ลามิลืม บทที่ 37 : คำร่ำลาที่อยากได้ยิน แต่ไม่ต้องเอ่ยได้ไหม?

ลามิลืม บทที่ 37 : คำร่ำลาที่อยากได้ยิน แต่ไม่ต้องเอ่ยได้ไหม?

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

ตั้งแต่ตติยาหุนหันออกจากห้องตรวจของเขา ทิวพนมก็ยังนั่งบนเก้าอี้ไม่ได้ตามหล่อนไป เพื่อเปิดทางให้เพื่อนชายที่คาดว่าคงรออยู่หน้าห้อง วันเวลาจะทำให้หญิงสาวได้รู้ใจตนเองและมองเห็นความรักความหวังดีที่เลอมานมีให้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง อีกไม่นานเพื่อนคงสมหวังกับคนที่รอคอย

เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ หลังจากบอกความรู้สึกแท้จริงให้หญิงสาวได้รับรู้

บางทีคนเราก็ไม่จำเป็นต้องยื้อเวลากันต่อไป ถ้ารู้แน่ชัดว่าจะไม่มีวันที่ใจคิดตรงกัน เพียงแค่บอกกันตรงๆ คงเจ็บปวดน้อยกว่าที่จะทนคบกันเรื่อยไป อย่างน้อยก็ยังมองหน้ากันได้เหมือนเดิมโดยไม่ตะขิดตะขวงใจ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นกับเจ้าของแมวเปอร์เซียสองตัวเมื่อหลายเดือนก่อน ถ้าวันนั้นบอกกันตรงๆ ว่าหัวใจมีคนจับจองแล้ว วันนี้เขาอาจจะเข้าหน้าติด ยิ้มแย้ม และเข้าไปพูดคุยอย่างสะดวกใจมากขึ้น ทว่าความจริงที่เกิดขึ้น ยามเห็นหน้ากันก็ยังรู้สึกว่าอีกฝ่ายคือคนที่ทำให้หัวใจเขามีรอยถลอก ถึงแม้ความเจ็บจะไม่มีให้รู้สึก แต่ก็ไม่อยากพูดดีด้วยเหมือนแต่ก่อน อยู่ห่างกันอาจจะดีกับใจมากกว่า ซึ่งไม่มีใครรู้ นอกจากเขาเพียงผู้เดียว

ทิวพนมปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปสักพักหนึ่ง ออกจากห้องเพื่อขับรถกลับบ้านที่ยังอาศัยอยู่กับสองพี่น้อง

มาลินทร์ไม่ได้มาทำงาน ตอนนี้คงเตรียมอาหารค่ำไว้รอรับประทานพร้อมกัน หากวันนี้ก็เหลือแค่สองคนที่นั่งร่วมโต๊ะกันเหมือนหลายวันที่ผ่านมา เพราะเลอมานคงพาตติยาไปปลอบขวัญหรือกินอาหารมื้อค่ำกันสองต่อสอง

ยามโพล้เพล้ ความมืดสลัวเริ่มปกคลุมทุกพื้นที่ ทิวพนมสังเกตเห็นชายหญิงสองคนยังยืนคุยกันในลานจอดรถ เขาหยุดยืนมองในระยะไกลอย่างคลายกังวลและยินดียิ่งที่เพื่อนกำลังจะสมปรารถนา เมื่อเห็นท่าทีสนิทสนมระหว่างหนุ่มสาว ก็พอจะรู้ว่าตติยาไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายมากนัก บางครั้งมีรอยยิ้มและหัวเราะด้วยความสบายใจ

หากสายตาของทิวพนม รับรู้ถึงคนสวมหมวกกันน็อกกำลังขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาในบริเวณลานจอดรถยนต์มุ่งตรงไปทางสองคนนั้น ด้วยลางสังหรณ์ เขาทิ้งข้าวของทุกอย่างในมือ รีบวิ่งไปเพื่อคิดจะขวางไว้ หรืออย่างน้อยขอให้ทั้งสองคนหลบได้ทัน

