ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 6 : ดั่งคลื่นใต้น้ำ

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 6 : ดั่งคลื่นใต้น้ำ

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคต้น : นาวาแห่งดินแดนอันเหน็บหนาว

– 6 –

 

“หมู่นี้เจ้าช่างดูสดชื่นขึ้นผิดหูผิดตาราวกับคนมีความรักนะโรอัน” อาญญ่าตั้งข้อสังเกต น้ำเสียงกระเง้ากระกอดด้วยจริต หากดวงตากลมโตสีฟ้านั้นมีความระแวดระวัง แม้อายุเลยรุ่นสาวมาได้ไม่กี่ปี หากประสบการณ์อันยาวนานกับบุรุษเพศทำให้นางไวกับอาการของบุรุษเสมอ ท่าทีของคนตกในห้วงสิเน่หาเป็นอย่างไรใช่ว่าจะเดาไม่ออก

“อย่างนั้นหรือ” ชายเมืองไฟยิ้มเก้อ ๆ พยายามปรับสีหน้าเป็นปกติ “สงสัยเราใกล้จะถึงเมืองโมลแห่งซาร์กอนเข้าทุกทีกระมัง ว่ากันว่าเป็นชุมทางการค้าที่สำคัญที่สุดในคาบสมุทรอนาโตเลีย และยังมีมหรสพบันเทิงตื่นตาตื่นใจมากมาย ข้าก็เลยอดตื่นเต้นไม่ได้”

“แน่ใจหรือว่าเจ้าตื่นเต้นกับมหรสพบันเทิงเช่นว่านั้น” อาญญ่าไม่คล้อยตามง่าย ๆ “อยู่บนเรือรอนแรมกันมาหลายสิบราตรี ข้ามิเคยเห็นเจ้าใฝ่ใจกับความบันเทิงทั้งปวง มิเคยสนใจนารีใดบนเรือเป็นพิเศษ และท่าทางของเจ้ามิได้บอกว่าตื่นเต้นกับอะไรอย่างอื่นเลยนอกจากความรัก”

ทาวีญนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึง ท่าทางของเขาแจ่มแจ้งขนาดที่สตรีนางนี้เดาออก แล้วคนเรืออื่น ๆ จะมิสงสัยเอาอย่างนั้นหรือ ชายหนุ่มปรับสีหน้าเคร่งขรึม แสร้งโกรธเข้ากลบเกลื่อน

“วิสัยสตรีก็เช่นนี้ ช่างคิดจับผิดไปเสียหมด คงเป็นเพราะบนเรือลำนี้ไม่มีสิ่งใดให้ความบันเทิงสำราญใจแก่เจ้ากระมัง จะคิดเช่นใดก็สุดแล้วแต่เถิด ข้ามิขอต่อความ” เมื่อทำท่าผละหนี นางจึงรีบคว้าข้อมือเขาไว้ทันที

“อย่าเพิ่งโกรธข้าเลยโรอัน ข้าก็เพียงแต่หึงหวงเจ้าเท่านั้น เจ้าก็รู้ดีว่าข้ารู้สึกเช่นไรกับเจ้า ข้าก็… กลัวไปสารพัดว่านางคนใดในเรือนี้จะแอบขโมยหัวใจเจ้าไปเสียก่อน ใครก็หมายปองเจ้าทั้งนั้น เพราะเจ้าไม่กักขฬะเหมือน…” เสียงนั้นหายไปจากลำคอดื้อ ๆ ดวงตาหมองลงเหมือนสระน้ำที่แห้งขอด “…คนพวกนั้น”

ทาวีญมองสาวคณิกาด้วยความเห็นใจ ดรุณีสาวน้อยจนไปถึงสาวใหญ่ที่มีหน้าที่รับใช้ ปรนเปรอให้ความสุขกับชายมากหน้าย่อมมิมีใครเต็มใจนัก ภายใต้เสียงหัวเราะระรื่น จริตกิริยาพริ้มพราย พวกนางข่มกลั้นความอดสู ชอกช้ำ ขมขื่นในชะตากรรมของตนทั้งสิ้น

