ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 7 : พายุร้าย พายุรัก

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 7 : พายุร้าย พายุรัก

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคต้น : นาวาแห่งดินแดนอันเหน็บหนาว

– 7 –

 

กลิ่นนั้น… กลิ่นนั้นจริง ๆ ด้วย… ฮันน่าร้องซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในใจ… นางจำกลิ่นนั้นได้ไม่มีวันลืม กลิ่นหอมของดอกไลแลคเจือน้ำผึ้ง กลิ่นนั้นทวีความหอมรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อใกล้วันเพ็ญเยี่ยมฟ้า และเมื่อเมฆกลืนกินดวงแขลับจากโพยมมณฑลนั้นแล กลิ่นนั้นจึงค่อยอ่อนจางลง

บนเรือนี้ไม่มีผู้ใดผิดสังเกตด้วยนึกว่าเป็นดอกไม้และเครื่องหอมที่ใช้ทำพลีจันทร์ แต่มิใช่นางผู้คุ้นเคยกับกลิ่นนี้ กลิ่นที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนทั้งสิ้น

กลิ่นกายของเจ้าหญิงซีมายน์!

นางเลี้ยงเจ้าหญิงซีมายน์มาตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่ตัวเองยังเป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อย ติดตามเจ้าหญิงอาเมเลียมาจากซาร์กอน ดูแลตั้งแต่เจ้าหญิงทรงครรภ์จนมีประสูติกาลเจ้าหญิงซีมายน์ วิ่งเล่นด้วยกัน ดูแลกันมาจนเจ้าหญิงน้อยเติบโตเป็นดรุณีงาม เหตุใดนางจะจำไม่ได้เล่า…

เจ้าหญิงน้อยต้องอยู่บนเรือนี้เป็นแน่… อย่างน้อยก็ไม่ได้เตรียมถูกประหารอย่างที่ได้ยินข่าวมา

ฮันน่าเดินกลับไปกลับมาในห้องที่พำนักกับหัวหน้าสินค้าอย่างกลัดกลุ้ม นางหาเวลาออกไปสืบเสาะความจริงไม่ได้เลย ความเป็นหญิงคนโปรดของจาร์ลทำให้นางต้องหลับนอนกับเขาทุกราตรี แม้ยามกลางวันก็แทบมิได้มีเวลาส่วนตัวเนื่องจากจาร์ลชอบให้นางอยู่ใกล้ ๆ เขาเสมอ

“คิดเรื่องอะไรอยู่ ยอดรักของข้า” เสียงห้าวที่เรียกนางอย่างอ่อนโยนดังขึ้นพร้อมวงแขนที่โอบร่างอวบอัดของฮันน่าไว้จากข้างหลัง “ข้าผล็อยหลับไปเสียได้ ฝีมือการนวดและบรรเลงพิณของเจ้าเหนือชั้นจนข้าเคลิ้มไป”

“ใกล้ถึงเมืองโมลแล้วน่ะสิเจ้าคะ ไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นข้าจะต้องไปอยู่ที่ใดระหว่างที่ท่านเพลิดเพลินกับเหล่านารีที่แสนขึ้นชื่อลือชาเรื่องความงามแลการปรนนิบัติชั้นเลิศแห่งโมล ข้าก็เลยอดที่จะหวั่นใจไม่ได้” ฮันน่าแสร้งพูดไปอย่างนั้น อันที่จริงดีใจเสียมากกว่าที่จะได้มีเวลาหายใจหายคอ ว่างเว้นจากการพะเน้าพะนอบุรุษเสียบ้าง

“ฮื้อ… เจ้าจะดีใจเสียละไม่ว่า” จาร์ลกล่าวอย่างรู้ทัน จรดริมฝีปากที่ซอกคอสีนวลก่อนจับสาวคณิกาให้หันมาเผชิญหน้า “ข้าอยู่กับเจ้านานพอจะรู้นิสัยใจคอเจ้าอยู่บ้าง ทีนี้บอกข้าเถิดฮันน่าว่าสิ่งใดกวนใจเจ้ากันแน่”

“เจ้าค่ะ” ฮันน่าแสร้งถอนใจอย่างยอมจำนน สร้างเรื่องราวขึ้นมาในฉับพลันนั้น “ก็หมู่นี้คนในเรือน่ะสิเจ้าคะ เอาแต่เพ่งเล็งว่าโรอันไปติดพันหญิงใดเข้า ข้ากับน้อง ๆ ถูกควบคุมจับผิดอย่างน่าอึดอัด อาญญ่าโดนท่านโปนินทำร้ายด้วยความระแวงเสียก็หลายครั้ง ทิลด้าก็ถูกขังโดยที่ไม่ไต่ถาม ข้าละกลุ้มใจจะแย่ โรอันนี่หนอ จะรักจะสมสู่หญิงใดก็เป็นเรื่องของเขา เหตุใดจึงทำพวกเราเดือดร้อนกันเสียหมด”

