ลำนำพราย : บทส่งท้าย

ลำนำพราย : บทส่งท้าย

โดย : เก็ตตะหวา

ลำนำพราย นวนิยายรางวัลรองชนะเลิศ โครงการอ่านเอาก้าวแรก ๓ โดย เก็ตตะหวา เรื่องราวของหนองน้ำที่มีเรื่องเล่าและความลึกลับ มีภูตร้ายพรายผีที่หมายจะเอาชีวิตผู้คนที่กรายใกล้หรือที่จริงแล้วเป็นเพราะความโหดร้ายของมนุษย์กันแน่ที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งที่ขัดขวางความต้องการภายในจิตใจ นวนิยายสนุกๆ อีกหนึ่งเรื่องที่ anowl.co

แดดร้อนสะท้อนน้ำในหนองสะเรียมเป็นเงาวับวิบ ระยิบระยับ กอบัวชูช่อ ก้านดอกใบไหวระริกตามแรงลม กลีบดอกบัวโรยลอยเรี่ยน้ำ กลีบขาวเหี่ยวแห้ง หม่นหมองเพราะแดดแรง

กอหญ้าที่ลอยเป็นแพเหมือนกอสวะริมน้ำลอยเรี่ย หมุนเปลี่ยนทิศทางตามแรงน้ำที่หมุนวน เสียงปลาตัวใหญ่ฮุบน้ำ โผงผางดังไกลๆ

กอไม้ใหญ่ริมขอบหนองน้ำไหวใบก้านกิ่ง ใบไม้แห้งร่วงพรู

“บัวคำ อ้ายปิ๊กมาแล้ว อ้ายจำได้กุ๊อย่างแล้ว ที่แท้นางในความฝันที่ก้มหน้าอยู่ในน้ำคือน้อง น้องเฝ้ารอคอยอ้าย รออยู่ใต้น้ำ หนาวเย็นที่นี่มาตลอดแม่นก่”

ชายหนุ่มนั่งก้มหน้าริมน้ำ ก้มลงวักน้ำ กระซิบกระซาบถ้อยคำพร่ำรำพัน เมื่อฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยและความทรงจำที่ขาดหายกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ น่านฟ้าพาร่างที่บอบช้ำกลับมายังริมน้ำหนองสะเรียมอีกครั้ง ผลของการถูกรมด้วยยาสลบชนิดพิเศษคือหนังคางคกตากแห้งในคืนนั้น ทำให้เขาต้องจากลากับสาวบัวคำคนรักชั่วนิรันดร์ ทุกสิ่งล้วนเป็นฝีมือลูกน้องเก่า พะกาเงี้ยว

“บัวคำ…น้องอยู่ไหน มาฮับอ้ายไปอยู่ตวยคนเต๊อะ อ้ายมาขอโทษที่บ่สามารถปกป้องน้องได้ บัวหอมอู้ถูกที่แต๊อ้ายเป็นต้นเหตุหื้อน้องต้องมาต๋ายที่นี่” คนหัวใจช้ำก้าวเดินลงหนองน้ำอย่างเลื่อนลอย เดินลงไปใต้ต่ำ กอบัวริมหนองน้ำไหวโอนเอนตามแรงย่ำเท้า หย่อมหญ้าแยกแหวกลงเป็นแนวคล้ายรอรับกลืนกินร่าง

“อ้ายอ้าย…น่านฟ้า หยุดก่อนเจ้า” เสียงเรียกเพรียกจากใต้ธารน้ำสีเขียวมรกต อ่อนหวานเยือกเย็นยิ่ง สาหร่ายสีเขียวที่คอยพันคลอเคลียแข้งขา ที่เคยเกี่ยวคนตกน้ำตาย หดกลับสูญหายมลายสิ้น ไม่มีเส้นผมยาวของนางพรายน้ำ ไขว่คว้าพันขาใครอีกต่อไปแล้ว

“ข้าเจ้าบ่โกรธ บ่โทษว่าเป๋นความผิดของอ้าย มันเป็นกรรมของตัวข้าเจ้าเอง บ่แม่นเป๋นความผิดของอ้าย” เสียงจากในน้ำดังคล้ายเสียงลำนำลมรำพัน

“การแก้แค้น ชดเชยกันด้วยชีวิต บ่อาจทำหื้อข้าเจ้าฟื้นคืนปิ๊กมาได้ อ้ายน่านฟ้าก่เห็นแล้วว่าหลายชายที่ต๋ายตกน้ำ หรือแม้แต่ไอ้กาเงี้ยว ตี้มาต๋ายตกน้ำ ก่เป็นเพียงอาหารหื้อภูตพราย จะต๋ายอีกกี่ชีวิต ข้าเจ้าก่บ่ฟื้นปิ๊กคืนดังเก่า” สิ้นเสียงจากใต้น้ำ ร่างงามของหญิงสาวผุดขึ้นมาจากใต้กอบัว คว้ามือฉุดแขนชายหนุ่มที่สิ้นไร้แรง เหม่อลอย ลากจูงขึ้นมาจากน้ำ

“บัวหอม…ปล่อยอ้าย น้องจะมาขัดขวางยะหยัง” เมื่อสะบัดภาพหลอนพร่ามัวใต้น้ำได้ น่านฟ้าก็เห็นชัดว่าใครดำผุดดำว่ายมาฉุดดึงขึ้นมาจากน้ำ