“เจ้าของเรือสินค้าเป็นขุนนางใหญ่โต เขาซื้อจ้างพวกข้ามาให้บริการความสุขแก่พวกคนในเรือ ถึงแม้ต้องปรนนิบัติแค่พวกหัวหน้า แต่ถึงอย่างไรพวกมันก็เป็นเพียงคนใช้แรงงาน เมื่ออยู่บนฝั่งไม่มีปัญญาจะจ่ายเงินเข้าหอคณิกาเสียด้วยซ้ำ ข้าไม่ได้หมายถึงเจ้าหรอก ต่อให้เจ้าเป็นแรงงาน ยากจนเข็ญใจเท่าไร กลับดูสง่างามน่าหลงใหลกว่าไอ้พวกนั้นมากนัก ไม่ว่าหญิงใดก็ล้วนเต็มใจปรนนิบัติเจ้า”

กระนั้น อาญญ่าเองกลับตีความสายตาเห็นใจของบุรุษเมืองไฟไปอีกทาง

“เจ้าเองก็คงจะสมเพชข้าเวลาพูดถึงเรื่องรักใคร่ จะมีชายใดมอบความรักแท้จริงให้หญิงคณิกาได้เล่า แต่หญิงเหล่านั้นก็มีสิทธิ์จะฝันมิใช่หรือ แม้ว่าจะเป็นที่รังเกียจของเขาก็ตาม” นางรู้สึกสะเทือนใจเสียเองเมื่อพูดจบ ยิ้มแห้ง ๆ กลบเกลื่อนน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นมา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

“ถึงข้าจะไม่ได้รักเจ้าแต่ก็ไม่ได้แปลว่าข้ารังเกียจเจ้าหรอกอาญญ่า ข้ามองเจ้าเป็นนารีน้ำใจงาม มีความคิด ความรักแลความฝันเป็นของตนเอง และข้าเชื่อว่าคงจะมีบุรุษที่รักตัวเจ้าอย่างที่เจ้าเป็นอย่างแท้จริงอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้” ทาวีญเอ่ยไล่หลัง ทำเอาคณิกาสาวชะงัก ระบายยิ้มอ่อนจางเมื่อหันกลับมา

“เจ้าดีแบบนี้ไงเล่าโรอัน ข้าถึงปรารถนาเจ้านัก แลกลัวว่าเจ้าจะหลุดมือไปให้หญิงใดบนเรือนี้… แต่เอาเถิด ข้าไม่มีวาสนา ผู้หญิงที่เจ้ารักคงจะเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก”

อาญญ่าลับสายตาไปแล้ว… ทาวีญนิ่งงัน หลากอารมณ์ผุดขึ้นในจิตใจ ใช่ว่ามิเคยมีหญิงใดแสดงเจตจำนงความต้องการในตัวเขามาก่อน ตำแหน่งขุนพลแห่งฟูโอโค และการเดินทางรอนแรมในฐานะจารบุรุษเอื้อให้มีสตรีมากมายเต็มใจทอดสะพานให้ หากเขาก็ไม่ได้รับไมตรีหญิงใดง่ายดายนัก เห็นมานักต่อนักแล้วว่าความลุ่มหลงในอิสตรีทำมหาบุรุษผู้เกรียงไกรชำนาญศึกเพลี่ยงพล้ำได้มากเพียงใด

อาญญ่านั้นน่าสงสาร หน้าตารูปร่างนางก็มิได้ขี้ริ้วขี้เหร่ เรียกว่าน่ารักจิ้มลิ้ม งามผิดแผกจากสตรีเอียโลทั่วไปเสียด้วยซ้ำ เขาไม่ได้รังเกียจที่นางเป็นหญิงคณิกา เพียงแต่ไม่ได้สนใจนางในเชิงเสน่หาเท่านั้นเองเพราะหัวใจยามนี้มอบให้นักโทษสาวใต้ท้องเรือแต่เพียงผู้เดียว

