ลามิลืม บทที่ 38 : หรือมีวันไหน? ที่ต้องไกลกัน

ลามิลืม บทที่ 38 : หรือมีวันไหน? ที่ต้องไกลกัน

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

หญิงสาวจ้องมองนาฬิกาแขวนบนฝาผนัง แสดงเวลาสองทุ่มกว่า ซึ่งเป็นเวลาผิดปกติของคนที่อยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันนั้นยังไม่มาถึงบ้าน อาหารบนโต๊ะเย็นจืดชืดไปหมดแล้ว หรือเขาอาจจะติดเคสด่วนทำให้กลับถึงบ้านล่าช้ากว่าปกติ แต่อย่างน้อยก็ควรจะโทร.บอกกัน หล่อนจะได้ไม่ต้องรีบเตรียมอาหาร

วันนี้ชายหนุ่มสองคนมีเวรทำงานในโรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดู แต่เป็นวันหยุดงานของหล่อน มาลินทร์ใช้เวลาอยู่กับงานบ้าน ดูแลต้นไม้ และเล่นกับสุนัข รอให้พวกเขากลับมากินข้าวเย็นพร้อมกัน ก่อนที่มาลินทร์จะทำกับข้าวมื้อค่ำ ช่วงใกล้จะเลิกงานของสองหนุ่ม พี่ชายได้โทร.มาบอกว่าวันนี้คงไม่ได้กลับไปกินข้าวเย็นด้วยกันแน่นอน ให้หล่อนนั่งกินข้าวกับทิวพนมได้เลย โดยไม่ต้องรอ

มาลินทร์รู้ได้ทันที ไม่ต้องถามว่าพี่ชายจะไปไหน เพราะช่วงนี้เลอมานจะคอยเป็นสารถีหรือเป็นพี่ชายแสนดีให้กับตติยาซึ่งหมั่นคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง พาไปนั่งรับประทานอาหารค่ำด้วยกันเพียงสองคน

พี่น้องคู่นี้เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือแอบรักคนที่ยังไม่รู้ว่าตนนั้นแอบคิดยังไงต่อกัน แต่ก็อยู่ด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งอีกฝ่ายจะได้รู้ว่ารักไม่เคยเปลี่ยน

หากหล่อนยังแคลงใจในคำพูดของพี่ชาย ขณะที่พูดคุยทางโทรศัพท์กัน หรือก่อนที่คนโทร.เข้ามา จะวางสายไป ‘ถ้าพี่ไม่อยู่ ลินต้องดูแลตัวเองให้ได้ เมื่อไม่มีพี่แล้วก็ยังมีเพื่อนพี่ ขอให้ลินเข้มแข็ง ไม่ว่าวันนี้ พี่จะอยู่หรือไม่อยู่’

แม้จะไม่ทราบว่าเลอมานนั้นคิดอะไรอยู่ จึงพูดเช่นนั้น แต่มาลินทร์ก็ยังรับปาก โดยไม่รู้เลยว่าเป็นคำพูดสุดท้ายที่ได้ยินจากปากพี่ชาย

เสียงของหล่นลงพื้นดังขึ้นในห้องนอนของเลอมาน หล่อนกะจะเดินไปดู หากได้ยินโอเลี้ยงส่งเสียงเห่าแล้วก็เงียบไปเหมือนพบคนคุ้นเคย มาลินทร์เปลี่ยนความตั้งใจก่อนหน้า เดินไปดูผู้มาเยือนตรงประตูทางเข้าบ้าน

สายตาที่มองฝ่าความมืด เห็นรถยนต์ของทิวพนมจอดนิ่งสนิท แต่ยังเปิดไฟหน้ารถไว้อย่างนั้น เมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมเข้ามาในบ้าน หญิงสาวจึงต้องเดินออกไปหา หากสภาพของชายหนุ่มซึ่งสวมเสื้อผ้าที่มีรอยเปื้อนดำคล้ำอย่างเห็นได้ชัด ตอนแรกมาลินทร์คาดว่าเสื้อของเขาเปื้อนโคลน พอเดินเข้าไปใกล้ๆ น่าจะเป็นเลือดของสัตว์ที่แห้งกรังติดเสื้อ หากทิวพนมใส่กางเกงสีดำยังอำพรางคราบเลือดได้ ซึ่งหล่อนคงไม่สังเกตเห็น