“ถ้าข้าเจ้าบ่ฟั่งมาห้าม อ้ายน่านฟ้าก่ถูกหนองหล่มฉุดจมลงไปกองอยู่ใต้หนองปุ้นละ” น้องสาวคนรักตะโกนเสียงดังใส่หน้า เรียกสติ

“น้องมาตั้งแต่ตอนไหน” คนที่เผลอไผลไม่ได้สติเดินลงน้ำให้สายน้ำรอรับร่างแปลกใจ

“ข้าเจ้ามาเก็บบัวตั้งแต่เช้าละ ทันเห็นอ้ายอู้คนเดียว แล้วก่เดินลงน้ำไปต่อหน้าต่อต๋า” บัวหอมที่อยู่ในสภาพเปียกปอน ผมเปียกลู่แนบหน้า หอบฮักอย่างตื่นตกใจ

“น้องได้อู้แทนพี่บัวคำก่…” น่านฟ้าถามย้ำ

“บ่…ข้าเจ้าบ่ได้อู้หยังสักคำ” บัวหอมปฏิเสธทันทีทันใด

“อ้ายคงหูฝาดไปคนเดียว” คนที่ทั้งตาฝาดและหูฝาดเห็นบัวหอมตรงหน้ากลายร่างเป็นบัวคำ ขยี้ตาตัวเองหลายๆ ครั้ง

“ถ้าอย่างอั้น ข้าเจ้าก่คงต้องเล่าความฝันตอนหัวรุ่งเช้าที่ทำหื้อข้าเจ้าต้องรีบแล่นมาเฝ้าหนองสะเรียมแต่เช้าแล้วละ”

สาวน้อยนั่งแปะลงขอบหนองน้ำอย่างอ่อนระโหย วักน้ำในหนองน้ำขึ้นมา ปล่อยให้น้ำหลั่งรินจากมือลงไปช้าๆ

 

ในม่านเมฆหมอกหม่นมัวของความฝันก่อนใกล้รุ่ง

พี่บัวคำมาหาในสภาพที่สวยที่สุดดุจนางฟ้า พี่สาวมาหาน้องในความฝัน

“พี่มาลาน้องเน้อ” พี่สาวแสนสวยเอื้อนเอ่ยเสียงหวาน ยิ้มสวยให้น้องสาว

“พี่บัวคำจะไปไหนเจ้า” บัวหอมผุดลุกขึ้นนั่งกลางสะลีที่นอน สองมือไขว่คว้าสุดเอื้อมมือถึง ส่งเสียงร้องเพรียกหาดังลั่น

“พี่ควรไปในที่ที่ควรไปตั้งนานแล้ว ถึงเวลาของพี่แล้ว ภาระในใจ๋ถูกปลดวางลง บ่มีห่วงอันใดผูกมัดไว้อีก บ่ฮู้สึกฮักหรือจัง บ่เคียดแค้น เพราะพี่ปลดบ่วงวางลง แต่ยังมีแหมคนหนึ่งที่เปิ้นบ่ยอมหื้ออภัยตั๋วเก่าสักเตื้อ” สาวงามดุจนางสวรรค์ลูบหัวน้องสาวอย่างแสนรัก เอ่ยปากฝากคำ

“ฝากน้องไปบอกหื้อเปิ้นตวยว่า ในใจ๋พี่บ่ติดค้างข้องขุ่นอะหยังแหมละ ปล่อยวางเต๊อะ อโหสิแก่กัน เพราะก๋านหื้ออภัยทำหื้อชีวิตไปต่อไปตังหน้าได้ ใจ้ชีวิตหื้อมีความสุข ดูแลตั๋วเก่าหื้อดีเน้อ” เสียงกระซิบสั่งคำเลื่อนลอย ดุจเสียงลมกระซิบสั่ง ร่างงามเลือนหายไปสุดไขว่คว้า

 

ริมฝั่งน้ำหนองสะเรียม สองหนุ่มสาวปรับทุกข์กันเนิ่นนาน

“พี่บัวคำ เปิ้นบ่ได้ต้องการชีวิตอ้ายน่านฟ้า พี่เปิ้นฝากมาบอกว่าพี่ต้องไปแล้ว บ่รอไผอีกแล้ว บ่ต้องถูกจองจำไว้ใต้น้ำ”

น้องสาวคนรักย้ำประโยคคำสั่งสุดท้าย นั่นยิ่งทำให้ใจสลายไหววิบวับ อาลัยอาวรณ์ จนผู้ชายอกสามศอกอย่างน่านฟ้าหลั่งน้ำตา ร้องไห้อาลัยรัก

“บ่ฮัก บ่จัง บ่รอเรียกเพรียกหา จำฮักอ้ายบ่ได้อีกต่อไป ลืมกันไปชั่วนิรันดร์ นั่นน่าเศร้าตี้สุด”

น่านฟ้ารำพึงเหมือนจะทอดอาลัยในท้ายที่สุด

คนสองคนนั่งกอดเข่า ซึมเซา เศร้าหมองอยู่ริมฝั่งน้ำ

จวบจนสางสาย แดดจัด ขบวนม้าขบวนเจ้าน้อยเทพผ่านมาพบ เจ้าน้อยหยุดม้า ลงเดินตรงมายังสองร่างที่มองไกลๆ เหมือนนั่งแนบชิดใกล้สนิทมากเกินไปในสายตาเจ้าน้อย

“มานั่งทำอะหยังกันอยู่ตี้นี่ หยิงจายบ่ควรนั่งใกล้เกินงาม แถมบัวหอมยังเปียกปอนราวลูกหมาตกน้ำ” เจ้าน้อยตวาดกราดเกรี้ยว