รอยยิ้มบาง ๆ ผุดพรายบนดวงหน้าคมสันของทาวีญขณะเดินไปขนม้วนหนังหมีในลังเพื่อนับและตรวจสภาพอีกครั้ง หนังหมีขายดีจึงเหลือไม่มากนัก ทุกเมืองท่าที่แวะ หนังหมีล้วนเป็นที่ต้องการ คาดว่าเมื่อถึงเมืองโมลก็คงจะขายหมด

เขาจะพาซีมายน์หนีที่เมืองโมล… เพราะหลังจากเมืองโมล เรือนี้จะข้ามไปถึงชายฝั่งเวลต้า จากนั้นโปนินและพรรคพวกคงจะตั้งต้นจากเวลต้า ลอบล่องเรือเล็กนำซีมายน์ไปที่เกาะคนคุกเดนตาย แล้วค่อยกลับขึ้นเรือใหญ่ล่องต่อไปยังดินแดนการณะอันไกลโพ้น

หรือมิเช่นนั้นมันก็อาจมีแผนจะขายซีมายน์เป็นทาสตั้งแต่ที่โมลหรือที่เวลต้าก็เป็นได้ เพราะโมลเองก็ขึ้นชื่อเรื่องเป็นชุมทางค้าทาสที่สำคัญแห่งหนึ่งของอนาโตเลีย เช่นเดียวกับเวลต้าที่เป็นประตูสู่มัซซาและดินแดนฝั่งตะวันออก

ทาวีญสืบความที่เอียโลร่วมสองปีจนพอรู้เรื่องการค้าทาสของพ่อค้าเอียโลหลายกลุ่มที่มีขุนนางใหญ่สนับสนุนอยู่อย่างลับ ๆ ซึ่งมีทั้งทาสโดยสภาพและผู้ที่ถูกจับล่อลวงมาจากเคหสถานให้เป็นทาสโดยไม่เต็มใจ โดยทำเป็นขบวนการเช่นนี้มานาน มีการแบ่งผลประโยชน์ให้นายเรือเป็นเรื่องเป็นราว ทาวีญจึงตั้งใจว่าจะไม่ยอมเสี่ยงรอไปจนถึงเวลต้า

คงจะต้องให้ซีมายน์ป้ายยางไม้ให้หนักขึ้น เผื่อพวกมันจะได้หวาดกลัวว่าโรคร้ายนั้นลุกลาม

หัวใจเต้นแรงเมื่อนึกถึงเนื้อตัวหอมกรุ่นขาวสล้างที่แท้จริงของนาง เมื่อไร้คราบปุปะนั้นนางก็คือทองที่ซ่อนอยู่ใต้แท่งเหล็กเก่าคร่ำสนิม มนตร์อิสตรีน่ากลัวเช่นนี้สิหนอ สะกดให้บุรุษคิดถึงทุกโมงยาม ถวิลหาอ้อมกอดและเรือนร่างทุกค่ำเช้า วาดฝันถึงอนาคตสดใสด้วยกัน อิ่มใจเป็นสุขเมื่อนึกถึงว่ามีคนที่รอคอยเขาอยู่ และพร้อมจะเคียงข้างไปด้วยกันทุกแห่งหน

นับตั้งแต่คืนนั้นที่กายและหัวใจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เขาก็เฝ้ารอยามราตรีอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อจะได้อยู่กับนางอันเป็นที่รัก พูดคุยถึงความฝันและอนาคตร่วมกัน

‘เราจะไปอยู่ฟูโอโคด้วยกัน’ เขาให้คำมั่นนางเช่นนั้น

‘แน่ใจว่าท่านไม่มีภรรยาอยู่ก่อนแล้ว’ นางถามยิ้ม ๆ ดวงตาสีไลแลคเป็นประกายระยับ

‘ไม่มี…’ ทาวีญหัวเราะ ‘เพียงแต่ข้าอาจมิมียศศักดิ์สูงส่งอย่างเจ้าหญิงมอบให้ท่าน ท่านรับได้ไหม’

