ลามิลืม บทที่ 34 : ความธรรมดาที่ใจจะต้องชินไปเองใช่ไหม?

ลามิลืม บทที่ 34 : ความธรรมดาที่ใจจะต้องชินไปเองใช่ไหม?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

ทิวพนมขับรถออกจากโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานครจนถึงจังหวัดบ้านเกิด เป็นช่วงเวลาพอดีกับเวลาเลิกงานของมาลินทร์ เขาจึงต้องแวะเข้าไปโรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดูเพื่อรอรับมาลินทร์ตามคำบอกของเพื่อนชาย หลังจากส่งสองพี่น้องถึงบ้านแล้ว เลอมานก็ชวนเขานั่งกินข้าวเย็นด้วยกัน แต่ทิวพนมปฏิเสธ จะกลับไปกินข้าวกับรำไพเพื่อเล่าเหตุการณ์ที่ตัดสินใจไปพบพ่อแท้ๆ ในวันนี้

พอถึงบ้าน เหมือนจะมีคนเปิดประตูรออยู่ก่อนแล้ว เขาขับรถเข้าไปจอดตรงตำแหน่งประจำ ท้องฟ้ายามโพล้เพล้ค่อยๆ ลดแสงสว่างลงจนเริ่มเข้าสู่ความสลัวลาง พอเขาลงจากรถก็ได้พบโอเลี้ยงซึ่งเป็นขาประจำในการต้อนรับเขากลับบ้าน มันรีบวิ่งมายืนรอตรงหน้าประตูรถทางฝั่งคนขับราวกับมาทวงของฝากซึ่งเขาไม่มีให้ แต่มันก็ยังดีใจกับคำทักทายของเขา

ทิวพนมเดินเข้าไปในตัวบ้าน สายตาชำเลืองเห็นจานใส่กับข้าววางเรียงรายอยู่บนโต๊ะมากกว่าปกติที่จะนั่งกินข้าวกับรำไพเพียงสองคน

เขาเดินไปทางหลังบ้าน เพื่อจะได้ถามผู้ทำอาหารให้หายคาใจ หากกาแฟกระโดดลงมาจากหลังตู้ดักหน้าเขาไว้ มันเดินมาถูขาเพื่ออ้อนให้อุ้ม เขาจึงต้องอุ้มแมวและเกาคางให้มันอย่างสมใจ พอสักพักก็ปล่อยมันลงสู่พื้นแล้วเดินเข้าไปในครัว เขาเห็นรำไพตั้งหน้าตั้งตาปรุงอาหารในหม้อ โดยไม่รับรู้ถึงการมาเยือนของเขาเลย

“จะมีใครมาทานข้าวกับพวกเราหรือเปล่าครับ วันนี้กับข้าวเยอะจัง หรือป้าจะเลี้ยงฉลองให้ใคร” ทิวพนมถามออกไป จนคนที่อยู่หน้าเตาแก๊สสะดุ้งตัว

“มาไม่ให้สุ้มให้เสียง คนกำลังทำกับข้าวเพลินๆ ตกใจหมดเลย” รำไพเอ่ยอย่างคนอารมณ์ดี

“วันนี้เป็นวันพิเศษอะไรเหรอครับ”

“พิเศษมากๆ เลยแหละ วันนี้จะมีคนมากินข้าวกับพวกเรา เนอะ กาแฟเนอะ” รำไพหันไปเออออกับแมวที่เดินตามหลังเขามา แล้วกลับไปปรุงอาหารในหม้อต่อ

“ผมไม่ได้พาเลอกับลินมาด้วยนะครับ ถ้าอย่างนั้น ผมจะขับรถไปรับให้มากินข้าวเย็นด้วยกัน”

“ไม่ต้องหรอก ป้าทำกับข้าวเยอะอย่างนี้ ก็ยายเทียนกลับมาแล้ว ถึงบ้านสี่โมงเย็น แต่ขอตัวไปนอนพัก บอกว่าเหมือนจะไม่สบาย” รำไพบอกให้หลานชายรับรู้