“เจ้าน้อย ทอดเนตรดูดีๆ ก่าเจ้า ข้าเจ้าว่ายน้ำมาเก็บดอกบัว จะหื้อตั๋วแห้งแต่งงามเหมือนหมู่นางใน ช่างฟ้อนเปิ้นใดจะใด และตั้งแต่ฮู้จักกันมา เจ้าน้อยเกยหันข้าเจ้านุ่งห่มแต่เครื่องคัวงามพริ้งก่อเจ้า” บัวหอมเดือดปุดๆ เช่นกัน

“ข้าเจ้าชาวบ้านป่า ถ้าบ่อยู่ในไฮ่ในสวน ถ้าบ่วิ่งหนีโจรกระเซอะกระเซิง สารรูปก่อเหมือนลูกหมาตกน้ำอย่างเจ้าหันนะก่า” สาวน้อยผุดลุกขึ้นยืนเด่น พร้อมชูดอกบัวในอ้อมแขน ยื่นออกไปให้เห็นชัดเจน

“บัวหอม…เฮาบ่ได้ตั้งใจ๋จะว่าหื้อบัวหอมอย่างอั้นเน้อ” เจ้าน้อยเทพเอ่ยเสียงอ่อนอ่อยลงเบาๆ

“เฮาตั้งใจ๋จะมาจวนบัวหอมปิ๊กเข้าเวียง ปิกไปโฮงยาฝรั่งตวยกั๋น จะขี่ม้า จะนั่งล้อ จะนั่งรถ ก่หาหื้อได้ทั้งนั้น บัวหอมจะสะดวกสบาย ปลอดภัย บ่ต้องลำบากหนีโจรอย่างคราวขามา” คนเอ่ยปากชวน ไม่วายหันไปแขวะน่านฟ้าที่นั่งนิ่งราวรูปสลัก

“ข้าเจ้าบ่ปิ๊กเตื้อ เจิญเจ้าท่านยกขบวนปิกเข้าบ้านเข้าเมืองไปก่อนเต๊อะ ตี้นี่คือบ้านของข้าเจ้า มีพ่อ มีคนเจ็บคนป่วยหื้อจ่วยดูแลฮักษา ข้าเจ้ายังมีภาระที่ต้องดูแล” บัวหอมปฏิเสธไร้เยื่อใย ยิ่งทำให้คนฟังหน้าเสีย

“บัวหอมปิกตวยกั๋นเต๊อะ ถ้าวันนี้บัวหอมบ่ยอมปิกเฮาก่จะอยู่ตี้นี่ บ่ปิกไปไหนทั้งนั้น” เจ้าชายทิ้งร่างนั่งแปะลงกับพื้นหญ้าอย่างขัดใจ ข้าไท้ที่ตามมาเป็นขบวนต้องหยุดรั้งรอ พากันเหลียวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“เอ๊ะ! เจ้าน้อยนี่หยังใดนิ โตจนขนาดนี้แล้ว ยังจะมางอแงเหมือนละอ่อนหน้อย” สาวเจ้าตวาด สะบัดเสียงใส่เบาๆ อย่างเกินจะทน นั่นยิ่งทำให้เจ้าชายเมินหน้าหนีไปทางอื่น

“อ้ายขอแนะนำว่า เวลานี้บัวหอมต้องเลือกแล้วละ” น่านฟ้าลุกขึ้นมาไกล่เกลี่ย เพื่อไม่ให้เหล่าบริวารของเจ้าน้อยเสียเวลารั้งรอนาน

“เลือกอะหยัง…อ้ายน่านอู้แปลก ฟังบ่ฮู้เรื่อง” คนฟังเลือดฝาดขึ้นหน้า เมื่อฟังวาจาผู้ชาย

“บัวหอมคนเดียวที่บ่ฮู้เรื่อง อ้ายฮู้ ทุกๆ คนที่มองเห็นฮู้ ว่าเจ้าน้อยให้ความสำคัญกับบัวหอมนักมากแค่ไหน แม้กระทั่งโจรพะกามันยังมองออก ตอนที่มันเปลี่ยนตั๋วประกั๋นจากอ้ายเป๋นจับบัวหอมเป๋นตั๋วประกั๋นแทน ก่เพราะมันฮู้ว่าไผมีความสำคัญที่จะต่อรองกับกองกำลังของเจ้าท่านได้” ชายผู้มองเจ้าชายอ่านออกทะลุถึงจิตใจ ขยายความตามคิด

“บัวหอมต้องเลือกแล้วละ” ประโยคสุดท้ายเหมือนทิ้งปมให้คลาย

“ข้าเจ้าบอกว่าบ่ไป นั่นบ่ใจ่คำเลือก” สาวคนเดียวกลางหมู่ชายถอนหายใจยาว

“เจ้าน้อยคงจะอยากอู้กับข้าเจ้าเพียงลำพัง ขอแยกตัวสักครู่เน้อเจ้า” สาวสวยผู้สืบทอดความงามมาจากพี่สาวเดินออกห่างกลุ่มคนติดตาม พอให้ไม่ได้ยินบทสนทนา โดยมีเจ้าชายเดินตามหลังต้อยๆ อย่างว่าง่าย

“ข้าเจ้าบ่อยู่ในภาวะที่ต้องเลือกอะหยังทั้งนั้น ถ้าจะต้องเลือก คือเลือกทำต๋ามหน้าที่ที่ต้องอยู่ดูแล ฮักษาอาการของพ่อให้ดีขึ้น เพื่อจะย้ายไปดูแลต่อที่ในโฮงยาเมื่อเวลาเหมาะสม” สาวน้อยออกปากชัดเจน