‘ข้ารับได้ทั้งนั้นขอเพียงได้อยู่กับท่าน จะเป็นเพียงนางรับใช้ เป็นแม่ค้า เป็นนางทาสี เป็นอะไรข้าก็ไม่กลัว’ เขาโอบนางไว้ในอ้อมแขน จุมพิตข้างแก้มนวลด้วยความสิเน่หา ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าเจ้าหญิงโฉมงามบนหลังม้าสีดำที่เขาได้แต่เฝ้ามองวันนั้นจะมาอยู่ในอ้อมกอดวันนี้

รักได้รับรักตอบ หัวใจมอบให้กันโดยปราศจากเงื่อนไข

แสงจันทร์อ่อนจางเบาบางลงเรื่อย ๆ ในแต่ละราตรีที่ผ่านพ้น เช่นเดียวกับที่เรือเปลี่ยนทิศ เข้าเขตพายุฝน ฟ้ามืดมัว เมฆขุ่นหนาปกคลุมผืนฟ้า ช่องแสงน้อย ๆ ที่ทาวีญกะเทาะออกมาได้จึงแทบไม่ได้รับแสงเพ็ญอย่างที่หวังไว้

ขุนพลผู้พรางตัวรู้สึกผิด

‘เป็นเพราะข้าแท้ ๆ ราตรีนั้นท่านจึงมิได้ขอพรจากแสงจันทร์ให้รอดชีวิต’

‘มิใช่ความผิดของท่านสักนิด ยามนั้นเรากำลังมีความสุข นั่นคือพรจากเทพีแสงจันทร์อย่างไรเล่า’

‘ท่านมองโลกในแง่ดีเสมอ’ ชายหนุ่มยิ้มอย่างเอื้อเอ็นดู

‘ข้ามองตามความเป็นจริงต่างหาก’ นางว่า ‘แหม ท่านมาอยู่เอียโลเสียนาน ไม่รู้หรือว่าเทพีเดเนียมักอำนวยพรให้มนุษย์ได้พบสุขในรักเสมอ โดยเฉพาะคนที่ไม่สมหวังหรือพบอุปสรรค’

‘อย่างนั้นหรือ’ ทาวีญเลิกคิ้ว ‘ข้าเคยได้ยินแต่ว่าเทพีจันทราของนอร์เดนบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้แผ่นดินน้ำแข็ง ช่วยคุ้มภัยคนเดินทางยามราตรี ไม่ยักรู้ว่ามีเรื่องความรัก ทั้งยังเป็นรักที่ไม่สมหวังเสียด้วย’

‘คงเพราะเทพีเดเนียทรงมีรักที่ไม่สมหวังกระมัง’ ซีมายน์เอ่ยเหมือนรำพึง ‘ทรงเคยรักกับเทพโซลุม แต่ถูกกีดกันและพบเจออุปสรรคมากมายจนถูกจับแยกจากกัน คนหนึ่งสถิตในทิวากาล คนหนึ่งโคจรในราตรี ไม่อาจพบเจอและครองรักกันได้อีกชั่วนิรันดร์’

‘ไว้วันหลังข้าต้องขอให้ท่านเล่าตำนานของเมืองน้ำแข็งให้ฟังบ้างแล้ว’

‘ได้สิ ท่านก็เล่าเรื่องทวยเทพเมืองไฟให้ข้าฟังบ้างก็แล้วกัน ท่านเล่าเรื่องสนุกกว่าข้าอีก’

ทั้งคู่ต่างหัวเราะ ผลัดกันเล่าเรื่องบ้านเมืองของตนอย่างเป็นสุข ทาวีญอยากเก็บช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้อีกนานเท่านาน

และไม่คิดแม้แต่น้อยว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะต้องใช้สิ่งนี้หล่อเลี้ยงยึดเหนี่ยวจิตใจไปอีกนาน

 

