ลามิลืม บทที่ 40 : สายไปใช่ไหม? กับคำบางคำ

ลามิลืม บทที่ 40 : สายไปใช่ไหม? กับคำบางคำ

โดย : กุลวีร์

ลามิลืม นวนิยายออนไลน์ โดย กุลวีร์ ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวของทิวพนม สัตวแพทย์หนุ่มผู้มองโลกในแง่ดี มีหัวใจอบอุ่นงดงาม จะต้องผ่านความทุกข์ และการจากลาอีกกี่ครั้ง คงมีแต่ความรัก หัวใจอันเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวเท่านั้น ที่จะพาให้ชายหนุ่มผ่านวันเวลาอันยากลำบากไปได้ในที่สุด

โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่เคยมาเยือนเมื่อหลายเดือนก่อน วันนี้เขามาเป็นครั้งที่สองเพื่อเยี่ยมไข้ผู้ป่วยคนเดิมที่ยังนอนพักรักษาตัวตั้งแต่ครั้งนั้นที่ถูกนำตัวมาที่โรงพยาบาล หากสองวันก่อนที่ได้ทราบว่าคนป่วยหรือพ่อแท้ๆ ของเขามีอาการทรุดลงและอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

หลังจากได้ยินคำกล่าวของมาลินทร์ เขาก็คิดดีแล้ว จึงตัดสินใจมาพบผู้ให้กำเนิดอีกครั้ง คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้พบหน้ากัน

ทิวพนมจูงมือหญิงสาวที่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง เดินไปตามทางจนมาถึงหน้าประตูห้องของผู้ป่วยซึ่งไม่ใช่ห้องเดิมที่เคยมาเยือนในครั้งนั้น แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจมาพบพ่อแท้ๆ เขาก็ยังรู้สึกประหม่า เผลอจับมือหล่อนแน่นขึ้นเพื่อขอกำลังใจ

ก่อนจะมาถึงที่แห่งนี้ เขาแจ้งนรวิชญ์ให้ทราบทางโทรศัพท์ อีกฝ่ายดีใจอย่างยิ่งที่เขามาพบบิดา

เมื่อผลักประตูและก้าวขาเข้าไปในห้อง ก็เจอนรวิชญ์ยืนส่งยิ้มให้ เขายังจูงมือมาลินทร์ไม่ยอมปล่อย

“ผมดีใจที่พี่มาหาพ่อฤทธิ์ เมื่อคืนหมอบอกว่าพ่ออาจมีชีวิตอยู่ได้แค่วันนี้หรือไม่ก็พรุ่งนี้อีกวัน” นรวิชญ์พูดด้วยเสียงสั่นเครือ

เขาไม่ค่อยแน่ใจ ที่คนตรงหน้ามีตาแดงเหมือนจะร้องไห้ ด้วยเหตุดีใจที่ได้พบกันหรือผู้ป่วยกำลังจะถึงเวลาจากไปในอีกไม่ช้า แต่ที่แน่ๆ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะลาลับจากโลกนี้ เขาคงตัดสินใจได้ทันเวลา ถ้าใช้เวลาคิดทบทวนนานกว่านี้ ก็อาจจะไม่ได้เจอกันในตอนที่ยังมีลมหายใจ

“เขารู้ไหมครับ ว่าผมจะมา” ชายหนุ่มถามนรวิชญ์ หากสายตานั้นมองข้ามไปด้านหลังซึ่งมีผู้ป่วยนอนอยู่บนเตียงที่ยังเห็นไม่ชัดเจน เพราะคนตรงหน้ายืนบังไว้

“ผมบอกพ่อแล้วว่าพี่จะมาหา แต่พ่อนอนนิ่งมาหลายวันแล้ว ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงให้พ่อตื่น บางทีพี่มาหาพ่อ พ่อจะลืมตาขึ้นมาก็ได้”

พอได้ฟังคำบอกเล่าจากนรวิชญ์ เขาไม่คิดเลยว่าคนป่วยจะมีอาการหนักถึงขั้นนอนไม่รู้สึกตัว เมื่ออีกฝ่ายเบี่ยงตัวเพื่อเปิดทางให้เขาเดินไปด้านใน มาลินทร์ก็ปล่อยให้เขาเดินนำหน้า แม้จะไม่ได้จับมือกัน หญิงสาวก็ยังแตะศอกเขาไว้ทำให้เขาคลายกังวล