คำสุดท้ายจุดประกายความหวัง สว่างไสวให้แก่เจ้าชายที่ทำท่าเหมือนจะหมดแรงในครั้งแรก“หมายความว่า บัวหอมยังบ่ตัดเยื่อใย บ่ตัดความหวัง แม่นก่” คนพูดแทบจะลุกลิงโลดโดดเต้น เสียงถามเต็มไปด้วยความหวัง

“บ่แม่นเจ้า บ่มีความหมายแอบแฝง บ่มีนัยสำคัญอะหยังทั้งนั้น ข้าเจ้าว่า ข้าเจ้าบ่สมควรเดินทางเข้าเมืองไปพร้อมกับขบวนเจ้า เพราะต้องอยู่ดูแลอาการพ่อจนค่อยยังชั่วก่อน เมื่อพ่ออาการดีขึ้นแล้ว ต้องไปฮักษาต่อที่โฮงยา ให้หมอคอร์ทตรวจฮักษา” บัวหอมตัดบท รีบเชิญเจ้าชายเสด็จกลับ

“คนทุกคนต่างมีหน้าที่ มีหนทางเดินของตั๋วเก่า เจ้าน้อยเปี่ยมยศยอยิ่งฟ้า บ่ใจ่ฮีตฮอย ข้าเจ้าเป็นไพร่เศษฝุ่น บ่อาจเอื้อม กาบ่ควรคู่หงส์ ข้าเจ้าเจียมตัว” คนบ่มีเชื้อวงศ์หงส์เจียมใจ

“คนที่จะบอกว่าคู่ควรหรือไม่ คงจะเป็นอ้ายมากกว่าเน้อ” เจ้าน้อยเปลี่ยนสรรพนามเป็นอ้าย สบตาน้องน้อยตรงหน้า

“บัวหอมอยู่เฉยๆ เต๊อะ เรื่องยศฐาศักดินา ความคู่ควรเป็นเรื่องที่อ้ายจะต้องต่อสู้ พิสูจน์ความจริงใจด้วยตัวเอง อ้ายเลือกทำตามเสียงหัวใจอ้ายแล้ว” เจ้าน้อยแทบจะโอบกอดบัวหอมให้เห็นหัวใจ แต่ติดที่แสงตาหน่วยประกายกล้าที่แลสบตา ทำให้เจ้าน้อยไม่กล้าเอื้อมมือคว้า

“ข้าเจ้าเป๋นคนบ้านนอก เป๋นไพร่ฝุ่นดิน ความแตกต่างเหลื่อมล้ำเป็นอุปสรรคยากนัก ลืมข้าเจ้าเต๊อะ ข้าเจ้าเป๋นคนต่ำต้อย ข้าเจ้าบ่อยากใฝ่สูงเกินศักดิ์” บัวหอมปฏิเสธเด็ดขาด พลางถอยตัวออกห่าง

“บัวหอม อ้ายจะใช้เวลาและการกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์ บัวหอมบ่ต้องตุ๊กใจ บ่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ๋…อ้ายพร้อมที่จะใจ้ใจ๋ดูแลบัวหอม…เพียงแต่บัวหอมจะรออ้าย อ้ายขอเวลา ขอโอกาส” เจ้าน้อยตะโกนดังพอที่จะให้กลุ่มคนในที่นั้นได้ยินกันทั่ว เหมือนคนที่เดินหันหลัง เดินดุ่ม หลีกลี้ หอบช่อดอกบัวในอ้อมแขนจะชะงักฟังคำ แต่ยังออกเดินเมื่อสิ้นเสียงสั่ง ไม่เหลียวมามอง

“อ้ายน่านฟ้า หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล วางเรื่องหนองน้ำบัวคำลงเต๊อะ พี่สาวข้าเจ้าไปแล้ว พี่บัวคำหมดห่วงแล้ว เลิกคิดจะต๋ายตามพี่บัวคำเต๊อะ ข้าเจ้าคงตามมาห้ามอ้ายบ่ได้ทุกครั้ง” สาวสวยหันไปพูดช้าชัด เจาะจงกับคนรักของพี่สาว เมื่อเดินผ่านแล้วหยุดตรงหน้าพูด โดยไม่รอฟังคำตอบ บัวหอมออกเดินดุ่ม เดินมุ่งหน้าอย่างเด็ดเดี่ยวไม่แลเหลียวหลัง ทิ้งให้สองชายยืนมองหน้ากันชั่วขณะ ก่อนที่จะหันหน้าไปคนละทิศ แยกย้ายกันไปคนละทาง

หนองน้ำนั้นเงียบสงบลงอีกครั้ง เสียงปลาตัวใหญ่ฮุบเหยื่อดังโผงผางอยู่ไกลๆ กอบัวไหวระริก บัวบังใบเหนือผิวน้ำส่งกลิ่นหอมอ่อนรวยริน ล่องลอยตามลม กอหญ้าที่ขึ้นเป็นแพลอยเต็มผืนน้ำ บางกอแตกแยกแหวกเป็นช่องว่าง แล้วไหลวนกลับมารวมกันเป็นแพแผ่นหนา กลับมารวมกันเป็นแผ่นหลุมพรางอีกครา

 