บุรุษเมืองไฟยังคงซ่อนยิ้มรื่นรมย์ไว้ไม่มิดเมื่อนึกถึงเจ้าหญิงนักโทษ เมื่อตรวจหนังหมีเสร็จสิ้นจึง เดินไปสมทบกับชาวเรือคนอื่น ๆ ที่กำลังประชุมเส้นทางขนส่งสินค้าและต่างพากันเล่าถึงความสวยงามเจริญตาของเมืองท่าทางตอนใต้ของซาร์กอนอย่างเมืองโมล คนที่ยังไม่เคยเห็นก็ตื่นเต้น ฟังผู้ผ่านประสบการณ์เล่าดวงตาเป็นประกาย ร่ำลือกันว่าเมืองโมลเต็มไปด้วยแหล่งบันเทิงของชายหญิงครบครัน มีมหรสพหลายร้อยโรง และเป็นชุมทางสินค้าใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรนี้

“ว่ากันว่า เกิดเป็นชาย หากมาไม่ถึงเมืองโมลก็ถือว่าเสียชาติเกิด” นายเรือคนหนึ่งกล่าว เรียกเสียงฮือฮาจากคนที่เหลือในห้อง ขุนพลในคราบจับกังแสร้งทำตาโตไปด้วย ทั้งที่ในใจไม่นึกตื่นเต้นใด ๆ กับ ‘มหรสพของชายหนุ่ม’ ที่พวกมันพูดถึงเลยด้วยซ้ำ ไม่มีหญิงใดจะครอบครองหัวจิตหัวใจและร่างกายเขาได้อีกนอกจากซีมายน์

อีกทั้งในใจนึกวาดแผนการสารพัด ถ้าจะเริ่มพาซีมายน์หนีที่โมล ควรจะต้องเริ่มตามติดโปนินว่ามันมีแผนการชั่วร้ายใด ๆ ไว้หรือไม่

มันตั้งใจจะเอาซีมายน์ไปส่งที่เกาะคนคุก หรือจะจับขายเป็นทาสเสียที่โมลกับเวลต้า

แม้จะยึดมั่นเสมอมาว่าความลุ่มหลงในมนตราแห่งอิตถีเพศทำให้บุรุษผู้เกรียงไกรปราชัยมานักต่อนัก หากเมื่อเจอเข้ากับตนเอง ทาวีญกลับไม่เฉลียวใจว่ามันทำให้ความระมัดระวังต่อ ‘ภาพ’ ที่เขาเพียรสร้างให้ชาวเรือเอียโลเข้าใจได้ลดลงด้วย เขาไม่สามารถซ่อนยิ้มแห่งความสุขสมอารมณ์ในรักไว้ได้

“หมู่นี้ไอ้โรอันมันดูยิ้มกริ่มชอบกล หรือมันจะได้อาญญ่าเสียแล้ว” เด็กหนุ่มเอียโลคนหนึ่งเปรยขึ้น

“เป็นไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อนางอาญญ่าอยู่กับท่านโปนินเสียแทบทุกราตรี ชะรอยจะเป็นนางฮันน่าที่ข้าหมายตากระมัง” อีกคนแย้ง “ฮันน่านั้นงามสง่าอย่างกุหลาบที่เติบโตเบ่งบานเต็มที่ รูปร่างงามหน้าตา ผิวพรรณผุดผ่อง ไม่ซูบซีดอย่างคนเอียโล บางทีอาจถูกจริตไอ้โรอัน”

“แต่ฮันน่านั้นคนโปรดของท่านจาร์ลนะ”

“จะคนโปรดของใครก็ช่าง คนเราหากลองต้องการกันเสียอย่าง จะที่ไหน เวลาไหนก็หลับนอนกันได้ทั้งนั้น ใช่ว่าแม่สองสาวนั้นจะอยู่กับท่านจาร์ลหรือท่านโปนินทั้งวันทั้งคืนเสียเมื่อไร หรืออาจจะไม่ใช่สองนางนี้ อาจจะเป็นหญิงอื่นในเรือก็ได้ ถมเถไป” อีกคนแย้งอย่างน่าฟัง