“พี่ทิวเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมไม่ยอมเข้าบ้าน ลินเตรียมกับข้าวไว้ตั้งนานแล้วค่ะ”

สีหน้าของทิวพนมยิ่งเพิ่มความสงสัยให้กับหล่อน ซึ่งไม่มีรอยแย้มยิ้ม แววตาไม่สดใสและยังเจือไปด้วยความเศร้าสร้อยที่ปิดไม่มิด นัยน์ตาขาวยังมีสีแดงจางๆ เหมือนใช้มือขยี้ดวงตาทั้งสองข้าง หล่อนคาดว่าชายหนุ่มตรงหน้าเหมือนจะผ่านการร้องไห้ ก่อนจะมาพบกัน

“ลิน พี่ขอโทษ” ทิวพนมพูดได้แค่นั้น พยายามกลืนก้อนสะอื้นลงคอ

“ขอโทษลินเรื่องอะไรคะ ถ้ากลับบ้านช้า ลินไม่โกรธหรอกค่ะ พี่ทิวคงไปช่วยสัตว์บาดเจ็บข้างทาง เป็นไงบ้างคะ เสียเลือดมากขนาดนี้ ช่วยได้ทันไหมคะ” มาลินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส ปัดความคิดไม่ดีออกไปให้หมด

ทิวพนมเดินเข้าไปใกล้ชิดหญิงสาวมากขึ้น ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นจับบ่าของหล่อน

มาลินทร์จ้องมองรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าฝ่ายชายซึ่งเป็นไปตามที่คิด ทิวพนมคงเพิ่งเสร็จจากเคสสัตว์ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุซึ่งได้เข้าไปช่วยเหลือ เหมือนหลายเหตุการณ์ในอดีต

เขาสูดหายใจเข้าลึก พ่นลมหายใจออกมาช้าๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขึงขังและจริงจัง เพราะไม่ใช่การล้อกันเล่น “ลิน ฟังพี่ดีๆ นะ เลอจากพวกเราไปแล้ว เลอเสียชีวิตแล้ว พี่ขอโทษที่ช่วยเลอไว้ไม่ได้” คนพูดพยายามจะกลั้นน้ำตา แต่ก็ยังไหลออกมา เมื่อกล่าวถึงเพื่อนชาย

“พี่เลอ ไม่จริงใช่มั้ยคะ” มาลินทร์ส่ายหน้า “ไม่จริงใช่มั้ยคะ พี่เลอต้องกลับบ้านมาหาลิน” หญิงสาวจ้องหน้าเขาค้นหาความจริงที่ได้ยิน

“เลอจากพวกเราไปแล้ว มีคนเข้ามายิง พี่ช่วยไว้ไม่ทัน เลอจากไปต่อหน้าต่อตาพี่ พี่ขอโทษ” เขาพูดพลางสะอื้นไห้ให้กับเหตุการณ์ที่ยังกระทบกระเทือนจิตใจ

มาลินทร์น้ำตาไหลพราก เมื่อทราบข่าวร้ายของพี่ชาย ท่าทีของเขาส่อเป็นเรื่องแท้จริง เลือดที่เปื้อน เสื้อทิวพนมคงเป็นเลือดของพี่ชาย ไม่ใช่เลือดของสัตว์ที่บาดเจ็บ

หล่อนร้องเรียกพี่ชายซ้ำๆ พร้อมกับส่ายหน้าไปมา มาลินทร์เหมือนจะทรงตัวไม่อยู่ ค่อยๆ คุกเข่าลงไปกับพื้น ไม่กลัวกางเกงจะเปื้อนฝุ่นหรือเศษดิน

ทิวพนมเข้าไปประคองหล่อน กลายเป็นนั่งคุกเข่าตามลงไปด้วยกัน โอบกอดหญิงสาวไว้ วินาทีนี้เขาพอจะรู้ถึงความรู้สึกของผู้ที่รับรู้ถึงการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปอย่างปัจจุบันทันด่วน

“ลินยังมีพี่นะ พี่จะดูแลลินเอง” เขาบอกตัวเองให้เข้มแข็งเพื่อให้หล่อนต้องพึ่งพิงกันจากนี้และในอนาคต