แต่ความเร็วของฝีเท้าคนก็ต้องพ่ายแพ้ให้แก่รถสองล้อ

เมื่อคนปองร้ายหยุดรถมอเตอร์ไซค์ด้านหลังเลอมานห่างประมาณเพียงสามเมตร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาคิดจะเข้าไปแทรกกลางเพื่อใช้ร่างกายของตนปกป้องเพื่อนไว้

ทว่าสองขานั้นช้ากว่าความคิด

ระหว่างที่วิ่งไป เขาเห็นคนสวมหมวกกันน็อก ยกแขนข้างหนึ่งซึ่งในมือนั้นกำของสีดำสนิท เล็งไปที่ด้านหลังของเลอมาน เขาต้องเข้าไปขวางไว้ให้ทันการณ์ ก่อนฝ่ายนั้นจะลั่นไก

ทิวพนมกู่ร้องตะโกนสุดเสียงบอกเพื่อนชาย เมื่อรู้ว่าไม่อาจทำตามอย่างใจนึก หากเสียงร้องของเขาถูกกลบด้วยเสียงปืนที่ดังขึ้นสามนัดติดกัน

สถานการณ์ตรงหน้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่กี่วินาทีหรือแค่ช่วงกะพริบตาห้าครั้งติดต่อกัน เหตุการณ์หมายชีวิตก็เสร็จสิ้น แต่ทุกการกระทำของผู้ประสงค์ร้ายราวกับภาพสโลว์โมชันในสายตาของชายหนุ่ม

เขาเห็นเลอมานหันหน้าไปทางด้านหลังมองคนยิงขี่รถออกไปจากตรงนั้นเร็วไว แล้วค่อยหันหน้ามาทางเขา ก่อนจะทรุดกายลงไปกับพื้น ในจังหวะที่ทิวพนมเข้าไปรับร่างของเพื่อนไว้ได้ทัน โดยไม่สนใจเลือดจะเปื้อนเสื้อผ้าของตัวเอง เขาค่อยๆ ประคองให้เลอมานนอนลงไปบนพื้น

ส่วนตติยายังยืนอึ้ง ตกใจกับเหตุร้ายที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา

เขาหวาดหวั่นเหลือเกิน ถ้ามิตรแท้จะพรากจากกันไปอีกคน ทิวพนมนั่งคุกเข่า ใช้ท่อนขาให้ศีรษะเลอมานได้หนุนนอน

“แกอย่าเป็นอะไรนะ เลอ แกต้องลืมตาไว้ ได้ยินเสียงฉันไหม” ทิวพนมพยายามเรียกปลุกเพื่อนที่ยังหลับตานอนแน่นิ่ง จากนั้นเขาเงยหน้าขึ้น ตะโกนบอกผู้คนที่เริ่มเข้ามามุ่งดู “ช่วยเรียกรถพยาบาลให้หน่อยครับ”

เมื่อเห็นคนกดโทรศัพท์แจ้งเหตุร้ายที่เกิดขึ้น เขาหันมาสนใจเพื่อนชายที่นอนหายใจรวยรินและยังมีเลือดไหลเจิ่งนองรอบตัวผู้ถูกยิงเข้าที่แผ่นหลัง

“เลอตื่น แกได้ยินฉันไหม ตื่นขึ้นมาสิ บอกให้ตื่นขึ้นมา” เขาตบหน้าเพื่อนชายหลายๆ ที จนได้ผลเมื่อเลอมานเปิดเปลือกตาทั้งสองข้าง ยกมุมปากเล็กน้อย ยามเห็นหน้าเขา

“ฉันจะไม่ไหวแล้ว” เลอมานพูดด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่เขาก็พอจะฟังรู้เรื่อง

“แกจะต้องไหว แกอย่าหลับตานะ เดี๋ยวรถโรงพยาบาลจะมารับแกแล้ว อดทนไว้สิ” เขาย้ำกับเพื่อน

เลอมานกระอักเลือดออกมาจากปาก หากยังฝืนพูดกับเขา “ฉันรู้ แกต้องการอะไร คำลาจากฉันใช่ไหม ฉันยังจำได้ ถ้าฉันตายก่อน ฉันจะบอกแกเอง” เลอมานยกมือข้างหนึ่งมาจับแขนเขา