“ไม่รู้ซี จะมีใครงามเท่าอาญญ่า ฮันน่า และทิลด้าอีกเล่าบนเรือนี้ อีกสี่นางก็ใช่จะเย้ายวนเทียบเท่า ส่วนหญิงนางอื่น ๆ ที่เหลือก็ขลุกอยู่แต่ก้นครัวน่ามองเสียทีไหนกัน ข้ายังหวังจะได้เชยชมสามนางสักครั้งให้เป็นบุญแต่น่ากลัวจะเสร็จไอ้โรอันมันก่อนเป็นแน่”

โปนินลอบฟังการสนทนาของลูกน้องเงียบ ๆ อย่างครุ่นคิด ใช่ว่าเขาไม่สังเกตท่าทีผิดประหลาดของโรอันในระยะหลัง ดวงตาสีเขียวประหลาดทอประกายลึกล้ำอย่างคนที่ตกอยู่ในห้วงสิเน่หา กับอะไรบางอย่างในท่าทางที่ไม่ชวนให้วางใจ

เขาไม่เคยไว้ใจบุรุษเมืองไฟผู้นี้แต่ไหนแต่ไร ท่าทางของมันดูองอาจผิดชาวบ้านทั่วไป แต่ด้วยความขยันขันแข็ง นอบน้อม เอาการเอางาน เบาแรงเขาและชาวเรือเอียโลคนอื่น ๆ ไปได้มาก หัวหน้าผู้คุม ‘สินค้าพิเศษ’ จึงคลายใจลงไปบ้าง คิดไปว่าเป็นเพราะตัวเองไม่คุ้นเคยกับลักษณะทางชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันต่างหาก

หากคราวนี้ตะกอนนั้นถูกกวนขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เขาสงสัยอาญญ่ามากที่สุดเพราะนางชายตา โปรยยิ้ม โปรยเสน่ห์ให้โรอันมากกว่าใคร เป็นไปได้ว่าโรอันอาจแสร้งทำไม่สนใจสะพานที่นางทอดมาให้เพื่อให้เขาตายใจแต่ลับหลังอาจลักลอบเข้าหากันก็เป็นได้

นางคณิกาทั้งเจ็ดที่ขุนนางใหญ่ส่งมาให้นั้นมีไว้บำรุงบำเรอนายเรือชั้นหัวหน้าเท่านั้น ถึงพวกนางจะเป็นหญิงสาธารณะในหอคณิกา หากบนเรือนี้ก็ถือเป็นสมบัติของกลุ่มหัวหน้า ไม่ควรจะต้องแบ่งให้กับพวกลูกจ้างชั้นต่ำ

หากเมื่อสะกดรอยหรือคาดคั้นอาญญ่า ก็ไม่พบพิรุธใด นางไม่ได้ไปนอนกับโรอัน แลนางเองก็สงสัยเช่นกันว่าหญิงใดบนเรือกันแน่ที่กุมหัวใจชายเมืองไฟเอาไว้

โปนินไม่จำเป็นต้องใส่ใจก็ได้ คนหนุ่มฉกรรจ์ไม่ข้องแวะนารีเลยต่างหากถึงแปลก โรอันยังหนุ่มแน่นแลมีรูปงาม จะทนนิ่งเฉยเป็นศิลาไปนานได้อย่างไร กระนั้นผู้คุมพิเศษยังรู้สึกสังหรณ์ใจประหลาดอยู่ดี มีบางสิ่งในดวงตาสีเขียวและรอยยิ้มพรายของบุรุษฟูโอโคที่ทำให้เขาไม่สบายใจ

แล้วยังจะข่าวลือเรื่องเสียงโซ่ครืดคราดกับเสียงตึงตังใต้ท้องเรืออีกเล่า น่ากลัวว่านางนักโทษคงดิ้นทุรนทุรายเจ็บปวด สมุนอีกคนในกลุ่มเฝ้าระวังนักโทษแอบมากระซิบว่าบัดนี้ตุ่มหนองพุพองนั้นยิ่งลามไปทั่วร่าง เหม็นหืนคลื่นเหียนยิ่งกว่าเดิม คงใกล้วาระสุดท้ายของนางเต็มที ดูทีเขาจะต้องปิดข่าวเอาไว้ไม่ให้คนในเรือแตกตื่น เห็นทีความหวังที่จะขายมันเป็นทาสก็คงจบไป ถ่วงมันทิ้งเสียที่โมล หรือเวลต้าเสียดีไหมหนอ ไม่อยากจะล่องเรือต่อไปเองถึงเกาะคนคุกให้เสี่ยงตาย