มาลินทร์ปล่อยโฮ น้ำตาไหลนองหน้า หยดลงบนบ่าของทิวพนม พี่ชายจากไปไม่ฟื้นคืนมา ในวันที่หล่อนได้รับความอบอุ่นของอ้อมแขนที่อยากได้มาเนิ่นนาน

“ร้องไห้ให้พอ พี่เองก็เสียใจมาพักหนึ่งแล้ว แต่เรายังมีชีวิตอยู่ อย่าให้คนตายต้องเป็นห่วงคนเป็นเลยนะ” เขาเอ่ยถึงคำที่เคยได้ยิน

ตรงหน้าบ้าน ทิวพนมยังกอดมาลินทร์ไว้ไม่ยอมปล่อย จนหญิงสาวเป็นฝ่ายเบี่ยงกายออกจากอ้อมแขนชายหนุ่ม เขาจ้องมองคนที่กำลังยกมือปาดน้ำตา

“ลินยังมีพี่ จากนี้พี่จะดูแลลินแทนเลอ พี่ยังเป็นพี่ชายของลินเสมอ พี่มาบอกเรื่องเลอ มาเอาเสื้อผ้าของเลอ และพาลินไปรับเลอด้วยกันที่โรงพยาบาล” ทิวพนมบอกหล่อน

มาลินทร์ลุกขึ้นยืน ความเศร้าโศกกับการสูญเสียพี่ชายทำให้หัวใจนั้นโหวงเหวง แต่ยังมีความอุ่นใจที่มีเขาเคียงข้าง แม้เขาจะมอบให้เป็นเพียงน้องสาวก็ตาม

ทิวพนมจูงแขนหญิงสาวให้เดินเข้าไปในบ้านพร้อมกัน มุ่งสู่ห้องนอนของเพื่อนชายที่เขาขออาศัยนอนด้วยกัน หากเพียงแค่เปิดประตู มาลินทร์ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีของบางอย่างหล่นลงพื้นในห้องของพี่ชาย ก่อนที่เขาจะมาถึง

พอไฟในห้องส่องแสงสว่าง ทั้งสองคนเห็นกรอบรูปเท่าฝ่ามือในสภาพคว่ำหน้า มีเศษกระจกใสกระจัดกระจายเต็มพื้น ทิวพนมก้มลงไปเก็บภาพถ่ายซึ่งเป็นภาพของเลอมานกำลังฉีกยิ้มหน้าบานในวันรับปริญญา เขามองหน้าหล่อน รอยยิ้มของคนในภาพจะถูกประทับไว้ในความทรงจำไม่เลือนลบไป

ทั้งสองมีความเห็นตรงกัน จะใช้ภาพนี้เป็นรูปหน้าศพของเลอมาน

มาลินทร์ไม่คิดเลยว่าพี่ชายจะจากกันไปเร็วถึงเพียงนี้ แม้ตั้งรับไม่ทันกับการสูญเสีย แต่หล่อนต้องเข้มแข็งและอยู่ให้ได้ ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น คำสุดท้ายของพี่ชายยังแว่วได้ยินอยู่เสมอ

หล่อนไม่คิดโทษใคร เมื่อโชคชะตากำหนดให้เป็นเช่นนี้ก็ต้องยอมรับความจริงแต่โดยดี หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะเห็นใจชายหนุ่มที่ต้องพบกับความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า จนมาถึงครั้งนี้อาจเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เขาสูญเสียเพื่อนรัก ส่วนหล่อนก็สูญเสียพี่ชายที่แสนรักไปเช่นกัน

นับจากนี้ ทั้งสองกลายเป็นคนที่ไม่มีใครจึงต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน แต่เขายังมีญาติทางฝั่งพ่อแท้ๆ ในเมืองกรุง ถ้าเขาคิดจะย้ายไปอยู่กับบิดา หล่อนก็คงจะขออยู่คนเดียวในที่แห่งนี้

ทิวพนมจะยอมหรือไม่ ถ้าในอนาคตต้องเลือกไปอยู่กับผู้ให้กำเนิด แต่หล่อนไม่ยอมไปอยู่ด้วยกัน

 