สิ้นแสงอาทิตย์ลับดับสูรย์ นกกาบินกลับรัง หริ่งหรีดเรไรร้องก้องระงม มีบึงน้ำกว้างใหญ่สีนิลดำ เป็นฉากหลังที่มืดมิดสนิทยิ่ง บึงน้ำนั้นมีเสียงผู้หญิงขานคำค่าวเสียงหวานไพเราะจับใจ เสียงหญิงสาวร้องครวญเพลงจ๊อยซอเสียงเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้าไปในใจผู้ผ่านเข้ามาใกล้หนองสะเรียม

เสียงเพรียกร้องเชิญชวนสะกดจิตให้ผู้คนหลงใหลไม่ได้สติ เสียงนั้นดังมาจากใต้น้ำ ผู้ใดได้ยินได้ฟังต่างย่างย่ำเท้าเข้ามาใกล้บึงน้ำอาถรรพณ์ เพราะเสียงนางดุจดั่งมีมนตราสะกดให้หลงเดินลงสู่ธาราใต้ต่ำ

ร่างนางงามอรชรอ้อนแอ้น โผล่พ้นน้ำขึ้นมาเพียงครึ่งตัว แสงจากดวงจันทร์ดวงกลมโตสีซีดจางด้านบนปลายฟ้า เผยให้ดวงหน้าเล็กซีดขาวของหญิงสาว ปล่อยผมยาวสยายผมเต็มน่านน้ำ ยามแย้มปากเห็นไรฟัน เป็นเขี้ยวซี่เล็กๆ ที่สองมุมปาก

ที่น่าสะพรึงกลัวไปกว่านั้น คือนางมีดวงตาที่นิ่งสนิทหน่วยในตา สีดำราวกับสีของโคลนตมใต้น้ำส่วนที่ลึกที่สุด ดวงตาไร้แววคู่นั้นมืดมิดสนิทแน่วแน่ แม้นจ้องมองผู้ใดราวกับสะกดร่างให้กลายเป็นหิน นางพราย แสยะยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวซี่เล็กๆ กระหายหิว

คืนนี้…น่านฟ้าคือชายหนุ่มคนนั้นที่หลงใหล ดุ่มเดินตามเสียงเพรียกหาโหยหวนของนางพราย หรือชายหนุ่มจงใจพาตัวเข้ามาใกล้ชายน้ำหนองสะเรียม

“เลิกทำบาป เลิกหลอกล่อเพื่อเอาชีวิตคนชายอื่นเต๊อะ น้องบัวคำ”น่านฟ้าทรุดตัวลงริมฝั่งน้ำ ก้มหน้ากระซิบคำ

“อ้ายปิกมาแล้ว มาชดใช้ น้องบัวคำมาเอาชีวิตอ้ายเป็นเครื่องเซ่นสังเวยลงไปในหนองน้ำนี้เต๊อะ”

คนรักที่จากไกลไปเนิ่นนาน ยื่นมือสัมผัสสายน้ำเย็นเฉียบพร้อมกับร่ำคำรำพัน ร่างที่โผล่พ้นน้ำเพียงครึ่งตัวของนางพรายกลางสายน้ำเคลื่อนคล้อยเข้ามาใกล้ชายหนุ่ม นางยื่นมือเย็นเฉียบผิวสัมผัสลื่นมัน ยื่นมาแตะแขนชายหนุ่มอย่างแสนรัก อาลัย

ดวงหน้าซีดเซียวนั้นส่ายหน้าเศร้าสร้อย มีน้ำตาคลอหน่วยนัยน์ตา นางพรายวาดมือไปบนผืนแผ่นน้ำ จนเกิดระลอกคลื่น น้ำหมุนวนพร่ำพรายในสายตา

น่านฟ้าหลับใหลไม่ได้สติอยู่ริมฝั่งน้ำตั้งแต่ค่ำคืน จนค่อนรุ่งน้ำค้างลง จวบจนเช้าวันใหม่มาเยือนอีกครา ภาพในน้ำหมุนวนบรรจบจับอดีต ภาพเงาใต้น้ำเผยให้เห็นบัวคำ หญิงงามแห่งบ้านศรีดอนชัย กอดรัดร่างชายคนรัก ยื้อยึดไม่ให้จากไปไหนอยู่ริมน้ำแห่งนี้ในเวลาโพล้เพล้

“ปล่อยอ้าย บัวคำ อ้ายต้องไปทำงานเพื่ออนาคตของเฮา” ชายคนนั้นคือน่านฟ้า คือเขาเองที่สะบัดปัดมือบัวคำ

“อ้ายน่านฟ้า น้องขอร้องบ่ไปบ่ได้กาเจ้า” หญิงสาวร่ำร้องเพรียกไห้ ขอให้ชายคนรักเปลี่ยนใจ

“บ่ไปบ่ได้น้อง อ้ายต้องไปทำงานที่ได้เงินนักๆ เพื่อเอาเงินทองมาจองหมั้นน้อง” น่านฟ้านัดบัวคำออกมาหาเพื่อลาไปทำงาน เตรียมห่อผ้าข้าวของเดินทางไกลอย่างคนตัดสินใจแน่วแน่ บัวคำพาน้องสาวออกมาด้วยเกรงคำครหา แต่เมื่อการพูดจาดูจะยืดเยื้อพี่สาวจึงไล่ให้น้องสาวตัวน้อยกลับไปก่อน น่านฟ้ามองตามหลังเด็กน้อย น้องสาวคนรักวิ่งไปทางเข้าหมู่บ้านจนลับตาจึงหันหน้ามาเจรจา