อาจจะต้องจบด้วยการเดินเรือข้ามไปถึงเขตมัซซาแล้วฆ่ามันทิ้งเสียที่เวลต้า เพราะเป็นเวิ้งอ่าวที่เงียบเชียบไม่พลุกพล่าน มิหนำซ้ำยัง มีเสียงร่ำลือว่าเป็นหาดผีสิง ทำให้เวลต้าอันเป็นเมืองท่าที่ตั้งในชัยภูมิดีและเป็นพรมแดนธรรมชาติแบ่งแยกเขตมัซซากับบาราไนอัสกลับกลายเป็นเมืองเงียบเหงา ไม่เจริญรุ่งเรืองเหมือนเมืองโมลแห่งซาร์กอน การกำจัดนักโทษโรคร้ายสักคนที่นั่นคงไม่ยากเท่าฆ่ามันที่เมืองโมล… อาจจะตัดมือ ตัดขามันเอาไปถวายพระราชินีเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว

โปนินเคาะนิ้วใช้ความคิด… เห็นทีมีเรื่องต้องจับตามองหลายเรื่องเสียแล้ว

 

“เจ้าหญิงซีมายน์หนีไปได้อย่างไร พัศดีอยู่ไหน ตอบข้ามาเดี๋ยวนี้ เหตุใดจึงปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ได้” พระราชาองค์ใหม่แห่งเอียโลแผดสีหนาทลั่นท้องพระโรงผลึกน้ำแข็ง ขุนนางและข้าราชบริพารมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะก้มหน้ากันด้วยกลัวเกรงอาญา ดวงพักตร์ราชาอลันยามนี้ถมึงถึง ดวงเนตรปูดโปนโกรธเกรี้ยว กระแทกคฑาเข้ากับแท่นบัลลังก์เสียงปัง กระทืบบาทเสียงดุจกัมปนาท ทรงดูเหมือนตัวโทรลล์ทั้งรูปร่างและพระนิสัย ทั้งดุร้ายและบ้าคลั่ง ไร้สง่าราศีแห่งพระราชาโดยสิ้นเชิง

‘เมื่อก่อนตอนเป็นแม่ทัพยังดูห้าวหาญ งามสง่ากว่านี้มาก มิรู้เหตุใดพอกลายเป็นกษัตริย์จึงกลายเป็นโทรลล์ในคราบมนุษย์ไปเสียได้’ พวกขุนนางและเหล่าทหารเคยจับกลุ่มวิจารณ์

‘ว่ากันว่าทรงถูกโทรลล์กัดเข้าน่ะซี ถึงได้มีเลือดป่าเถื่อนเหมือนสัตว์ร้ายอย่างนี้ ตอนที่เสด็จประพาสป่าไปล่าโทรลล์ไงล่ะ จำได้ไหม’

‘โทรลล์นะเว้ย ไม่ใช่ผีหรือพ่อมดแม่มด ถูกกัดก็ต้องตายสิ’

สำหรับชาวนอร์เดน โทรลล์คือปีศาจร้ายที่รวมความชั่วช้าทุกประการในโลกหล้า ตั้งแต่ความดุร้าย ป่าเถื่อน เห็นแก่ตัว ไปจนถึงความพยาบาทมาดร้าย ตามตำนานเล่าขานแต่บุรพกาลว่าไว้ว่าเหล่าโทรลล์รวมหัวกับพวกยักษ์น้ำแข็งและอสูรหิมะขึ้นต่อต้านกวาดล้างยึดครองแดนสวรรค์ของโอดินาร์ ก่อให้เกิดยุคเข็ญทั่วแผ่นดิน มนุษย์ตกอยู่ในความหวาดกลัว ทุกข์ยากแร้นแค้น แปดเปื้อนกิเลสหยาบช้าอยู่ยาวนานกว่าเหล่าทวยเทพจะตั้งทัพเข้าต่อสู้จนพวกมารร้ายแพ้พ่ายไป