พิธีสวดพระอภิธรรมและฌาปนกิจศพของเลอมานผ่านไปอย่างเรียบง่าย โดยมีเจ้าของโรงพยาบาลสัตว์เอื้อเอ็นดูหรือเพื่อนบิดาของผู้ตาย รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพตลอดทั้งงาน

สามอาทิตย์ที่ผ่านพ้นไป ชีวิตเขาก็เหมือนมีบางอย่างขาดหายไป โดยเฉพาะรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเพื่อนชายที่ชอบมายียวนกวนประสาทกันทุกเมื่อนั้นไม่มีให้ได้ยินอีกแล้ว หมอปากหมาจึงเหลือเพียงแค่ชื่อที่ให้ทุกคนระลึกถึง ส่วนหญิงสาวที่อยู่บ้านหลังเดียวกันก็คงเป็นเหมือนกับเขา ต่างคนต่างรู้สึกหงอยเหงา เมื่อบ้านขาดผู้สร้างสีสันและความครื้นเครง

ทิวพนมกับมาลินทร์ต้องฝืนยิ้มให้กันและทำสีหน้าสดใส ทั้งที่ความจริงนั้นยังอาลัยอาวรณ์ถึงผู้จากไปไม่เสื่อมคลาย

แม้เขาจะพบเจอเรื่องสูญเสียมามากกว่าหญิงสาว ยังไม่สามารถปรับตัวได้เร็วหรือทำใจได้ทัน เขาไม่ชอบและไม่คุ้นเคยเลยกับความรู้สึกในยามที่ใครคนหนึ่งต้องตายจากกัน มันยากที่จะทำตัวให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาคิดเสมอว่าทุกเรื่องเป็นแค่ฝันร้ายที่ยาวนาน พอตื่นขึ้นมาก็เจอหน้าทุกคนที่จากไป แต่ไม่ใช่เลย นี่คือเรื่องจริงที่เขาได้เจอ ในตอนที่ยังตื่นลืมตา

หากผู้ที่มีลมหายใจอยู่ก็ต้องดำเนินชีวิตต่อไป มาลินทร์นั้นเข้มแข็งกว่าที่เขาคิดไว้ เขาเห็นน้ำตาของหญิงสาวเพียงวันเดียวเท่านั้นคือค่ำคืนที่ได้รับรู้ข่าวร้ายของพี่ชายจากปากเขา แต่ก็รู้ว่าหล่อนคงเศร้าใจไม่ต่างกัน แม้จะทำตัวปกติ ไปทำงานพร้อมกับเขาและกลับบ้านพร้อมกัน นอกจากนั้นทุกคนในโรงพยาบาลก็เข้ามาแสดงความเสียใจ รวมทั้งเข้าใจพวกเขาสองคน

ตั้งแต่เสร็จสิ้นงานศพของเลอมาน ตติยาก็หายไปจากชีวิตเขา ไม่เข้ามาพบกันอีกเลย ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกันคือในวันเผาศพเพื่อนชาย หรือตติยายังไม่หายโกรธเขาที่ทำลายความหวังอย่างไม่เหลือชิ้นดี จึงไม่มาคลุกคลีหรือทำตัวสนิทสนมกันเหมือนแต่ก่อน

ทิวพนมไม่รู้เลยว่าตติยารู้สึกผิด ที่เป็นต้นเหตุทำให้เลอมานต้องเสียชีวิตจึงเลือกที่จะไม่เกี่ยวข้องกันอีกเลย

ส่วนทางคดีความก็คงให้ตำรวจตามหาตัวคนร้าย ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะเจอ เพราะไม่รู้ว่าใครที่กระทำอุกอาจเช่นนั้นด้วยเหตุใด แต่ถึงจับคนร้ายได้ เพื่อนของเขาก็ไม่อาจฟื้นคืนมา ทั้งเขาและมาลินทร์ต่างก็อโหสิกรรมให้แก่ผู้กระทำ มันคงเป็นผลกรรมของผู้จากไปที่อาจเคยก่อกรรมต่อกันไว้ในชาติก่อน

ทิวพนมใช้เวลาทุ่มให้กับงานที่รัก เพื่อให้มีชีวิตผ่านพ้นไปในวันต่อวัน มีความสุขกับงานซึ่งอยู่กับสัตว์จำพวกแมวเป็นหลัก แต่ยังคำนึงถึงคนที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน

