนั้นเขาคิดเสมอว่าเพียงพอแล้วกับการพบเจอกัน โดยให้เหตุผลกับสองพี่น้องไปว่าแค่ต้องการเจอตัวคนที่เป็นพ่อที่แท้จริงเท่านั้น และต้องการรู้แค่ว่าเคยนึกถึงลูกอย่างเขาบ้างหรือไม่ เหมือนเขาตามหาส่วนที่ขาดหายไปของเศษเสี้ยวหนึ่งของชีวิต จนได้พบส่วนนั้นที่ต่อเข้ากันพอดี จึงไม่ใส่ใจคนผู้นั้นแม้แต่น้อย

‘พี่ทิวยังโชคดีนะคะ ที่รู้ว่าพ่อแท้ๆ ยังมีชีวิตอยู่ น่าจะไปดูอาการกันสักหน่อยก็ดีค่ะ ถือว่าแทนคุณที่ทำให้เราเกิดมา’ มาลินทร์บอกกับเขา หลังจากรับฟังเรื่องราวของค่ำคืนที่เขาพบพ่อแท้ๆ

‘แต่เขาไม่เคยเลี้ยงดูพี่ แล้วพี่จะไปสนใจเขาทำไม พี่มีแค่พ่อเดชก็พอแล้ว ชีวิตพี่ก็ไม่ต้องการคนอื่น’ เขาเอ่ยกับมาลินทร์ที่นั่งข้างๆ พี่ชาย

‘แกพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก แกน่าจะดีใจที่ชาตินี้ได้มีโอกาสไปเจอหน้าเขา หรือว่ายังโกรธเขาที่ไม่ออกตามหาลูกอย่างแก’ เลอมานเอ่ย

‘ฉันไม่ได้โกรธใคร แต่ไม่รู้จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกันทำไมอีก ต่างคนต่างอยู่มาได้เป็นสิบปียี่สิบปีก็อยู่กันได้ ทำตัวให้เหมือนเคย เป็นคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนน่าจะดีกว่า’ เขาบอกเพื่อนชาย

‘ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นคนรู้จักกันแล้ว ถ้าเป็นลิน ลินจะไปหาเขา ไปพูดคุยกันสักครั้งก็ยังดี ต่อไปจะไม่เจอกันอีกก็ไม่เป็นไร แค่ไปพูดกันในตอนที่รู้ว่าใครเป็นใคร จะได้หมดเรื่องค้างคากันสักที’

‘ใช่ ฉันคิดอย่างเดียวกับลิน บางทีพ่อแท้ๆ ของแกอยากจะชดใช้กับเรื่องที่ผิดพลาดไป ถึงแกจะไม่ติดใจอะไร แต่ทางนั้นอาจยังมีสิ่งคาใจก็ได้ ไปหาเขาเถอะจะได้คุยกันให้เข้าใจว่าแกไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขา ถ้าแกเงียบหายไปเลยแบบนี้ เขาอาจจะมาหาแกที่นี่ก็ได้ เพราะตันหยงก็รู้จักแก คุณกานต์ก็รู้จักแก แกหนีไม่พ้นหรอก’ เลอมานเห็นด้วยกับน้องสาว และยังพูดให้เขาได้ขบคิดขึ้นมาว่าหากฝ่ายนั้นอยากเจอเขาก็คงตามหาตัวได้ไม่ยาก

เขาตรึกตรองในใจ สิ่งที่เคยคิดมาก่อนว่าจะไม่ไปพบหน้าพ่อแท้ๆ อีกแล้ว ก็ต้องกลับมาคิดใหม่ บางทีการเข้าไปพูดคุยกันตรงๆ ให้เข้าใจกัน น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า เพื่อไม่ให้ข้องเกี่ยวกันอีกเหมือนแต่ก่อน

เลอมานยังพูดขึ้นมาอีก ‘ฟังเรื่องของแก โลกมันช่างกลมเหลือเกิน ทั้งคุณกานต์ทั้งตันหยงคือคนที่พัวพันกับทางพ่อแท้ๆ ของแก ก็เข้ามาในชีวิตแก มันอาจเป็นโชคชะตากำหนดให้แกต้องได้เจอพ่อแท้ๆ หรือไม่แน่ แม่ของแกอยากให้พบพ่อแท้ๆ ก็เลยนำพาผู้หญิงสองคนเข้ามาให้แกได้รู้จัก โดยเฉพาะคุณกานต์ แกไปเจอเขาอีกครั้งเถอะ จะได้พูดได้คุย แม้สุดท้ายจะไม่เกี่ยวข้องกันก็ไม่เป็นไร ไปให้เขารู้ว่าแกเข้าใจดีแล้ว ถ้าไม่บอกกันเลย เขาอาจจะคิดว่าแกยังโกรธเขาที่ไม่ยอมเลี้ยงดูแกก็ได้’