ชาวเมืองเอียโลเปรียบบ้านเมืองในขณะนี้ว่าอยู่ในยุคที่โทรลล์ปีศาจเหล่านั้นกำลังครองโลก รอวันที่โอดินาร์จะนำทัพกลับมาต่อสู้นำความสันติสุขกลับคืนมา

 

แล้วข้าราชบริพารก็ต้องสะดุ้งเฮือกอีกคราเมื่อสุรเสียงกัมปนาทของ ‘พระราชาโทรลล์’ ดังขึ้นอีกครั้ง

“ว่าอย่างไรเล่า พัศดีผู้คุมหอคอยน้ำแข็ง ตอบข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าหญิงซีมายน์หายไปตั้งแต่เมื่อไร”

“กระหม่อมไม่ทราบจริงๆ พระเจ้าค่ะ” ผู้คุมหอคอยทูลละล่ำละลัก “กระหม่อมก็เห็นนายเวรนำอาหารไปให้นักโทษในคุกทุกวันก็มิได้ผิดสังเกตอันใด”

“แล้วเจ้ากับลูกน้องเห็นนางครั้งสุดท้ายเมื่อไรกัน” อลันกระชากสุรเสียงคำราม

บังเกิดความเงียบอยู่หลายอึดใจ ก่อนผู้คุมจะทูลเสียงแหบแห้งอย่างรู้ชะตากรรม

“นับเดือนได้พระเจ้าค่ะ” กลืนน้ำลายลงคอยากเย็น “ไม่มีใครอยากเข้าใกล้นางมาก มีเสียงร่ำลือว่านางเป็นโรคร้ายจึงวางอาหารไว้ที่ช่องประตูเท่านั้น  แต่ทุกครั้งที่เข้าไปเก็บอาหารก็พร่องหมดพ่ะย่ะค่ะ”

“ไปตามนายเวรมา” พระราชายังโกรธกริ้ว  ทว่า การไต่สวนเอาความกลับเป็นอันหยุดชะงักเมื่อมีรายงานว่านายเวรผู้นั้นสิ้นใจเสียแล้วด้วยยาพิษ คาดกันว่าชิงกินยาตายหนีความผิดที่ช่วยเจ้าหญิงซีมายน์ออกไป

พระราชาหนุ่มไม่ทรงเชื่อเท่าไรนัก มั่นพระทัยว่ามีเงื่อนงำแค่ยังหาไม่เจอว่าคือเรื่องใด นึกกริ้ว หงุดหงิด คับแค้นแทบคลั่ง ทั้งที่ตั้งพระทัยจะแอบช่วยซีมายน์ก่อนคืนวันเพ็ญอันเป็นวันออกศีลของเอียโลแล้วรับขวัญนางมาเป็นสนมให้ได้แท้ ๆ แต่กลับพบว่านางอันตรธานหายไปเสียแล้ว หายไปนานเท่าไรแล้วก็ไม่อาจทราบแล้วจะไปตามหานางได้จากที่ใดเล่า

เนริซา… อลันหรี่พระเนตร ทรงนึกถึงราชินีผู้จืดชืดขึ้นมาทันที… ต้องเกี่ยวพันกับเนริซาเป็นแน่ แต่พระนางจะทำไปเพื่ออะไรกันเล่า หากต้องการให้น้องสาวรอดนางก็แค่อภัยโทษเท่านั้น

เว้นแต่ว่าจะเป็นซีมายน์เองที่หาวิธีหนีออกไปจนได้… ด้วยความกลัวโทษตาย

ให้ตายเถิด… ในที่สุดเขาก็อดได้ซีมายน์มาเชยชมครอบครองจนได้!

Don`t copy text!