ทิวพนมเพิ่งจะรู้ว่านทีฤทธิ์นั้นป่วยหนักมากกว่าที่คิดไว้ ก็ตอนเห็นสภาพผู้ป่วยซึ่งแตกต่างจากหลายเดือนก่อนที่เคยเห็น บัดนี้คนที่นอนบนเตียงนั้นเหมือนโครงกระดูกซึ่งมีผิวหนังเหี่ยวย่นสีดำคล้ำห่อหุ้มไว้ทั่วร่างกาย เขาแทบจะจำชายสูงวัยที่เคยเจอไม่ได้เลยถ้าไม่บอกว่าเป็นคนคนเดียวกัน ก็ยังคิดว่าไม่ใช่คนที่อยากเข้ามาพบ

นทีฤทธิ์นอนนิ่งเฉย จมอยู่ในชุดผู้ป่วยที่ดูมีขนาดใหญ่กว่าตัว เปลือกตาทั้งสองข้างปิดสนิท เหมือนจะไม่รับรู้ความเป็นไปของโลกภายนอกอีกแล้ว จมูกกับปากยังถูกครอบด้วยหน้ากากที่ให้ออกซิเจน และมีจอมอนิเตอร์ที่แสดงสัญญาณชีพซึ่งบอกให้รู้ว่าผู้ป่วยยังมีชีวิตอยู่

นรวิชญ์เดินเข้าไปใกล้ผู้ป่วย มือกดขวดแอลกอฮอล์ล้างมือ แล้วจับมือคนที่นอนไม่ไหวติง “พ่อครับ พี่มาเยี่ยมพ่อแล้วนะครับ”

ทิวพนมยังสะเทือนใจกับสภาพผู้ป่วยที่ได้เห็น หยุดเดินไปชั่วขณะ จนมาลินทร์ต้องแตะศอกเขาอีกครั้งให้รู้สึกตัว เขาก้าวขาเข้าไปใกล้เตียงอีกเล็กน้อย หากหยุดยืนทางปลายเตียง โดยไม่รู้จะพูดคำใด

มาลินทร์ยกมือซับน้ำตา เพราะเห็นใจผู้ป่วยและสะเทือนใจไม่ต่างจากเขา

ทิวพนมสงสารคนป่วยจับใจ บางทีการตายอาจจะดีกว่าการที่ต้องทนอยู่อย่างทุกข์ทรมาน

“พี่มาเยี่ยมพ่อแล้วนะ วิชญ์พูดจริง ถ้าไม่เชื่อ พ่อลองลืมตาดูครับ” นรวิชญ์ยังพร่ำบอกบิดาอยู่เช่นเดิม

หากนทีฤทธิ์ไม่มีการตอบสนองใดๆ สัญญาณชีพยังคงแสดงผลบนหน้าจอเหมือนตั้งแต่แรกที่เขามองเห็น หากสังเกตตรงทรวงอกผู้ป่วยให้ดีจะมีขยับขึ้นลงอย่างเชื่องช้า

ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้อง เมื่อไม่มีใครเอ่ยวาจาใด ต่างคนต่างลุ้นให้ผู้ป่วยลืมตามองดูเขา

ทิวพนมตัดสินใจพูดช้าๆ ชัดๆ หวังให้ผู้ป่วยที่นอนนิ่งรับรู้ถ้อยคำของเขา “ผมมาเยี่ยมครับ”

สิ้นเสียงของชายหนุ่ม เสียงเตือนจากจอมอนิเตอร์ก็ดังขึ้น เส้นกราฟที่แสดงอัตราการเต้นหัวใจบนหน้าจอก็ต่างไปจากเดิม กลายเป็นเส้นขึ้นลงติดกันถี่ยิบ บ่งบอกถึงความผิดปกติ เขามองหน้าจอสลับกับมองหน้าพ่อแท้ๆ