เมื่อได้ฟังคำของเพื่อนอีกครั้งซึ่งต่างจากความคิดเดิมของเขาที่เกิดขึ้นตอนที่พูดคุยกับผู้เป็นป้า ทิวพนมตัดสินใจในที่สุด ‘ตกลง ฉันจะไปหาเขา’

‘ดีแล้วค่ะ ลินเห็นด้วย ยังไงเขาก็เป็นผู้ให้กำเนิดที่ยังมีชีวิตอยู่ ดูอย่างลินกับพี่เลอ ตอนนี้ไม่มีใครแล้ว มีแค่สองคนพี่น้อง พี่ทิวยังดีนะคะ อยู่ดีๆ ยังมีพ่อ มีน้องเพิ่มขึ้นมาในชีวิต ถ้าเป็นลิน ลินคงยินดีที่ได้เจอพวกเขา’ มาลินทร์ยกมือเช็ดน้ำตาเมื่อนึกถึงบุพการีที่จากไป

‘พูดอย่างนี้ได้ยังไง ลินยังมีพี่ ยังมีทิว ป้าไพ น้องเทียน ยังมีคนอีกตั้งเยอะในชีวิตของพวกเรา’ เลอมานบอกพร้อมทั้งยกมือลูบศีรษะน้องสาวเหมือนปลอบขวัญ แล้วหันไปพูดกับเขา ‘แกไปก็ดีแล้ว ฉันขอไปด้วยนะ จะไปดูหน้าตาน้องชายคนใหม่ของแก จะเป็นยังไง ส่วนแกจะติดต่อกับพวกเขาอีกหรือไม่ก็แล้วแต่แก ฉันขอไม่ออกความเห็น แค่แกไปบอกให้เขาเข้าใจก็พอ ที่แกเงียบไปก็เหมือนหลบหน้า ไม่กล้าสู้หน้าเขา หรือที่เป็นอย่างนี้ เพราะคนนั้นเป็นสามีของคุณกานต์ แกก็เลยไม่อยากยุ่งเกี่ยว เพื่อกลบเรื่องอดีตไม่ให้มา สะกิดแผลเก่าในใจ’

คำกล่าวของเลอมานทำให้เขาแทบสะดุ้งสะเทือน เพราะเป็นเพื่อนกันมานาน แม้เขาจะไม่เคยเอ่ยเรื่องของกาต์สินีซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ไม่อยากไปเจอหน้าพ่อแท้ๆ เขาไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับชายหญิงสองคนนั้นไม่ว่าจะสัมพันธ์กันแบบใด

ทิวพนมต้องพูดเลี่ยงไม่ให้เพื่อนกล่าวถึงกานต์สินีกับคนมาก่อนที่เป็นผู้ถูกเลือก ทั้งที่เป็นความจริงอย่างหนึ่งซึ่งไม่อยากจะพบหน้ากันอีก ‘ฉันก็บอกแกไปแล้วไง ว่าจะไปพบกับเขา แกอย่ามาเซ้าซี้มากเลย’

‘ฉันรู้ว่าแกจะไปพบพ่อของแก อยู่โรงพยาบาลไหนล่ะ ถ้าไม่รู้ ฉันจะได้โทรบอกตันหยงให้ถามลูกชายของเขา’

‘ไม่ต้อง ฉันยังจำได้ ลองไปดูก่อนแล้วกัน ถ้าออกกลับไปอยู่บ้าน ก็ค่อยไปรบกวนตันหยง’

‘ฉันต้องดูก่อนว่าจะงดเวรวันไหน ให้ตรงกับแก ฉันจะได้ไปด้วย ไปเป็นเพื่อนแก ฉันไม่ปล่อยให้แกไปคนเดียวหรอก’

คำของเลอมานทำให้เขาต้องรอคอยอีกฝ่ายหยุดทำงานให้ตรงกับวันหยุดของเขา จนล่วงเลยมาเกือบสองอาทิตย์

วันนี้ทิวพนมขับรถเข้ากรุงเทพมหานคร มุ่งตรงสู่โรงพยาบาลที่ยังพอจดจำได้ ในคืนนั้นที่นรวิชญ์เคยย้ำกับเขาไว้