ในเมื่อเพื่อนไม่เคยลืมคำของเขา เขาก็ไม่ลืมคำที่รับปากไว้กับเพื่อนชาย

เขาโหมทำงานไม่หยุดหย่อน หมดงานจากโรงพยาบาลก็มานั่งศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมต่อที่บ้านจนแทบไม่มีเวลาพัก ทำเช่นนี้อยู่หลายวันติดต่อกันกลายเป็นหลายอาทิตย์ ร่างกายจึงอ่อนล้าและอ่อนเพลีย เคยมีคนทักว่าเขาเหมือนคนพักผ่อนน้อย เขาก็ได้แค่ส่งยิ้ม หากในใจตอบกลับไปว่าเป็นความจริง เพราะแต่ละวัน เขานอนเกือบตีสาม หลับเพียงหนึ่งตื่น จนรู้สึกตัวตอนตีห้าครึ่ง

ทิวพนมไม่อยากให้มีเวลาไว้คิดฟุ้งซ่านหรือคำนึงถึงหลายคนที่จากไป พอศีรษะถึงหมอนเขาจะหลับสนิทอย่างเช่นเมื่อคืนที่ผ่าน

พอเขารู้สึกตัวอีกที ตอนที่รับรู้ถึงความเย็นบนใบหน้า เขาลืมตาขึ้น มองเห็นหญิงสาวกำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเขา

“ลินเข้ามาดูพี่ทิว แต่พี่ทิวไม่ยอมตื่น เหมือนจะมีไข้ด้วย ลินขอเช็ดหน้าให้นะคะ” มาลินทร์บอกเขาด้วยรอยยิ้มทำราวกับเขาเป็นเด็ก

“พี่ต้องรีบแต่งตัวไปทำงาน กี่โมงแล้ว” เขายันตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง หากปวดศีรษะและเวียนหัวมาก

“นอนพักเถอะค่ะ พี่ทิว ลินโทรลางานให้เรียบร้อยแล้ว” มาลินทร์เอ่ย ดันตัวเขาให้ลงนอนตามเดิมและนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดแขนขาให้เขาเพื่อไล่ความร้อน

“ลินไม่ต้องลำบากมาเช็ดตัวให้พี่ก็ได้ แค่นี้พี่ยังไหว”

“ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าพี่ทิวเป็นอะไรไปอีกคน ลินจะอยู่กับใคร” หญิงสาวพูดด้วยเสียงสั่น

ทั้งที่เขารับปากเพื่อนว่าจะดูแลน้องสาวให้อยู่ดีมีสุข แต่เป็นมาลินทร์ที่ต้องมาดูแลเขาแทน

หล่อนปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติ “พี่ทิวนอนพักอีกสักนิดนะคะ ลินจะไปทำข้าวต้มมาให้ แล้วค่อยทานยา ไข้น่าจะลดค่ะ” มาลินทร์ยกกะละมังใส่น้ำ เดินออกไปจากห้อง

ทิวพนมได้แต่นอนมองประตูปิดสนิท เขารู้ว่าร่างกายนั้นอ่อนเพลียเพียงใด เมื่อทุ่มเททำแต่งานหรือพุ่งความสนใจในเรื่องงาน เพื่อหยุดอาลัยถึงทุกคนในครอบครัวและเพื่อนชาย เขาควรนึกถึงคนที่ยังอยู่กับเขามากกว่าใครใครซึ่งไม่ต่างจากน้องสาวอีกคนของเขา

คำพูดของหญิงสาวทำให้เขาได้คิด เขาควรดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ ถ้าไม่มีเขาอยู่สักคน มาลินทร์จะอยู่กับใคร

ทั้งที่ช่วงนี้หล่อนเหมือนจะไม่ค่อยแข็งแรงนัก แต่ก็ยังคอยดูแลเขาแบบไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นความเป็นอยู่ อาหารการกิน แม้แต่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหรือข้าวของเครื่องใช้ในบ้านที่เขาไม่ค่อยจะสนใจ หากบางเวลาเขาก็ไม่ได้เหลียวแลมาลินทร์เท่าที่ควรจะเป็น