นรวิชญ์กดกริ่งเรียกพยาบาลให้รีบเข้ามาดูบิดาเร็วไว

เพียงเสี้ยววินาที เขาเห็นผู้ที่นอนอยู่บนเตียงยกเปลือกตาขึ้นเพียงเล็กน้อย จ้องมองมาทางเขา จากนั้นก็หลับตาลงตามเดิม มาลินทร์ก็เห็นเช่นเดียวกับเขา

แต่ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยขึ้น จอมอนิเตอร์ที่ส่งเสียงดังอย่างต่อเนื่อง จากเส้นกราฟขึ้นลงถี่ๆ แปรเปลี่ยนเป็นเส้นตรงฉับพลันแสดงถึงการสิ้นชีพของผู้ป่วย

นรวิชญ์โผเข้ากอดร่างบิดา ร้องเรียกพ่อทั้งน้ำตาคลอ แม้จะให้เวลาทำใจมากแค่ไหน เมื่อถึงเวลาจากกันจริงๆ ก็ต้องเสียใจเป็นธรรมดา เสียงลูกชายเรียกหาบิดาดังก้องภายในห้อง แต่ไม่ใช่จากปากเขา นรวิชญ์ก็ยังกอดร่างบิดาอยู่เช่นนั้น

ชายหนุ่มไม่คิดเลยว่าการมาเจอบุคคลตรงหน้านั้นจะเป็นวินาทีสุดท้ายที่ได้พบกัน ทิวพนมยกมือทั้งสองขึ้นไหว้ตรงหว่างอก ก้มลงกราบเท้าพ่อแท้ๆ ที่เพิ่งจะเสียชีวิตและยังเป็นอีกคนที่จากไปต่อหน้าต่อตา

เขาเงยหน้าขึ้นมองร่างของผู้ตาย หากเอ่ยออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา “พ่อ”

วินาทีที่ต่อให้กล่าวคำนั้นดังแค่ไหน คนที่นอนอยู่ก็ไม่อาจรับรู้ได้เลย

คนเราเพิ่งมาคิดได้ในวันที่สายไป

เขาเรียกนทีฤทธิ์ว่าพ่อ ในตอนที่อีกฝ่ายไม่สามารถตื่นมารับฟังกันอีกแล้ว

น้ำตาหยดลงจากดวงตาทั้งสองข้าง ทิวพนมต้องยกมือเช็ดน้ำตา จากนั้นหันมองมาลินทร์ที่กำลังเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าของตนเช่นกัน หล่อนคงซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำกับผู้ตายและเสียใจเมื่อความตายเกิดขึ้นตรงหน้า แม้คนคนนั้นจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

เขาเดินเข้าไปหานรวิชญ์ นำตัวน้องชายออกมาให้ห่างร่างของบิดา ก็เอ่ยขึ้น “พ่อไปสบายแล้วนะ”

นรวิชญ์เงยหน้ามองทิวพนม คาดไม่ถึงกับคำที่เขาใช้เรียกขานนทีฤทธิ์ หากเขาได้แต่ยืนนิ่ง รับฟังเรื่องที่อีกฝ่ายพูดให้ได้ยิน ขณะที่เข้ามากอดเขาไว้

“พ่อฤทธิ์ทรมานมานานแล้ว แต่พ่อคงจะรอเจอพี่ วันนี้พ่อคงสมหวังจึงยอมไปโดยดี แต่ผมยังทำใจไม่ได้เลย ทั้งที่หมอบอกให้ทำใจหลายวันแล้ว ผมดีใจแทนพ่อ ถ้าพ่อฤทธิ์ได้ยินพี่เรียกว่าพ่อ เพราะพ่อคิดอยู่เสมอว่าพี่ไม่ยอมรับพ่อฤทธิ์เป็นพ่ออีกคนหนึ่ง”

เขาเหมือนจะยืนไม่อยู่ เมื่อได้ยินคำกล่าวสุดท้ายจากนรวิชญ์ เพราะเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ จนเมื่อไม่กี่นาทีก่อนที่เห็นพ่อแท้ๆ ลืมตามองมาที่เขา อีกทั้งมุมปากยังยกขึ้นเพียงเล็กน้อยแสดงให้เห็นว่ารับรู้ถึงการมาพบกันของเขา แม้จะเพิ่งคิดได้ว่าอีกฝ่ายคือพ่อ มันก็สายไปเสียแล้ว