นอกจากจะไปพูดคุยให้เข้าใจกันแล้ว ขอให้ต่างคนต่างอยู่เหมือนแต่ก่อน เขาเพิ่งจะนึกถึงคำพูดของเทิดพะเนียงได้

ถ้าพี่เจอเขาก็บอกให้เขารู้ด้วยแล้วกันว่ายังมีลูกอีกคนคือเทิด

ทิวพนมคิดจะเล่าเรื่องราวของแม่กับเขาให้นทีฤทธิ์ได้รับทราบเช่นกัน ตั้งแต่วันที่แม่อุ้มเขาหนีออกมาจากพ่อแท้ๆ เพราะไม่อยากเป็นบ้านเล็กของใคร

“แกพร้อมหรือยัง ถ้ายังกลัวก็นั่งอยู่ตรงนี้ ทำใจก่อนก็ได้ วันนี้ฉันไม่รีบไปไหนหรอก” เลอมานซึ่งนั่งข้างเบาะคนขับเอ่ยขึ้น เมื่อเขานำรถเข้ามาจอดนิ่งสนิทในลานจอดรถยนต์ของโรงพยาบาล

“ฉันจะต้องทำใจทำไม แค่เข้าไปคุยให้เข้าใจกันก็พอ แล้วขอตัวกลับ” ทิวพนมบอกเพื่อนชาย หากในใจก็กลัวกับการเผชิญหน้าคนสองคน คนหนึ่งคือพ่อแท้ๆ อีกคนคือหญิงสาวที่ลึกๆ ก็ยังแสนเสียดายอยู่

“ถ้าแกไม่ต้องทำใจ พวกเราก็ไปกันเลย บุก!” เลอมานเปิดประตูรถ ลงไปยืนข้างนอกตัวรถ

ทิวพนมส่ายศีรษะให้กับคำสุดท้ายที่เพื่อนเอ่ย นี่แค่มาเยี่ยมคนป่วยไม่ใช่จะไปออกรบสักหน่อย

เขายังจำชื่อสกุลของพ่อได้ดีจึงแจ้งแก่พนักงานของโรงพยาบาล จนรู้ว่านทีฤทธิ์ยังนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องไหน ชายหนุ่มสองคนพากันไปยังห้องนั้น พอถึงหน้าประตูห้อง เขามองหน้าเลอมาน ก่อนจะเคาะประตูแล้วผลักบานประตูเข้าไปด้านใน

ทิวพนมเดินนำหน้าเพื่อนเข้าไปในห้อง หยุดก้าวขาเมื่อเห็นผู้สูงวัยซึ่งมีร่างกายผอมแห้งอยู่ในชุดผู้ป่วย กำลังนั่งพิงหัวเตียงที่ถูกไขขึ้นมาโดยมีหมอนรองอยู่ด้านหลัง จ้องดูโทรทัศน์ด้วยสีหน้าอ่อนเพลีย พร้อมทั้งยังมีอาการหอบเหนื่อยอย่างเห็นได้ชัด แม้ตรงจมูกกับปากยังครอบด้วยหน้ากากที่ให้ออกซิเจนตลอดเวลา

นทีฤทธิ์รับรู้ถึงการมาเยือนของพวกเขา ก็ละสายตาจากจอสี่เหลี่ยม หันหน้ามาเห็นเขาด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มเพราะยังคงจดจำเขาได้

เขาเองก็จำได้เช่นว่าผู้ป่วยบนเตียง คือชายสูงวัยที่เคยเข้าไปช่วยประคองหรือพ่อแท้ๆ ของเขา

“ผมมาหาคุณ” ทิวพนมเอ่ยด้วยเสียงแข็งและห้วน จนเลอมานจับบ่าเขาเพื่อให้ลดความแข็งกระด้าง เขาต้องเปลี่ยนคำพูดใหม่ “ผมมาเยี่ยมคุณครับ เพิ่งจะหาวันหยุดได้ อาจมาช้าหน่อย”

“ฉันขอบใจ ทิวพนมใช่ไหม” นทีฤทธิ์ปิดโทรทัศน์เพื่อให้อีกฝ่ายได้ยินเสียงพูดชัดเจนยิ่งขึ้น วันนี้คนป่วยพอเอ่ยได้บ้าง โดยที่ไม่เหนื่อยเพิ่มขึ้นเหมือนช่วงแรกที่เข้ารักษาตัว