หญิงสาวเข้ามาพร้อมกับชามข้าวต้มควันขึ้นฉุย “กินข้าวต้ม ค่อยนอนพักต่อนะคะ ลินรู้สึกว่าพี่ทิวจะคร่ำเคร่งกับงานเกินไป แต่ก็ต้องหาเวลาพักผ่อนบ้าง ลินไม่อยากให้พี่ทิวเป็นอะไรไปอีกคน”

“พี่ต้องขอโทษลิน ที่พี่ใช้งานการเพื่อให้หลงลืมทุกเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจนไม่สนใจลินเลย พี่ขอโทษ”

“พี่ทิวไม่ต้องมาโทษตัวเองหรอกค่ะ ไม่มีใครอยากให้เกิดอะไรทั้งนั้น เพียงแต่วันนี้ เราก็ต้องช่วยกันดูแลกันไป” มาลินทร์ถอยไปยืนให้ห่างเขา แล้วเอ่ยต่อ “เผื่อบางทีพี่ทิวต้องไปอยู่ในกรุงเทพ จะได้ไม่ต้องทนลำบาก ถ้าอยู่ที่นี่กับลิน”

ทิวพนมมองหล่อนที่ยั่งยืนจ้องหน้ากัน “ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ”

“พี่ทิวยังมีพ่อแท้ๆ ยังมีน้องชายอีกคน ที่พอช่วยเหลือหรือให้พี่ทิวไปอยู่ที่โน้นด้วยกันได้”

ชายหนุ่มเพิ่งเข้าใจความหมายของคำกล่าวนั้น “พวกเขาก็อยู่ส่วนเขา พี่ก็อยู่ส่วนพี่ พี่ไม่ทิ้งลินไปไหนหรอก ถ้าพี่อยู่ที่ไหน ลินก็ต้องอยู่ที่นั่นด้วยกัน”

“แต่ลินอยากอยู่ที่นี่ ถ้าพี่ทิวไปอยู่ที่กรุงเทพ ลินไม่ขอตามไปด้วยหรอกนะคะ” มาลินทร์พูดให้เขาเข้าใจกันในเรื่องที่ยังเป็นกังวล

“พี่ก็บอกแล้วไง พี่จะไม่ไปไหนทั้งนั้น พวกเขาไม่สำคัญกับพี่เท่าลินหรอกนะ ลินนั่งลงข้างๆ พี่หน่อยสิ”

มาลินทร์ทำตามคำของเขาอย่างว่าง่าย

ทิวพนมลุกขึ้นมานั่งเพื่อจะกินข้าวต้ม หากคว้าตัวหญิงสาวมากอดไว้ไม่ให้ตั้งตัว ทว่ากอดครั้งนี้ต่างจากวันนั้น เพราะเขาไม่ได้มองเห็นหล่อนเป็นน้องสาวอีกต่อไปแล้ว

คำพูดของเลอมานก็เข้ามาในความคิด ‘ยังมีผู้หญิงอีกคนที่ไม่เคยทิ้งแกไปไหน ลองมองดูดีๆ แกก็จะเห็นเอง’

บัดนี้เขาตาสว่างเสียที เพื่อนชายหมายถึงใคร ถ้าคนนั้นไม่ใช่ผู้หญิงในอ้อมแขนเขา แล้วจะเป็นใครได้อีก

“พี่ขอบคุณมากนะลิน จากนี้พี่จะดูแลตัวเอง ดูแลลิน พี่จะไม่จากลินไปไหน ขอบคุณนะลินที่คอยอยู่เคียงข้างพี่เสมอมา”

“พี่ทิวปล่อยลินเถอะค่ะ ลินหายใจไม่ออก” หญิงสาวพอจะเข้าใจคำของเขา แต่ไม่ได้บ่งบอกความชัดเจนที่เขารู้สึกดีต่อกัน

ทิวพนมรีบคลายอ้อมกอด ปล่อยให้หล่อนออกไปให้ห่างกาย พอเขาเห็นมาลินทร์มีเลือดฝาดเต็มใบหน้า ก็นึกสนุกอยากจะแกล้งหญิงสาว “ลินป้อนข้าวต้มให้พี่หน่อยสิ”