ความโกรธเคืองหรือน้อยอกน้อยใจที่แอบแฝงอยู่ในส่วนลึก มันหมดลงไปจนไม่มีหลงเหลือ ตั้งแต่ที่เขาเรียกนทีฤทธิ์ว่าพ่อ

“ปล่อยให้คุณพยาบาลจัดการกับร่างของพ่อก่อน” เขาพูด ขณะนำตัวเองออกจากอ้อมแขนของนรวิชญ์

“พ่อบอกผมหมดแล้วให้ทำกับร่างของพ่อยังไงบ้าง ผมติดต่อไว้พร้อมแล้ว เพียงแค่รอเวลา พ่อพร้อมจะจากไปตั้งนานแล้ว เพียงแค่พ่ออยากเจอหน้าพี่อีกครั้งเท่านั้นเอง” นรวิชญ์ยังบอกเขาให้รู้ถึงสิ่งที่ผ่านมา

บัดนี้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นตรงหน้า ทำให้เขาได้รู้อีกเช่นกันว่า ถ้ามีโอกาสก็ควรทำดีหรือคิดดีต่อกันไว้ ถ้าวันหนึ่งมันสายไปอาจจะไม่มีโอกาสที่จะกระทำดีต่อกัน

หากมีอีกหนึ่งอย่างที่เขาเองก็เพิ่งจะค้นพบ คือการที่ไม่ได้ยินคำร่ำลาหรือยังไม่ได้บอกลากันสักคำ อาจหมายความว่าไม่ได้ลาขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทุกคนล้วนอยู่ในความทรงจำของเขาไปจนวันสุดท้ายของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น พ่อเดช แม่พิมพา ยายพวงทอง ป้ารำไพ เทิดพะเนียง เทียนพนา เลอมาน หรือแม้แต่พ่อฤทธิ์ เขาก็ไม่อาจลืมผู้คนเหล่านั้นได้เลย

จากนี้และตลอดไป ทิวพนมก็รู้อยู่เต็มอก ตนมีพ่อสองคน พ่อผู้ให้กำเนิดกับพ่อที่เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่

พิธีบำเพ็ญกุศลและฌาปนกิจศพของนทีฤทธิ์ผ่านไปแล้วเรียบร้อย เถ้ากระดูกที่ผู้ตายสั่งไว้ให้นำไปลอยอังคารในแม่น้ำเจ้าพระยา วันนั้นเขากับมาลินทร์ก็ไปร่วมทุกพิธีกรรม ทิวพนมยังยึดมั่นตามความประสงค์เดิมคืออยู่ในที่ที่แต่ละคนเคยอยู่

เส้นทางชีวิตของเขา เลือกที่จะเป็นนายสัตวแพทย์ทิวพนมต่อไปดังเดิม ไม่ขอเป็นคนในตระกูลชิษณุวงศ์ ทั้งที่ไม่คิดจะสานสัมพันธ์ให้แนบแน่นไปกว่านี้ อยากอยู่ที่ใครที่มัน แต่อีกฝ่ายซึ่งเป็นน้องชายร่วมบิดาก็เหมือนญาติคนหนึ่ง เขาจึงยินยอมให้นรวิชญ์ติดต่อถึงกันได้บ้างในวาระสำคัญหรือตามเวลาที่สมควร ทุกคนยอมรับการตัดสินใจของเขาโดยดี

ส่วนคำร่ำลานั้น จะได้ยินหรือไม่ได้ยินก็คงไม่มีความหมายกับเขาอีกแล้ว เมื่อผู้ที่จากไปยังอยู่ในความทรงจำเสมอ

ลมหายใจที่เหลืออยู่นั้นสำคัญกว่าการที่ต้องมานั่งมองหาอดีตที่ผ่านเลยไป

ชีวิตและหัวใจของเขานับจากนี้ มอบให้แก่มาลินทร์เพียงผู้เดียว

ทิวพนมจะรู้หรือไม่ว่ามีใครบางคนนั้นรอให้สมหวังในความรักมาเนิ่นนาน ถ้าเขาใช้ใจมองหา ก็คงจะได้รู้เอง



Don`t copy text!