“แม้ว่าพ่อแม่ของอ้ายและตั๋วน้องจะขอร้องบ่หื้อไป อ้ายก่ตึงจะไปในวันนี้ บ่มีอะหยังจะมาเปลี่ยนใจ๋อ้ายได้ ลูกป้อจายอู้กำไหนกำนั้น อ้ายจะกลับมาก่อนเดือนห้าเพื่อมาหมั้นน้อง”

เพราะพ่อนายแคว้นแห่งสีตรามันไม่เห็นด้วย พูดจาทักท้วงประวิงเวลาเรื่องจะมาหมั้นสาวทำให้น่านฟ้าร้อนใจจนต้องมาลาสาวคนรักเพื่อไปทำงานในเวียงเจียงใหม่ งานที่ไม่มีคนพื้นถิ่นนิยมทำ งานทำไม้กับนายฝรั่งของบริษัทบอร์เนียวซึ่งทำไม้สักรายใหญ่

“พะกาส่งข่าวมาว่าทำไม้กับบริษัทบอร์เนียวเงินดี” ชายหนุ่มเผยต้นเรื่องต้นทาง

“พะกา ละอ่อนที่เคยเป็นเพื่อนเล่นสมัยเด็กๆ คนที่เคยอาศัยอยู่บ้านอ้ายแม่นก่เจ้า ถ้าเป็นพะกาคนนั้น พ่อแคว้นไล่ออกไปตั้งนานแล้ว พะกาจะย้อนปิกมาส่งข่าวอีกยะหยัง” บัวคำเดินมาใกล้ สงสัยในข่าวสารจากเพื่อนเล่นในยามเด็กของทั้งคู่

“พะกาบ่ได้ไปไหนไกล ยังคงแวะเวียนมาแอ่วหาอ้ายอยู่บ่อยๆ ยังแวะไปหาน้องที่บ้านอยู่ลอ บ่เกยเจอกันเลยกา” น่านฟ้าหันหน้ามาถาม

“บ่…บ่เกยเจอ ข้าเจ้าบ่เกยเจอพะกา ตั้งแต่ลับลี้หนีหน้าคราวที่พ่อแคว้นไล่ออกเพราะพาอ้ายไปมีเรื่องต่อยตีกับหนุ่มบ้านอื่นคืนนั้น ข้าเจ้าก่บ่เกยเจอพะกาอีกเลย” สาวสวยส่ายหน้าจนผมสวยสยายกระจาย

“แต่เฮาอยากเจอบัวคำทุกครั้งที่แวะมาเยี่ยมบ้านศรีดอนชัย” เสียงทุ้มห้าวสอดดังมาจากพุ่มไม้ริมหนองน้ำ ที่แท้คนส่งข่าวแอบอยู่ในพุ่มไม้ไม่ห่างพร้อมๆ กับร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างราวยักษ์ปักหลั่น ผิวคร้ามเข้มของพะกา เจ้าของเสียงเผยออกมาให้เห็นเต็มตัว

“จะเจอที่ไหน ไยเฮาบ่ได้ทักทายกั๋นเลย” สาวสวยทำเสียงสูงประหลาดหลากใจ พลางลอบมองดูเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เห็นกันมานานอย่างสำรวจตรวจตรา

“ทุกครั้งที่แวะเวียนผ่านมาทางนี้ เฮามักจะผ่านหน้าบ้านบัวคำเสมอๆ แต่บ่กล้าเข้าไปทักทาย เห็นแค่หลังคาบ้านก่พอใจแล้ว” พะกาสารภาพเสียงอ่อยอ่อน

“ร่ำลากันพอละ น่านฟ้า เฮาเร่งออกเดินทางกันเต๊อะ เดี๋ยวจะมืดค่ำไปมากกว่านี้” คนมาชักชวนไปทำงานในเวียง หันมาชวนน่านฟ้าให้ออกเดินทาง โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงห่วงหาอาวรณ์จากสาวน้อยที่ริมฝั่งน้ำ

“ร่ำลำ ร่ำไร ส่งกันไกลหมื่นลี้ สุดท้ายปลายทางก็ต้องจากกันอยู่ดี” พะกาพึมพำใบหน้าเครียดคิ้วขมวดมุ่นอย่างไม่พอใจ

“บอกว่าบ่หื้อไป อย่างไรข้าเจ้าก่บ่หื้อไป” ไม่คาดสาวสวยแสนอ่อนหวานจะอารมณ์แปรเปลี่ยนเกรี้ยวกราดดุจสายน้ำเชี่ยว นางกรีดร้องส่งเสียงทักท้วงก้องดังไปทั่วคุ้งน้ำ สายน้ำในบึงใหญ่กว้างที่เคยนิ่งเงียบราบเรียบดุจกระจกเงาสะท้อนพลันเกิดปรากฏการณ์สั่นไหว เกิดแรงกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นลูกเล็กๆ กระจายไปทั่วผืนแผ่นน้ำ

“รีบไปเต๊อะ น่านฟ้า อย่าใจอ่อนกับมารยาหญิง บ่เคยได้ยินคำเปิ้นว่า ชายคนใจหาญ ใจ๋บ่แข็ง บ่ได้ขี้จ๊างงา ใจบ่กล้า บ่ได้เป๋นพ่อเลี้ยง” พะกาท่องสุภาษิตหนุนใจพร้อมรีบฉุดดึงแขนเพื่อนเดี่ยวเสี่ยวฮักออกจากการเกาะกุมยื้อยุดของหญิงสาวที่กำลังกราดเกรี้ยว