“พี่ทิวแค่เป็นไข้ตัวร้อน กินเองดีกว่าค่ะ ถ้าไม่รีบกิน เดี๋ยวจะไม่อร่อยนะคะ” มาลินทร์รีบลุกขึ้นยืน

“ดูแขนพี่สิ ไม่ค่อยมีแรงเลย” ทิวพนมยกแขนสองข้างแล้วปล่อยให้ตกลงข้างตัวตามแรงโน้มถ่วง

“พี่ทิวไม่ต้องมาแกล้งลินหรอกค่ะ ทานข้าวต้น จะได้ทานยาลดไข้ แล้วก็นอนพักผ่อน” มาลินทร์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นซึ่งเขาไม่ค่อยจะได้ยินบ่อยนัก ก่อนหล่อนจะออกไปจากห้อง

ชายหนุ่มยิ้มให้กับท่าทีของหญิงสาว นานแล้วที่เขาไม่ได้ยิ้มด้วยความรู้สึกเป็นสุข ที่ผ่านมาก็แค่ฝืนยิ้มเพื่อให้คนที่อยู่ด้วยกันได้รู้ว่าไม่เป็นอะไรมาก

เขาจะให้โอกาสหัวใจตัวเองอีกครั้ง กับการเรียนรู้ผู้หญิงอย่างมาลินทร์ บางทีอาจจะค้นพบคนที่ไม่ทอดทิ้งกันไปไกลและยังรักเขาจริงก็ได้ ถ้าเป็นไปอย่างที่เขาคิด คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับเลอมานคงจะเป็นจริง เมื่อเขาพร้อมจะคอยอยู่ดูแลมาลินทร์ไปชั่วชีวิต

หากยามนี้เขายังไม่มั่นใจในความรู้สึกของหญิงสาว เพราะมองไม่ออกว่าคิดต่อกันเช่นไร ทั้งที่เขาควรจะรู้ใจของหล่อนตั้งนานแล้ว แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยรับรู้ใดๆ จากอีกฝ่ายเลย หล่อนอาจจะเห็นเขาเป็นเพียงพี่ชายคนหนึ่งที่เข้ามาแทนที่เลอมาน

สิ่งที่เขามองข้ามไปหรือพยายามตามหา อาจอยู่ใกล้ๆ ตัว แต่เหมือนมีกำแพงกั้นยามเจอหน้ากัน หากเวลานี้เขามองเห็นหล่อนเต็มๆ ตาและกระจ่างใจ มันก็สมควรแล้วที่เพื่อนเคยด่าว่าไอ้งั่ง ที่มัวแต่มองหาของไกลๆ จนลืมคนใกล้ตัวไปเสียสนิท

‘ฉันโง่เองแหละ ที่ไม่เคยมองน้องสาวของแก’ ทิวพนมพูดกับเลอมานในใจ คาดว่าเพื่อนคงได้ยินและเห็นดีเห็นงามที่เขาคิดจะพัฒนาความสัมพันธ์กับคนที่เคยคิดเสมือนน้องสาวเรื่อยมา

เมื่อความรู้สึกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชีวิตต่อจากนี้ เขามีเพียงมาลินทร์คนเดียวที่จะรักและดูแลเอาใจใส่ให้มากกว่าเดิม เพียงแค่คิดอยากจะขยับสถานะ ความรู้สึกดีก็ท่วมท้นหัวใจเขาฉับพลัน หากได้ใช้ชีวิตเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างแท้จริง

ทิวพนมคิดไปไกล อยากรับรู้หัวใจของหล่อนในเร็ววัน

ทว่ามาลินทร์ยังคิดอยู่เสมอ วันใดวันหนึ่งในอนาคตเขาต้องไปอยู่กับพ่อแท้ๆ แน่นอน แต่หล่อนจะไม่ไปกับเขา ยิ่งรู้ว่าเขารู้สึกเหมือนกัน ก็ยิ่งกลัวปณิธานของหล่อนจะเปลี่ยนแปลงไป แม้จะรักมากเพียงใด ก็เลือกอยู่ที่นี่ ยอมเป็นคนไกลห่าง ไม่ขอสมหวัง ถึงจะมีโอกาสสมหวังก็ตาม

 



Don`t copy text!