“เทียนอยู่ข้างบนเหรอครับ ตอนเข้าบ้านก็ไม่ได้ดูรองเท้าให้ดี กาแฟไม่บอกกันบ้างเลย” เขาหันหน้าไปโทษแมวที่หยุดเลียขนแล้วเงยหน้าขึ้นมองเมื่อถูกเอ่ยถึง

เขานึกถึงน้องสาวที่ขาดการติดต่อกันสองอาทิตย์ก็หมดห่วงทันที เมื่อเทียนพนากลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัย ผู้เป็นป้าก็คงเช่นเดียวกัน จึงดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ทำอาหารเพื่อต้อนรับสมาชิกคนสุดท้องของบ้าน

“ตาทิวไปเรียกยายเทียนให้ลงมากินข้าวได้แล้ว ป้าทำแกงหม้อนี้เสร็จก็กินกันได้เลย” รำไพบอกหลานชาย

ทิวพนมได้ยินดังนั้นก็กลับหลังหัน เดินไปที่บันได ก้าวขาขึ้นไปบนชั้นสองของบ้าน มุ่งตรงไปยังห้องนอนของน้องสาว เขาเคาะประตู ก่อนที่จะผลักบานประตูเข้าไปด้านในเพราะรู้ดีว่าเทียนพนาไม่ชอบล็อกประตูห้อง

เขาเห็นน้องสาวนอนห่มผ้าบนเตียง จึงเดินเข้าไปใกล้ จากนั้นลงนั่งบนข้างตัวเทียนพนาที่ยังอยู่ในห้วงนิทรา หลับตาสนิท หายใจสม่ำเสมอ เขาจ้องมองใบหน้าผู้กำลังนอนหลับใหลซึ่งประพิมพ์ประพายคล้ายบิดามากกว่ามารดา ถ้าใครมาเห็นคนทั้งสองก็คงคิดว่าไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ แน่นอน ซึ่งเป็นความจริงเพราะเทียนพนาเป็นน้องต่างบิดา หากเขาก็ไม่ได้รักน้อยลงไป ยิ่งหวงยิ่งห่วงตามประสาพี่ชายที่มีน้องสาวเพียงคนเดียว

ทิวพนมจับแขนเทียนพนา หากรับรู้ถึงความร้อนที่ไม่ใช่ความอุ่นของร่างกายยามปกติ จึงรีบนำมือไปแตะหน้าผากของน้องสาวก็รับรู้ถึงความร้อนผ่าว หากคนที่นอนอยู่คงรู้สึกตัว ค่อยๆ ลืมตาขึ้น หันหน้ามองเขา

“พี่ทิวกลับมาแล้วเหรอ” เทียนพนาถามด้วยน้ำเสียงเหมือนคนเหนื่อยอ่อน

เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่ถามกลับ “ไม่สบายใช่ไหม มีไข้ด้วยนะ ไปหาหมอไหม พี่จะพาไป”

“ไม่ต้องหรอกพี่ทิว กินยาลดไข้ นอนพักเดี๋ยวก็หาย เทียนเป็นอย่างนี้มาห้าวันแล้ว ยังดีที่พอจะยืนเดินได้ คงเป็นไข้ทับระดูมากกว่า ผู้หญิงก็อย่างนี้แหละ” เทียนพนาเอ่ยพลางยันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงเพื่อคุยกับพี่ชายและยังคาดการณ์กับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่

เขาไม่ค่อยจะเข้าใจอะไรมากนัก เพราะเป็นเรื่องของผู้หญิงที่ผู้ชายนั้นไม่มีโอกาสได้เป็น เมื่อน้องสาวบอกเช่นนั้นก็ต้องเชื่อ เพราะเป็นประจำอยู่ทุกเดือน

“ไปทานข้าวเย็นกันดีกว่า ป้าไพทำกับข้าวให้เทียนเยอะแยะเลย ของโปรดทั้งนั้น”