“ถ้าวันนี้อ้ายน่านกล้าก้าวไปจากข้าเจ้า ก่อย่าหวังว่าฮักเฮาจะเป็นเหมือนเดิม” บัวคำเอ่ยคำช้าชัด ร่างน้อยในชุดผ้าซิ่นตีนจกและเสื้อผ้าฝ้ายสีนวลขาวทอมือกระดุมเฉียงยืนยืดขึ้นตระหง่านหนักแน่น แววตาวาววับดุจนางเสือ

“บัวคำก่ฮู้ว่า อ้ายไปเพื่ออนาคตของเฮา น้องจะหวงห้ามอ้ายอะหยัง” น่านฟ้าเอ่ยเสียงอ่อนอ่อย

“ถ้าอย่างนั้นอ้ายน่านฟ้าต้องพาน้องหนีไปตวย” สาวเจ้าทิ้งไพ่ใบสุดท้าย

“ฮักน้องล้ำ บ่กล้าพาหนี พ่อน้องมี อ้ายกั๋วเสือเฒ่า” น่านฟ้าหมายถึงพ่อของบัวคำที่ดุราวกับเสือและหากว่าพาสาวหนี วิวาห์เหาะ บัวคำจะเป็นที่ครหาเป็นขี้ปากชาวบ้านได้ แต่บัวคำกลับเข้าใจผิด คิดว่าน่านฟ้าปฏิเสธหลงลืมสัญญารัก ณ ริมฝั่งน้ำ

“กำฟู่เก๊า เอาตำตี้ไหน เอาก๋ำใส่ไฟ ฤๅไหลน้ำกว้าง” (คำพูดแรก คำสัญญาเอาไปไว้ไหน เอาโยนทิ้งลงไฟหรือเอาทิ้งลงสายน้ำ) บัวคำตัดพ้อน้ำตาริน ทวงสัญญาเมื่อแรกรักว่าจะไม่ทอดทิ้งกันแต่มาคราวนี้คำสัญญานั้นกลับเลือนหาย

จวบจนเข้าไต้เข้าไฟจวนจะได้ จุดแคร่คบไฟไม้ไผ่เดินทาง บัวคำก็ยังดื้อดึงและน่านฟ้าผู้มุ่งมั่นไปข้างหน้าก็ยังตกลงกันไม่ได้ จนคนรอนำทางอย่างพะกาหมดความอดทนถลาเข้ามาแทรกกลางระหว่างสองหนุ่มสาว

“รีบออกเดินทางกันก่อนเต๊อะ อยู่อย่างนี้เห็นว่าจะอู้กันบ่ฮู้เรื่อง” พะกาฉวยมือน่านฟ้าออกวิ่งหนีหายลับดุจดังเหาะเหินเดินหน เดินบนหมอกฟ้า หนีเข้าเมฆาหายลับ

สาวบัวคำก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น นั่งชันเข่าเฝ้ารออยู่ข้างบึงน้ำกว้าง น้ำใสในบึงแปรเปลี่ยนสี เป็นสีนิลดำ ดำทะมึน ลึกลับราวหลุมพราง

ภาพที่เห็นสุดท้ายในผืนแผ่นน้ำที่ใสราวกระจกคือ ชายนักเดินทางโพกผ้าปิดหน้าโปรยผงพิษบางอย่างใส่กองไฟสุมฟืนริมทางนั่งพัก ควันไฟล่องลอยอ้อยอิ่งไปทางน่านฟ้าซึ่งนั่งเหม่อลอยและซวนซบสลบไสลไม่ได้สติในที่สุด

ที่ริมน้ำสาวน้อยบัวคำยังนั่งร้องไห้กระซิกกระซี้ พิรี้พิไรกลางไพรเถื่อน ดาวเดือนลอยเกลื่อนฟ้ามิรู้วันเวลามิคืนเรือน นกหากินกลางคืนบินฉวัดเฉวียนเหนือหัวสายน้ำในบึงสงบนิ่ง สายลมหอบพัดพาเอาละอองไอความเย็นของสายน้ำขึ้นมาคลุมโอบห่มปกรอบๆ ตัว อากาศเย็นยะเยือกยิ่ง ท่ามกลางความมืดปรากฏเงาตะคุ่มๆ ของชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้

“อ้ายน่านฟ้าปิกมาแล้วกา” สาวน้อยคอยท่าอย่างมีความหวัง วิ่งถลาไปยังร่างดำทะมึนเป็นเงาตะคุ่มนั้นทันที

“น่านฟ้าบ่ปิก แต่หื้อเฮามาฮับตัวน้องบัวคำตามไปเดี๋ยวนี้” เสียงห้าวทุ้มที่ไม่คุ้นเคยไม่ใช่น่านฟ้า ทำให้สองเท้าที่ย่างเข้าหาชะงักงัน

“บ่ไป” บัวคำถอยหลังตอบคำชัด เงาดำแห่งความทมิฬเหมือนไม่พอใจคืบคลานมาเข้าใกล้

“ต้องไป ไหนตะกี้ยังบอกว่าบ่ยอมพรากจากกัน จะหนีไปตายกั๋นบ่ใจ่กา” พะกาทบทวนความจำ ย่างสามขุนเข้ามาคุกคาม

“ถ้าเป๋นอ้ายน่าน แม้ไปเมืองผีก่ยินดีตวยต๋าม แต่บ่ใจ่หนีไปกับชายอื่น” บัวคำเน้นคำว่าชายอื่นพลางวิ่งหน้ากระเสือกกระสน หวีดร้องให้คนช่วย แต่อนิจจาเสียงเล็กๆ นั้นเหมือนสายลมพัดผ่าน ไม่มีใคร ไม่มีผู้คน ไม่มีผู้ใดจะเข้ามาช่วยยามคับขัน