แม้คนบนเตียงจะเอ่ยด้วยเสียงค่อย เขาก็ยังพอได้ยิน “ใช่ครับ ผมคือทิวพนม ลูกของแม่พิม”

“หน้าเหมือนฉันตอนหนุ่มๆ แต่ตาเหมือนพิมพามากเลยนะ ฉันดีใจที่ได้เจอกันอีก นึกว่าจะไม่ได้เจอกันเสียแล้ว”

ทิวพนมยังหยุดอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้มากกว่านั้นทั้งที่สามารถทำได้ จนเลอมานต้องดุนหลังให้เขาก้าวขาไปอีกสักสามก้าว หากไม่ได้ยืนชิดเตียงมากเกินไป แค่ให้พูดคุยกันได้รู้เรื่อง

“รู้ไหมว่าทำไมพิมพาถึงตั้งชื่อให้ว่าทิวพนม” นทีฤทธิ์เอ่ยถาม

“แม่พิมบอกว่าจะได้มีชื่อที่มี ท. ซึ่งมีในชื่อจริงของคุณ” เมื่อนำเรื่องราวที่เคยได้ยินจากแม่ ก็นำมาปะติดปะต่อกันได้จนเข้าใจคำที่แม่เคยบอก

“แล้วรู้ไหมว่าฉันเคยตั้งชื่อให้ลูกว่าภูผา” เมื่อคนถามเห็นเขาพยักหน้าตอบก็เอ่ยต่อ “ภูผาความหมายคือภูเขาไม่ต่างจากทิวพนม ฉันอยากให้ลูกชายเข้มแข็งและมั่นคงเหมือนภูเขาไม่ว่าจะพบเจอเรื่องใดๆ เมื่อมีภูเขาก็ต้องมีสายน้ำอยู่คู่กัน ถึงวันหนึ่งจะไม่มีสายน้ำ ภูเขาก็ยังคงตั้งมั่นอยู่ได้”

ทิวพนมเอ่ยแทรก “แต่ถ้าไม่มีภูเขา สายน้ำก็อยู่ได้เช่นกัน”

เหมือนอีกฝ่ายจะพูดเข้าทางเขาที่ตั้งใจมาพบหน้ากันอีก หากก่อนที่จะเข้าเรื่อง นทีฤทธิ์ก็เอ่ยขึ้น

“ฉันรู้ว่านายคงโกรธที่ฉันไม่เคยออกตามหา หรือนำมาเลี้ยงดูแลได้ ตอนนั้นฉันไม่รู้จะทำยังไง ใจหนึ่งอยากตามหา ใจหนึ่งก็กลัวเพราะแม่ของฉันข่มขู่ว่าถ้าฉันกลับไปยุ่งเกี่ยวกับพิมพา ฉันก็จะเสียคนรักกับลูกชายไปตลอดกาล ฉันแค่หวังว่าสักวันพิมพาจะกลับมาหาฉันหรือบอกให้ลูกมาหาฉันด้วยแหวนวงนั้น แต่รอแล้วรอเล่า ผ่านมาหลายสิบปีก็ไม่มีวี่แววของพิมพาอีกเลย ฉันจึงให้วิชญ์ออกตามหา เผื่อจะได้เจอหน้ากัน ก่อนที่ฉันจะไม่อยู่แล้ว” คนพูดไอเป็นการปิดท้าย อีกมือรีบยกหน้ากากออกห่างใบหน้า อีกมือรีบคว้ากระดาษทิชชูที่วางไว้ใกล้ตัวขึ้นมาปิดปาก

เพียงแค่นี้ เขาก็พอจะรู้แล้วว่านทีฤทธิ์ยังหวังจะเจอพวกเขามาเนิ่นนาน ไม่ได้คิดทิ้งขวางหรือปล่อยให้แม่กับเขาต้องเผชิญโลกตามยถากรรมอย่างที่เคยเข้าใจ แม้อยากจะเข้าเรื่องแค่ไหน เขาก็เอ่ยปากเล่าเรื่องของแม่ให้พ่อแท้ๆ ได้รับรู้ ตามความตั้งใจก่อนจะมาถึงที่นี่