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว แกนอนลืมตาอยู่นิ่งๆ” เขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ ส่ายหน้าให้เพื่อนที่รู้ความต้องการที่เขามีมาเนิ่นนาน ในตอนนี้เขายังไม่พร้อมจะรับฟังอะไรทั้งนั้น “ไม่ต้องพูดแล้ว ฉันไม่อยากได้ยินจากปากแก ได้ยินไหม ฉันไม่อยากได้ยินคำลาจากปากแก” ทิวพนมพูดเสียงสั่น

แม้จะมีอาการปางตาย แต่เพื่อนผู้รู้ใจก็ยังจำคำของเขาได้ดีและพร้อมจะทำให้เขา แต่เขาไม่อยากได้ยินคำลาจากปากเลอมาน ทิวพนมข่มน้ำตาไว้ไม่ให้ไหล ถึงเขาจะอยากได้ยินคำร่ำลามากแค่ไหน แต่ไม่ใช่จากปากเพื่อนผู้นี้ เขาอยากให้ตื่นมาคุยกันเช่นเดิม

เลอมานพยายามฝืนพูดขึ้นมาอีก แม้จะลำสักเลือดที่อยู่ในปาก เพื่อทำสิ่งสุดท้ายที่ต้องการให้สำเร็จ “ฉันฝากลินด้วยนะ ลินไม่เหลือใครแล้ว ฝากแกดูแลลิน…ด้วย” เลอมานเลื่อนมือมาจับมือเขาไว้ ประหนึ่งขอทำสัญญากัน

“แกไม่ต้องบอก ฉันก็รู้อยู่แล้ว ฉันต้องดูแลลิน แต่แกต้องหาย ต้องมาดูแลลินด้วยกัน” เขาพูดด้วยความกระวนกระวายใจ เมื่อเห็นเพื่อนนอนดิ้นทุรนทุรายคล้ายคนกำลังทรมาน

“ฉัน…ไม่…ไหว…แล้ว” เลอมานเริ่มพูดตะกุกตะกักและกระอักเลือดออกมาจากปากอีกครั้ง

ทิวพนมตั้งใจจะไม่ร้องไห้ แต่ตอนนี้เขามองหน้าเพื่อนอย่างพร่าเลือนเหมือนมองผ่านม่านฝน เพราะน้ำตาไหลออกมาเต็มเบ้าตา เขาพูดด้วยเสียงสะอื้น ปล่อยให้น้ำหูน้ำตาไหล “แกอย่าเป็นอะไรนะเลอ แกต้องลืมตา ตื่นมาเจอฉัน ฉันไม่ยอมให้แกหลับตานะ เลอ”

ถ้าแลกได้ เขาจะไปแทนที่เพื่อน เพื่อให้เพื่อนได้สุขสมใจกับสิ่งที่หวังเสียที

“แกอย่า…ฝืนเลย…ถึง…เวลา…ที่ฉัน…จะจาก…ไปแล้ว…ฉันดีใจ…” เลอมานข่มความทรมานไว้ ยิ้มให้เขาเท่าที่จะทำได้ “ที่…ได้เป็น…เพื่อนแก…นะ…ทิว” เลอมานกระอักเลือดอีกที รวบรวมเรี่ยวแรงครั้งสุดท้าย “ฉัน…ขอ…ลา…” เลอมานสูดหายใจเฮือกใหญ่ หากไม่มีเสียงเล็ดลอดออกจากปากอีกเลย

แต่เขาก็อ่านปากในคำสุดท้ายที่เลอมานจะบอกกับเขาว่า…ลาก่อน

เสียงสัญญาณเตือนของรถฉุกเฉินดังแว่วมาแต่ไกล แต่ไม่ทันเวลา เมื่อรถของโรงพยาบาลเข้ามาจอดอยู่เคียงข้าง เลอมานก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดสิ้นพร้อมกับมือที่กุมมือเขาไว้ตกลงข้างกายฉับพลับ เพื่อนชายนอนแน่นิ่งเหลือเพียงแต่ร่างที่นอนจมกองเลือดซึ่งไร้ลมหายใจ