น้องสาวมองเขาแล้วยิ้มให้ แต่ยังไม่ขยับเขยื้อนหรือเปลี่ยนท่าทาง หากเอ่ยขึ้น “พี่ทิว เทียนมีเรื่องจะบอก ที่จริงเรื่องนี้เกิดก่อนที่เทียนจะไปเที่ยว แต่ไม่อยากบอกพี่ทิวให้ไม่สบายใจ เทียนได้เจอคนที่มีแหวนเหมือนพี่ทิวด้วยนะ เขาอยากให้เทียนพามาหาพี่ทิว แต่คนนั้นคือ…” เทียนพนายังอ้ำอึ้งไม่กล้าบอกพี่ชาย

“คู่หมั้นของคุณกานต์ใช่ไหมล่ะ” เขาเอ่ยแทรก หากเพิ่งจะคิดได้ก็เปลี่ยนคำพูดใหม่ “ไม่ใช่สิ ตอนนี้พวกเขาแต่งงานกันแล้วก็คงเป็นสามีของคุณกานต์”

“พี่ทิวรู้ได้ยังไง หรือพี่กานต์พาเขามาพบพี่ทิวแล้ว”

“ไม่ใช่หรอก เขาไม่ได้มาพบพี่ แต่พี่เป็นคนไปหาพวกเขาเองต่างหาก” เขาบอกน้องสาวไปตามความจริง

“พี่ทิวเคยบอกว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับพี่กานต์อีก เทียนก็เลยไม่อยากเล่าเรื่องของพวกเขาให้พี่ฟัง กลัวพี่ทิวจะยังทำใจไม่ได้”

เขายิ้มให้กับความหวังดีของน้องสาว “พี่ไม่เป็น อะไรแล้ว คนเราคงไม่ได้คู่กันก็เท่านั้นเอง พี่ก็รอคู่ของพี่ให้ได้เจอกันไวๆ”

เทียนพนาพยักหน้ารับทราบสิ่งที่เขาบอก ยังถามออกมาด้วยความใคร่รู้ “เขาอยากจะมาพบพี่ทิวทำไมเหรอ”

ทิวพนมเล่าเรื่องราวให้เทียนพนารับรู้ทั้งหมด หากบางเรื่องก็ยังไม่เคยรู้มาก่อน โดยเฉพาะเรื่องแท้จริงของแหวนกับตัวเขา จนได้เจอน้องชายต่างมารดาและพ่อแท้ๆ ของเขา

“เทียนยินดีด้วยนะที่พี่ทิวได้เจอพ่อของตัวเอง” น้องสาวพูดกับเขาทันทีที่เข้าใจเรื่องทุกอย่างดี

“พ่อของพี่กับเทิดก็คือพ่อเดชเหมือนเทียน ไม่มีใครมาแทนที่พ่อเดชได้หรอก พี่ก็ยังเป็นพี่ของเทียน อยู่ดูแลเทียนกับป้าไพที่นี่ พี่ไม่ให้พวกเขามายุ่งเกี่ยวกับพวกเรา ถึงเขาอยากให้พี่ไปอยู่ด้วย พี่ก็ไม่ไป” ทิวพนมบอกน้องสาวด้วยเสียงหนักแน่นในประโยคท้ายๆ

เทียนพนาเข้าไปกอดเขาไว้แน่น “เทียนขอบคุณพี่ทิวที่ไม่ทิ้งกันไปไหน เรามีกันอยู่แค่นี้ก็อยากให้มีกันอย่างนี้ตลอดไป ถ้ายายพวง พ่อเดช แม่พิม พี่เทิดยังอยู่ด้วยกัน พวกเราคงมีความสุขมากกว่านี้”

บุคคลทั้งสี่ที่น้องสาวเอ่ยถึง ซึ่งเป็นผู้ที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาเจอกันได้อีก ทิวพนมยังระลึกถึงคนเหล่านั้นอยู่เสมอ หวังว่าคนทั้งสี่คงจะเห็นดีด้วยกับสิ่งที่เขาตัดสินใจทำลงไป