“ตอนที่แม่หนีคุณมา แม่ไม่รู้ว่ามีน้องอีกคนอยู่ในท้อง พวกเรามาอยู่กับยายกับป้า จนแม่ทำงาน ได้เจอกับพ่อเดชและแต่งงานกัน พ่อเดชทำให้ผมรู้สึกได้ว่าชีวิตนี้ไม่ได้ขาดพ่อ พวกเราอยู่กันสุขสบายดี จนผมสอบเข้าคณะสัตวแพทย์ได้ แม่จึงบอกความจริงแล้วให้แหวนที่คุณฝากไว้ ผมเคยถามเรื่องของคุณกับแม่ แต่แม่ไม่ยอมพูดถึงอีกเลย จนวันที่แม่จากผมไปพร้อมกับพ่อเดช ผมจึงคิดที่จะตามหาคุณด้วยแหวนวงนั้น แต่ผมไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน จนมีคนเคยเห็นแหวน แล้วบอกว่ามีคนที่มีแหวนเหมือนกับอยู่ในงานคืนนั้น ผมจึงได้พบคุณโดยไม่รู้ตัว”

นทีฤทธิ์มีน้ำตาคลอ เมื่อทราบเรื่องราวของผู้หญิงแสนรักนั้นได้จากกันไปไกลแล้ว ตนอาจจะผิดเองที่เชื่อฟังคำของแม่มากกว่าที่จะปกป้องหญิงที่รัก นทีฤทธิ์ได้แต่ขอโทษพิมพาอยู่ในใจ ชาตินี้แม้จะไม่ได้เจอหน้ากันอีก หากอย่างน้อยก็ได้พบบุตรชายคนโต

“ลูกชายอีกคนของฉันอยู่ไหนล่ะ” สายตาของผู้ถาม มองไปยังเพื่อนชายซึ่งยังยืนอยู่ด้านหลังของเขา

เลอมานปล่อยให้ลูกชายอยู่กับบิดา กระซิบบอกเขาว่าจะไปรอนอกห้อง แล้วก็ผละออกไปทันที ไม่สนใจคำที่เคยใช้อ้างว่าจะมาดูหน้าตาของน้องชายอีกคนของเขา เพราะขณะนี้ในห้องมีเพียงผู้ป่วยที่อยู่บนเตียง

ทิวพนมยังไม่ตอบคำถามนั้น “น้องชายของผมชื่อเทิดพะเนียง ตอนนี้เทิดไม่อยู่กับผมแล้ว เทิดคงเป็นดอกไม้ไฟไปอยู่กับแม่พิมบนสวรรค์”

นทีฤทธิ์จ้องหน้าเขาไม่วางตา อย่างกับไม่เชื่อคำพูดของเขา

ชายหนุ่มยังเอ่ยต่อ “ก่อนเทิดจะเสีย เทิดได้บอกผมว่าถ้าผมได้เจอคุณ ฝากบอกคุณให้รู้ด้วยว่ายังมีเทิดเป็นลูกชายอีกคนที่เกิดกับแม่พิม ไม่ใช่มีผมแค่คนเดียว”

พี่ได้บอกเขาไปแล้วนะ เทิด’ ทิวพนมพูดในใจ เผื่อน้องชายจะได้ยิน เป็นการทำความตั้งใจของเทิดพะเนียงเรียบร้อยแล้ว

นทีฤทธิ์นึกถึงฝันในคืนนั้น ที่พิมพามาบอกว่าลูกได้จากไปแล้ว พึมพำออกมาแผ่วเบา “โธ่! ลูกพ่อ ยังไม่ได้เจอหน้ากันเลยก็จากไปแล้ว” จากนั้นก็เอ่ยด้วยเสียงที่ดังขึ้น “พ่อรู้แล้วนะว่ายังมีเทิดเป็นลูกอีกคนของพ่อ”

ทิวพนมไม่รู้ว่าอีกฝ่ายบอกเขาหรือบอกเทิดพะเนียงเหมือนกับเขาที่พูดในใจกับน้องชาย

“ที่ผมมาพบคุณในวันนี้ เพื่อจะพูดให้เข้าใจกันว่าผมไม่ได้โกรธที่คุณไม่เคยเลี้ยงดูพวกผม แต่ผมอยากอยู่ของผมเหมือนเดิม โดยที่ไม่อยากให้พวกคุณมาเกี่ยวข้องกันอีก หวังว่าคุณจะเข้าใจผม ผมดีใจที่ได้เจอคุณ เพราะคุณคือผู้ให้กำเนิด ผมก็จะไม่ลืมพระคุณเช่นกัน” เขาเข้าเรื่องทันที