“โรอันน่ะรึ” ตาสีเทาอมฟ้าของหัวหน้าผู้คุมสินค้าลุกวาบ เลือดฉีดใต้ผิวหน้าเป็นสีแดงก่ำ “ข่าวลือเหลวไหลเสียมากกว่า ข้าไม่เห็นเขามองหญิงใดเลยสักคน”

ฮันน่าซ่อนยิ้มสมใจเอาไว้ใต้ดวงหน้ากังวล… นั่นไงเล่า สีหน้าท่าทาง และคำพูดของจาร์ลฟ้องทุกอย่างในตัวเอง เขาสังเกตสังกาโรอันอย่างละเอียด ดวงตาปิดบังความพิศวาสเอาไว้ไม่มิด

ใช่เพียงแต่จาร์ลจะรู้จักนิสัยนางดี การปรนนิบัติเขาทุกโมงยามทำให้นางอ่านใจเขาได้ทะลุปรุโปร่ง เขาสนใจบุรุษชาวฟูโอโคผู้สง่างามมีราศีเกินกว่าชนชั้นแรงงานทั่วไป หากก็ไม่กล้าแสดงออกใด ๆ ได้แต่เฝ้ามองชายหนุ่มผู้มีผิวสีน้ำตาลละเอียดและดวงตาสีเขียวลึกลับนั้นเรื่อยมา

ใช่… จาร์ลชอบทั้งบุรุษและสตรี เขาตักตวงรสสิเน่หาจากฮันน่าอย่างหิวโหยมิต่างจากบุรุษฉกรรจ์ทั่วไปผู้มิเคยอิ่มพอในกามารมณ์ ขณะเดียวกันหญิงสาวก็เชื่อว่าเขาก็คงกระหายรสรักจากชายหนุ่มเมืองไฟผู้นั้นมิแผกกัน ฮันน่านึกสมเพชแกมขบขัน… แม้เขาหลงใหลนางถึงขั้นออกปากว่าเมื่อกลับถึงเอียโลจะไปขอไถ่ซื้อนางจากหอคณิกา ยกย่องเลี้ยงดูออกหน้าออกตา แต่ถึงเวลานั้นจริงเขาก็คงจะแบ่งปันความคลั่งไคล้ชนิดนี้ให้กับ ‘บุรุษ’ ได้ด้วยเช่นกัน

แม้บนเรือเขาจะเป็นใหญ่ รองอยู่ก็แค่กัปตัน หากในชีวิตจริงเขาก็เป็นแค่ผู้คุมสินค้าธรรมดา ๆ คนหนึ่ง มิได้มียศถาบรรดาศักดิ์ ร่ำรวยเงินทองเหมือนขุนนางทั่วไปที่ฮันน่าเคยปรนนิบัติ ทว่า หากพูดกันตามตรง จาร์ลก็มิเลวนัก ทั้งสุภาพและให้เกียรตินางอย่างดี ไม่กักขฬะหยาบช้าเหมือนชายเอียโลส่วนมากที่เคยพบพาน อีกทั้งถ้าได้ไปอยู่กินกับเขา แม้มิใช่ภรรยาเอกหากก็จะพ้นสภาพสตรีสาธารณะอันแสนน่าสะอิดสะเอียนนี้เสียที

เสียแต่ว่านางมิได้รักเขาเท่านั้นเอง… ความรักต่อบุรุษเพศได้ตายจากใจไปเสียนานแล้วตั้งแต่วันที่แม่ทัพอลันทรยศหัวใจนาง หลอกให้รักสุดใจ หากที่แท้เขามีเป้าหมายยิ่งใหญ่กว่านั้นคือเจ้าหญิงเนริซา และเจ้าหญิงซีมายน์

ตั้งแต่ยังเป็นเพียงเจ้าหญิง ไม่ได้ขึ้นเป็นราชินี เนริซาก็ทรงโหดเหี้ยมพอที่จะกำจัดฮันน่าผู้เป็นเสี้ยนหนามหัวใจให้พ้นทางด้วยการจับมาขายที่หอนางคณิกา สร้างเรื่องในราชสำนักเสียใหม่ว่า ‘เอดิน่า’ นางกำนัลสาวจากซาร์กอนได้หนีออกจากปราสาทไปกับชายชู้ พร้อมกับการเกิดใหม่ของนางโสเภณีโฉมงามนามว่า ‘ฮันน่า’