“ลงไปกินข้าวกันเถอะ ป่านนี้ป้าคงรอนานแล้ว กับข้าวเย็นหมด เดี๋ยวจะกินไม่อร่อย เทียนจะได้มานอนพักด้วย ดูหน้าสิซีดเลย” เขาบอก พลางช่วยพยุงตัวน้องสาวให้ลุกขึ้นยืน เทียนพนาต้องเกาะแขนเขาไว้เพื่อให้ยืนได้มั่นคง

“ถ้าไม่ไหวก็นอนพักต่อ พี่จะลงไปบอกป้าให้เอง”

“ไม่หรอก เทียนยังไหว แค่นี้ไม่เป็นอะไรมาก พี่ทิวโชคดีนะที่เป็นผู้ชาย ไม่ต้องมีประจำเดือนเหมือนอย่างเทียน แต่เป็นครั้งนี้ดูแย่กว่าครั้งก่อนๆ”

“อย่าฝืนเลย ถ้าไม่ไหว” เขาย้ำกับน้องสาวด้วยความห่วงใย

“ไปทานข้าวกันเถอะพี่ทิว” เทียนพนาฝืนบอกพี่ชายด้วยน้ำเสียงสดใสกว่าเดิม แล้วก็เดินนำหน้าไปอย่างคนเริ่มจะหมดเรี่ยวแรง แต่ทำเป็นเข้มแข็งให้ดูมีแรงก้าวขา จนเขาต้องเข้าไปประคองน้องสาวให้เดินไปพร้อมกัน

หากเทียนพนาก็ยังเอ่ยออกมา “เทียนอยากไปกินกับข้าวฝีมือป้าไพ ถ้าวันนี้เป็นอาหารมื้อสุดท้าย เทียนจะไม่เสียใจเลยที่ไปนั่งทานข้าวกับพี่ทิวกับป้าไพ เทียนรู้สึกใจคอไม่ดี มันบอกไม่ถูกเหมือนกัน”

ทิวพนมได้แต่ส่ายหน้าให้กับคำพูดของน้องสาวที่เหมือนจะคิดกังวลมากจนเกินไป เขาไม่รู้เลยว่าความสังหรณ์ของบางคนก็เป็นลางบอกเหตุซึ่งอาจจะกลายเป็นเรื่องจริง

หรือนี่จะเป็นคำบอกกล่าวถึงสัญญาณเตือนของผู้ที่กำลังจะจากไป เพื่อใช้เวลาที่เหลืออยู่สำหรับการอำลา

เขายังไม่ได้ร่ำลาน้องสาว เพราะคาดว่าพรุ่งนี้เช้าก็คงจะหายป่วย

 

คำพูดของเทียนพนาเป็นความจริงแท้ที่ยังไม่ทันได้เตรียมใจ เมื่อตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้น ผู้เป็นป้าเคาะประตูห้องนอนของเขาเสียงดัง เพราะน้องสาวนั้นนอนมีไข้สูง หนาวสั่นจนเพ้อถึงบิดามารดา

ทิวพนมรีบนำตัวน้องสาวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน จนได้รู้ว่าเทียนพนาไม่ได้เป็นไข้ตัวร้อนธรรมดา หรือไม่ได้มีอาการไม่สบายเหมือนผู้หญิงที่กำลังมีระดู หากคนป่วยได้รับเชื้อมาลาเรีย จนเชื้อนั้นลุกลามเพราะไม่ได้รับยาต้านทานมาลาเรียป้องกันไว้ก่อน อาการจึงทรุดลงอย่างรวดเร็ว แม้แพทย์จะให้การรักษาอย่างสุดความสามารถ ทว่าเทียนพนานอนอยู่ในโรงพยาบาลได้เพียงสามวันก็จากพวกเขาไปอย่างสงบ