“ฉันก็ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง ตอนแรกไม่คิดว่าลูกจะมาหากันอีก ฉันดีใจที่ได้รู้ว่าลูกไม่เคยโกรธพ่อคนนี้ฉันดีใจจริงๆ ที่มีลูกสองคนกับพิมพา ฉันจะไม่ลืม แต่ขอได้ไหม ขอให้มาเจอกันอีก ยังไงก็เป็นลูกชายของฉัน อย่ามาตัดสัมพันธ์กันเลย วันนี้อาจเร็วไปที่ฉันอยากได้ยินคำตอบ ขอให้กลับไปคิดก่อนแล้วกัน แต่มั่นใจได้เลยว่าฉันจะไม่ไปรบกวน แค่ให้ลูกรู้ว่ายังมีพ่อมีน้องอีกคนที่อยู่ทางนี้ก็พอแล้ว” นทีฤทธิ์เปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกอีกฝ่ายในทันที เมื่อรู้ว่าลูกชายคนโตไม่ได้ขุ่นข้องหมองใจกัน

เขามองพ่อแท้ๆ แต่ก็ยังยืนยันความตั้งใจเดิมคือไม่อยากให้ข้องเกี่ยวกันน่าจะดีกว่า

“ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ ขอให้คุณหายป่วยไวๆ ดูแลสุขภาพด้วยครับ” ทิวพนมค้อมตัวให้ผู้ป่วยเป็นการอำลา

“ลูกมาหาพ่ออีกได้ไหม” นทีฤทธิ์ถามไปด้วยความหวังจะได้รับคำยืนยันจากบุตรชายคนโต

หากทิวพนมหันหน้าไปมองผู้ป่วยบนเตียง โดยไม่มีคำพูดจาใดๆ แล้วหมุนตัว ก้าวเดินไปเปิดประตูออกจากห้อง

หากเขาหันหน้ากลับมามอง อาจจะเห็นน้ำตาของนทีฤทธิ์ไหลออกมาจากตา เพราะคำอ้อนวอนนั้นอาจยังไม่เพียงพอที่จะให้ลูกกลับมาหากันอีก

ทิวพนมเจอเลอมานยืนคอยอยู่หน้าประตูห้อง เขาเพียงยิ้มนิดๆ ให้เพื่อนชาย เดินนำหน้าไปโดยไม่พูดไม่จา จนเข้ามานั่งในรถ เลอมานก็เอ่ยขึ้น

“ฉันไม่ถามหรอกว่าแกจะทำอย่างไรต่อไปกับพวกเขา เพราะฉันรู้จักแกดี แต่อยากให้แกคิดดีๆ ก็แล้วกัน ฉันไม่มีอะไรจะคัดค้าน หวังว่าแกจะพูดคุยกันเข้าใจดีแล้ว กลับบ้านเรากันเถอะ ปล่อยให้ทุกสิ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงฝัน แล้วแกก็ตื่นมาเจอความจริงว่ายังมีป้า มีน้องเทียน มีฉัน มีลินก็พอเเล้วในชีวิตนี้ คงจะสุขสบายใจเหมือนที่ผ่านมา”

เขายังไม่รู้ว่าที่ได้ไปพูดคุยกับผู้ป่วยนั้นจะเข้าใจกันดีอย่างที่เพื่อนชายบอกหรือไม่ แต่เขานั้นได้ทำตามที่ตั้งใจไว้ทุกอย่าง กับการมาพบนทีฤทธิ์เป็นครั้งที่สอง เขาก็ยังไม่โหยหาพ่อแท้ๆ เพราะชีวิตเขาเติบโตมาโดยไม่รู้สึกว่าขาดพ่อแม้แต่น้อย คงเป็นอย่างที่ผู้เป็นป้าได้กล่าวไว้ ต่างคนต่างอยู่คงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ทิวพนมไม่เห็นความจำเป็นจะต้องกลับมาเจอคนในครอบครัวชิษณุวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อบังเกิดเกล้า น้องชายต่างมารดา หรือแม้แต่หญิงสาวที่เคยคาดหวังจะได้อยู่เคียงข้างกัน เขาไม่อยากยุ่งเกี่ยวกันอีกต่อไป ขอเป็นหมอแมวที่อยู่กับงานที่รักน่าจะดีกว่ากับการเป็นลูกชายคนโตของตระกูลนั้น ชายหนุ่มไม่เคยเสียใจเลยที่เกิดมาเป็นลูกของแม่พิมและมีพ่อเดชที่คอยให้ความรักจนเขาเติบโตในครอบครัวที่สมบูรณ์และแสนอบอุ่น เขาก็คิดเช่นเดียวกับเทิดพะเนียง ชีวิตนี้มีพ่อเดชเป็นพ่อเพียงผู้เดียวก็พอแล้ว

 



Don`t copy text!