ทิวพนมร้องเรียกเพื่อนชายที่ไม่มีวันฟื้นคืน “ตื่นมาสิเลอ แกจะไปจากฉันไม่ได้ ได้ยินไหม แกตื่นขึ้นมาสิ” เขาปล่อยให้ตัวเองร้องไห้อย่างไม่อายใคร สะเทือนใจกับการสูญเสียบุคคลที่รักและสำคัญกับชีวิต

เป็นการรับฟังคำร่ำลาครั้งแรกในชีวิตจากปากผู้ที่จากไป แต่เป็นครั้งที่เขาเสียใจที่สุดกับการได้ยินคำกล่าวนั้นที่ต้องการ เขาไม่คิดเลยว่าเพื่อนชายคนสนิทจะมีอายุสั้นถึงเพียงนี้

แต่คนที่ยังมีชีวิตอยู่เช่นเขาก็ต้องใช้ชีวิตดำเนินต่อไป

ส่วนตติยา เมื่อหายตกใจกับเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นตรงหน้าและทำลายชีวิตคนที่เปรียบเสมือนพี่ชายไปนั้นก็รู้ว่าเป็นฝีมือผู้ใด หล่อนจำท่าทางของหิรัณย์ได้ แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะไปกล่าวโทษว่าเป็นผู้ร้ายยิงคนตาย ก็แค่การคาดการณ์ของหล่อนเท่านั้น ตติยารู้สึกผิดและยังหวาดกลัวจึงวิ่งเข้าไปในอาคาร รีบไปหาบิดาให้คุ้มครองลูกสาวเพื่อให้มีชีวิตปลอดภัยจากคนที่คิดจะปองร้ายกัน

ทิวพนมไม่รู้เลยว่า…ความเข้าใจผิดของคนบางคนทำให้สูญเสียเพื่อนรักไปตลอดกาล

เมื่อเลอมานเหลือเพียงร่างที่ไร้ลมหายใจ ความสูญเสียที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ก็คงน้อมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยใจจำยอม เขาต้องยอมรับความจริงให้ได้ เพื่อนชายตายจากกันไปแล้วจริงๆ เป็นการลาจากกันซึ่งๆ หน้า จนเห็นลมหายใจสุดท้ายของเลอมาน ความอุ่นในมือที่เคยจับกันไว้ยังไม่จางหาย คำที่เขารับปากไว้นั้นคือคำมั่นสัญญาที่ละทิ้งไม่ได้เลย

ชีวิตคนไม่แน่นอน เมื่อไม่กี่นาทีก่อน ยังได้พูดคุยส่งยิ้มและหัวเราะด้วยกัน แต่ยังไม่ทันข้ามวันข้ามคืนหรือเพียงเสี้ยววินาทีต่อมาก็พรากชีวิตคนผู้นั้นไปไม่หวนคืน ปล่อยให้คนที่ยังมีลมหายใจอยู่ต้องพลอยมีน้ำตาให้กับผู้ล่วงลับ ยามนึกถึงคืนวันที่เคยผูกพันกัน

ทิวพนมปล่อยให้โรงพยาบาลจัดการเรื่องศพของเลอมาน

พอเขาตั้งสติได้ คงต้องรีบไปแจ้งข่าวร้ายกับน้องสาวผู้ตายที่เฝ้าคอยอยู่ที่บ้านด้วยตัวเอง แม้จะอยู่ในสภาพที่เสื้อผ้าเปื้อนเลือดของเพื่อนชายก็ตาม ตอนนี้เขาสนใจเพียงอย่างเดียวคือความรู้สึกของมาลินทร์ตอนที่ได้รับรู้ถึงการจากไปแบบกะทันหันของพี่ชาย

เขาต้องเป็นหลักยึดเหนี่ยวที่มั่นคงให้แก่หญิงสาวซึ่งเหลือตัวคนเดียวไม่ต่างกัน เพราะเขาไม่เคยนึกถึงพ่อแท้ๆ ที่ยังรอคอยจะได้เห็นหน้าลูกชายคนโตอีกสักครั้ง

มาลินทร์จะเป็นเช่นไร เมื่อได้รับรู้ข่าวร้ายของเลอมาน



Don`t copy text!