น้องสาวคงไม่ต่างจากน้องชาย หากเทิดพะเนียงหมายถึงลูกไฟก็ถูกพรากชีวิตไปดั่งดอกไม้ไฟบนฟากฟ้า ส่วนเทียนพนาอาจหมายถึงดอกไม้ในป่าก็สิ้นชีวิตเพราะเข้าป่าเช่นเดียวกัน

ทิวพนมสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างรวดเร็ว เขาเศร้าใจ หากยังมีคนเสียใจมากกว่าก็คือรำไพที่ไม่ได้ทันตั้งตัว ช่างกะทันหันเหลือเกินกับการจากไปของหลานสาวเพียงหนึ่งเดียว รำไพมอบความรักให้แก่เทียนพนาเสมือนลูกสาวแท้ๆ

คำพูดของรำไพที่เขาได้ยิน ถ้ารู้ว่ายายเทียนจะเป็นไข้ป่ากลับมาบ้าน ป้าจะไม่ให้ไปเที่ยว หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็จะไม่ให้เข้าไปในป่า แต่ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้อนาคต สุดท้ายเทียนพนาก็เป็นผู้ล่วงลับไปจากครอบครัวเขาเร็วกว่าที่คิด

หลังจากผ่านพ้นงานศพของน้องสาว รำไพที่ยังจมอยู่กับความโศกาอาดูรก็เริ่มล้มป่วย กินไม่ได้นอนไม่หลับ คนที่เหมือนจะเข้มแข็งและคุ้นเคยกับการสูญเสียมากกว่าเขายังเสียศูนย์กับการจากไปของผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดของครอบครัว

ใครจะคิดว่าคนอายุมากจะต้องมาเผาศพคนอายุน้อยถึงสองคนซึ่งเป็นที่รักและความหวังของครอบครัว ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันไม่ถึงสามเดือน

เมื่อถึงเวลา ความตายก็ไม่เคยปรานีใคร

ทิวพนมจึงต้องเข้มแข็งเพื่อดูแลผู้เป็นป้าให้ผ่านพ้นช่วงโศกสลดไปได้ แม้เขาจะเศร้าใจที่น้องทั้งสองจากไปอย่างกะทันหัน คำลาไม่เคยบอกต่อกัน ทั้งที่เขาอยากได้ยินจากคนที่ลาจากไป แต่ไม่เคยมีใครบอกกันสักคำ ทั้งคนที่จากเป็นและคนที่จากตาย

หากการพบกันของทุกชีวิต ย่อมประสบกับความพลัดพรากเป็นธรรมดา

 

หนึ่งอาทิตย์ผ่านพ้นไป รำไพก็ยังเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร หากแข็งใจลุกขึ้นมาทำอาหารให้หลานชายได้รับประทาน แต่ความไม่มีชีวิตชีวาก็เป็นเหมือนอย่างเคย เมื่อคนในบ้านตายจากไปทีละคนทีละคน จนเหลือเพียงสองคนที่อยู่ในบ้าน รำไพรู้ดีว่าตนนั้นก็เริ่มเจ็บไข้ได้ป่วย เนื่องจากความโศกเศร้าตรอมตรม กินน้อยลง นอนไม่ค่อยจะหลับ อีกทั้งยังวิตกว่าหลานชายที่อยู่ด้วยกันจะจากไปตอนไหน เพราะดูท่าแล้วคนมีอายุมากกว่าจะต้องมาจัดงานศพให้คนอายุน้อยไม่หยุดหย่อน ถ้าเป็นไปได้ รำไพอยากให้หลานชายอยู่กับตนจนถึงวันที่ตนหมดสิ้นกรรมก่อนอีกฝ่าย ความทุกข์ความกังวลใจนั้นได้แต่กักเก็บไว้ภายใน เพราะไม่อยากทำให้ทิวพนมต้องคิดมากหรือต้องมาคอยเป็นห่วงกันมากเกินไป จนกระทบกับงานที่ทำ