พะกาวิ่งตามมาคว้าเอวบางร่างน้อยนั้นมารัดตวัดแน่นด้วยวงแขนแข็งแรงราวคีมเหล็ก อย่างไม่คาดคิดเนื้อสมันในมือจะมีฤทธิ์เดช บัวคำจิกเล็บข่วนหน้าจนต้องรามือปล่อยเอวบาง

“โอ๊ะ..อี่บัวคำฤทธิ์มากนักนะมึง”

เพียะ! ชายร่างใหญ่ใจหยาบพ่นคำสบถ พลางฟาดฝ่ามือลงบนแก้มงามจนหน้าหงายสะบัดไปตามแรงมือ บัวคำดุจนางแมวป่าแมวตัวน้อยขู่ฟ่อฟอด งับมือหยาบใหญ่นั้นด้วยฟันซี่เล็กๆ กัดฉับลงไปจนสุดแรง

“โอ๊ยอี่นี่” พะกาถีบจนสุดแรง ทำให้บัวคำถลาลอยลิ่วราวนกปีกหัก กลิ้งหลุนๆ ลงไปในหนองน้ำนั้นทันที

“ไอ้พะกา มึงคิดแค้นปิกมารังแกกู เพราะเคียดที่ทำให้พ่อแคว้นไล่มึงออกแม่นก่” แม้ร่างบอบช้ำเจียนตายแต่บัวคำก็หยัดร่างตะเกียกตะกายเกาะกอหญ้าที่ลอยเรี่ยน้ำเข้ามาใกล้ตะโกนลั่นถึงคนบนฝั่ง

“บัวคำ มึงจะไปปึ๊ดขอนหาจั๊กเข็บ หื้อมันได้อะหยังขึ้นมา” พะกาตะโกนตอบเหมือนกันโดยหมายถึงรื้อฟื้นฝอยหาตะเข็บคุ้ยค้นขุดเรื่องเก่าๆ ไม่รู้แล้ว เหตุเกิดนานแล้วที่พ่อแคว้นลงโทษพะกา ทั้งๆ ที่ตามมาเฝ้ามาส่งน่านฟ้าลูกชายพ่อแคว้นให้มาแอ่วหาสาวบัวคำ มาช่วยการช่วยงานบ้านพ่อบัวคำ และเวลากลางคืนยามเดินทางกลับยังไปมีเรื่องชกต่อย ต่อยตีกับหนุ่มต่างถิ่นที่หมายตาคนสวยบัวคำ

แม้พะกาจะปกป้องต่อสู้เพื่อน่านฟ้าแต่ทั้งสองก็ได้รับบาดเจ็บ บอบช้ำ สะบักสะบอมกันทั้งคู่ ทั้งหมดนี้ไม่มีใครกล่าวโทษน่านฟ้า ทุกคนโทษว่าพะกาเกเรดื้อด้านเพราะสาวบัวคำเป็นต้นเหตุ

“บ่ใจ่อย่างที่น้องคิด อย่าเข้าใจผิด น่านฟ้าสั่งหื้อเฮามาฮับ น่านฟ้ารออยู่ทางข้างหน้าโน้น” พะการีบเอาน้ำเย็นเข้าลูบเมื่อเห็นท่าทีที่เด็ดเดี่ยวของเหยื่อสาว

“ฮึฮึ…ถ้วยแตกแล้ว เอามาต่อกั๋น ตี้ไหนจามันจะหายแตกร่อน ความสัมพันธ์ของเฮาแตกร้าวเช่นนี้ อย่างอ้ายน่านฟ้า คงบ่ใช้คนอื่นมาซ่อมแซมหรอก” บัวคำเอ่ยปากช้าๆ เลือดสดๆ ไหลย้อยที่มุมปากจากแรงตบ

“เฮาจะรออ้ายน่านอยู่ที่นี่ จะบ่ยอมไปไหนกับไผอื่น” เพราะรู้ว่าหนีไปทางบก ไม่รอดเงื้อมมือ บัวคำผลักแพหญ้าที่เกาะเกี่ยวออกห่างตัว สาวใจเด็ดเลื้อยร่างบาดเจ็บลงไปในน้ำเย็นเฉียบ บึงน้ำกว้างใหญ่รองรับร่างงามจมหายกลืนกินหายวับไปต่อหน้าต่อตา พะกาวิ่งเข้ามาไขว่คว้าแต่สุดมือ ไม่ทันฉุดดึงร่างที่จมหายลงไปในใต้น้ำ

“บัวคำ…บัวคำ ” พะกาตะโกนเรียกหาเสียงก้องดังทั่วทั้งหนองน้ำแต่ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ใบไม้นิ่งไม่ไหวติ่ง สายน้ำสงบนิ่งเงียบงามสะท้อนผืนฟ้าราวกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนดวงจันทร์สีซีดลอยเด่นอยู่กลางหนองน้ำบึงบัวเหมือนกับไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

ไม่มีบัวคำ เหลือเพียงคำครหาสงสัย นางงามล้ำฟ้าหนีตามใคร นางเสียใจตายสังเวยพ่ายรัก นางถูกบังคับให้ชดใช้ด้วยชีวิต ฤๅนางถูกลิขิตให้เป็นนางพราย…

 

– จบบริบูรณ์ –



Don`t copy text!