ด้วยความที่ฮันน่ามิใช่ชาวเอียโล จึงมีรูปร่างหน้าตาสวยงามผิดแผกจากหญิงอื่น อีกทั้งด้วยวัยที่เลยดรุณีแรกรุ่นไปมาก ประกอบกับบุคลิกนิ่มนวล สง่างาม หญิงสาวจึงถูกจัดประเภทเป็นนางคณิกาชั้นสูง มิต้องรับแขกบ่อยให้เปลืองตัว แลเลือกรับเฉพาะขุนนางใหญ่ เศรษฐี คหบดีเท่านั้น

“อันที่จริงน่าแปลกนะเจ้าคะ เห็นเขาเล่ากันว่าล่วงเข้าราตรีไปมักไม่ค่อยมีผู้ใดหาโรอันพบ ราวกับเขาล่องหนไปเสียเฉย ๆ ข้าถึงอยากไปสืบนักเพราะไม่ได้ถูกควบคุมทำร้ายเหมือนนางอื่น ๆ อยากจะไปดูให้รู้ดำรู้แดงว่าแท้จริงโรอันติดพันนางใดกันแน่ หรือเป็นแค่ความเพ้อพกไปเองของชาวเรือ ”

“แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร”

“ข้าอยากสะกดรอยตามโรอันยามราตรี” หญิงสาวค่อนข้างมั่นใจว่าบุรุษเมืองไฟผู้นั้นต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องเจ้าหญิงซีมายน์ไม่มากก็น้อย แต่จะเป็นพรรคพวกของใครก็สุดจะคาดเดา “หากผู้ใดสงสัยก็บอกไปว่าท่านมอบข้าให้ปรนนิบัติโรอัน เป็นรางวัลที่เขาขยันขันแข็งช่วยเหลืองานท่านด้วยดีมาตลอด”

ดวงตาผู้คุมสินค้าชาวเอียโลลุกวาบอีกครั้ง

“แน่ใจหรือว่ามิใช่เป็นประสงค์ของเจ้าเองที่อยากจะมอบกายใจให้โรอัน”

ฮันน่ายิ้มพราย ดวงตาระยับอย่างมีจริต

“โธ่ ท่านหึงหวงข้าหรือเจ้าคะ น่าดีใจเหลือเกิน” ในใจนึกรู้ว่าจาร์ลนึกหึงชายผู้นั้นเสียมากกว่า อาจจะกลัวโรอันติดใจรสสวาทของนางจนไม่เหลือสายตาไว้มองเขากระมัง

“ไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะ อย่างไรเสียข้าไม่มีวันปรนเปรอเขาอย่างที่ทำกับท่านหรอกนะเจ้าคะ” หญิงสาวยิ้มยั่ว พูดจาเย้าหยอกสองแง่ ยิ่งทำให้ผู้คุมสินค้าที่รักทั้งบุรุษและสตรีตาขุ่น ท่อนแขนแข็งแรงรัดร่างนางแน่นขึ้น อีกมือกระตุกเชือกที่ร้อยโยงชุดผ้าแพรรัดรูปให้คลายออก

“หรือหากท่านไม่ไว้ใจข้า จะตามข้าไปก็ได้นะเจ้าคะ” นางยื่นไม้ตายสุดท้ายด้วยแน่ใจว่าเขาคงปฏิเสธ อีกฝ่ายมองมาอย่างค้นคว้า จ้องลึกไปในดวงตาวาววามที่ทั้งสำรวมและยั่วยวน ก่อนพยักหน้า

“ไม่จำเป็นหรอก ข้าเชื่อเจ้า และต่อให้แท้จริงเป็นเพียงแผนลวงของเจ้าเพื่อจะพลีกายให้ชายผู้นั้น ข้าจะไปห้ามอย่างไรได้เล่า ต่อให้ห้ามได้วันนี้ วันหน้าก็คงจะมีแผนใหม่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ” หนุ่มใหญ่กอดนางแน่น ซบหน้าลงกับอกอิ่มราวยอมจำนน

“เจ้าจะไปเมื่อไร”

ฮันน่ามองฟ้ามืดและเมฆทะมึนนอกหน้าต่างอย่างชั่งใจ พายุฝนตั้งเค้าแน่แท้ แม้ยามนี้มีเพียงแค่ละอองบางเบาโปรยปราย ทว่าเสียงลมหวีดหวิวรุนแรงกว่าที่ผ่านมา ไม่แน่ว่าฝนอาจตกตลอดทั้งคืนหรือหากโชคดีอาจสงบก่อนฟ้าสว่าง มีเวลาให้นางเสาะหาเจ้าหญิงน้อยอย่างที่ตั้งใจไว้

“ราตรีนี้เจ้าค่ะ” ใจจริงอยากตอบว่าบัดเดี๋ยวนี้เสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อจาร์ลรัดร่างนางแน่นขึ้น ฮันน่าจึงรู้ตัวว่าพลาดไปเสียแล้ว เพิ่งตระหนักว่าตนประมาทความหึงหวงของหัวหน้านายเรือเกินไป มัวแต่คิดว่าเขาปรารถนาโรอัน ลืมนึกไปว่าเขาก็ยังเป็นบุรุษที่มีอารมณ์รักกับสตรีมาชั่วชิวิต