แม้หลานชายจะเคยคะยั้นคะยอให้รำไพไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เมื่อเห็นมีท่าทางอ่อนเพลียบ่อยๆ ทานข้าวได้น้อยและน้ำหนักลดซึ่งต่างจากที่เคยเป็นอยู่ เพื่อให้มีชีวิตปลอดโรคปลอดภัย แต่รำไพนั้นรู้ดีว่าตนเหมือนคนตรอมใจ หาหมอได้ยามากินก็คงไม่มีประโยชน์ ต้องพยายามทำตัวเข้มแข็งซึ่งยังไม่สามารถทำได้

รำไพเคยบอกกับทิวพนม ถ้าตายก็ขอให้ป้าตายที่บ้านหลังนี้ อย่าให้ไปตายที่โรงพยาบาลเหมือนแม่หรือหลานสาวของตนเลย

วันนี้รำไพรู้สึกอ่อนระโหยโรยแรงมากกว่าวันก่อนๆ จึงนอนพักผ่อนและไม่ได้บอกกล่าวหลานชายให้ต้องคอยเป็นห่วง เมื่อรู้สึกตัวตื่นจากฝันร้ายที่ได้พบมารดาผู้ล่วงลับ หากด้วยความไม่สบายใจ รำไพเดินไปชั้นสองของบ้าน เข้าไปในห้องพระและยังเป็นห้องที่เก็บโกศบรรจุเถ้ากระดูกของสมาชิกทุกคนในครอบครัวที่ตายไป

รำไพจุดไฟที่ตะเกียงน้ำมันเพื่อใช้ในการจุดธูป บอกกล่าวแก่ผู้ตายให้คุ้มครองตนและหลานชาย จากนั้นยังจุดธูปไหว้พระเพื่อให้แคล้วคลาดจากเภทภัยทั้งปวง รำไพตั้งมั่นกับตนเองว่าจะต้องเข้มแข็งกลับมาเป็นคนที่แข็งแรงดุจเดิมในเร็ววัน

เสียงสุนัขเห่าดังขึ้นตรงบริเวณหน้าบ้าน ทำให้รีบปักธูปในกระถาง แล้วพยุงตัวเองเดินลงไปชั้นล่าง เพื่อไปดูผู้มาเยือน จนลืมดับไฟที่ตะเกียง

แม้รำไพจะรู้สึกเวียนหัวและยังมีอาการอ่อนเพลีย แต่ก็เดินมาถึงประตูทางเข้าบ้าน ซึ่งมีโอเลี้ยงยืนส่งเสียงเห่า ไม่ให้คนแปลกหน้าเข้ามาด้านใน

รำไพพิจารณาบุคคลที่ยืนอยู่หน้าประตู เป็นหญิงสาว ผมยาวกระเซอะกระเซิง หากหน้าตามีรอยปูดบวมและรอยช้ำเต็มไปหมดจนจำเค้าโครงหน้าเดิมแทบไม่ได้ ตามท่อนแขนที่โผล่พ้นผ้าคลุมไหล่ก็มีรอยจ้ำเขียวเห็นได้ชัด รำไพพยายามนึกว่าเคยเห็นหญิงสาวตรงหน้ามาก่อนหรือไม่ แต่ก็นึกไม่ออก

“มาหาใครที่นี่” รำไพถามออกไป เมื่อโอเลี้ยงหยุดเห่า เพราะความเหนื่อยที่เห่าติดต่อกันมานาน มันกลับไปนอน เมื่อเจ้าของบ้านมาต้อนรับแขกเหมือนที่เคยเป็น

“ปิ่นจ้ะป้า” หญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าประตูบอกออกมาด้วยท่าทีและน้ำเสียงแสนสุภาพ

“ปิ่นไหน” รำไพถามอีกครั้ง

“ปิ่นสุดาจ้ะ ป้าจำปิ่นได้ไหม” อีกฝ่ายบอกชื่อจริงของตัวเอง

พอไม่นาน รำไพก็นึกขึ้นมาได้ว่าเป็นคนที่เคยรู้จักกันในช่วงหนึ่ง

หากปิ่นสุดาจะย้อนกลับมาที่นี่อีกทำไม

 



Don`t copy text!