“ต่อให้ยามอื่นข้าจะห้ามเจ้าไม่ได้ แต่ราตรีนี้น่ะหรือ เหอะ ข้าไม่ยอมให้เจ้าไปปรนเปรอบุรุษใดทั้งนั้น ฮันน่า”

ฮันน่าซบหน้าชิดกับหน้าต่าง ดวงตาหญิงสาวพร่าเลือน มองเห็นม่านฝนก่อตัวหนักขึ้น คลื่นใหญ่ม้วนสูงกว่าที่เคย แยกไม่ออกว่าเป็นความจริงหรือเป็นเพียงภาพอันบิดเบี้ยวที่จิตนางปรุงขึ้นจากความขมขื่นที่กำลังเผชิญอยู่

ละอองฝนโปรยปรายท่ามกลางลมที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เรือสินค้าเอียโลโคลงเคลงไปตามคลื่นอันผันผวน แม้อากาศดูวิปริตผิดแปลกกว่าที่เคย แต่ประสาคนที่อยู่ใต้ท้องเรือมานานและไม่ชำนาญการเดินเรือหรืออ่านฟ้าฝน ซีมายน์จึงไม่คิดสิ่งใดมากไปกว่าเป็นเพียงคลื่นลมแปรปรวนธรรมดาเมื่อเข้าสู่เขตอากาศใหม่ หญิงสาวรั้งศีรษะคนรักที่ชะโงกชะเง้ออยู่ตรงช่องแสงอย่างกังวลให้เอนลงบนตัก

“อย่าวิตกไปเลยโรอัน” ซีมายน์กล่าว “เข้าเขตอุ่นก็มักเป็นเช่นนี้ไม่ใช่หรือ”

“แต่ท้องฟ้าช่างประหลาด” ยอมเอนลงบนตักนางแต่โดยดีหากสีหน้ายังครุ่นคิด “เมฆหนา ลมแรงผิดปกติ เมื่อครู่ตอนอยู่ข้างนอกอากาศก็ดูชอบกล ได้แต่หวังว่าคนเรือเอียโลจะชำนาญการเดินเรือในสภาพอากาศเช่นนี้”

“เราใกล้จะถึงเมืองโมลหรือยัง”

“ไม่เกินอีกราตรี แต่หากอากาศยังไม่น่าไว้ใจเช่นนี้ก็อาจถึงสาม” เขาตอบ กอดเอวหญิงสาวไว้อย่างรักใคร่หวงแหน “ข้าคงต้องรอบคอบรัดกุมมากขึ้น หมู่นี้คนในเรือจับตาดูข้าอย่างไรบอกไม่ถูก”

“รวมทั้งนางอาญญ่าอะไรนั่นด้วยใช่ไหมล่ะ” นึกถึงหญิงคณิกาที่โรอันเล่าให้ฟังจึงแกล้งเย้า “โรอันของข้าเสน่ห์แรงนักเห็นไหม ข้าบอกแล้ว ถ้าไม่โง่หรือตาบอดไม่ว่าใครก็คงสงสัยว่าท่านมิใช่จับกังจริง”

“อาญญ่าก็เรื่องหนึ่ง… นางแอบมากระซิบว่าให้ข้าระวังตัวให้ดี โปนินเริ่มสงสัยข้าขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่มีข้อหาเจาะจงอะไร และหากโปนินสงสัยแล้วละก็ การลอบนำตัวท่านออกจากเรือที่โมลก็จะยากขึ้นด้วย”

ซีมายน์นึกขอบคุณหญิงคณิกานางนั้นในใจที่นางยังหวังดีบอกให้โรอันรู้ตัว

“แล้วอีกเรื่องหนึ่งเล่าท่าน”

“ก็นางฮันน่าน่ะซี…” ชายหนุ่มมีท่าทีอึดอัด “นางเป็นคณิกาคนโปรดของจาร์ล ปกติข้าแทบไม่ค่อยเห็นหน้านางบ่อยเท่าไรนัก กระทั่งเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา พบนางใกล้โรงครัว นางว่านางได้กลิ่นไลแลคจากกายข้า แล้วถามว่าข้าได้กลิ่นไหม จากนั้นนางก็จับจ้องข้าเป็นพิเศษ หลังจากนั้นข้าก็ไม่เห็นนางอีก แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี แววตานางเหมือนจะคุ้นเคยกลิ่นนี้อย่างไรชอบกล”

“ฮันน่าหรือ” ซีมายน์ทวนคำ “อยู่มาหลายราตรีเพิ่งรู้ว่ามีคณิกาชื่อนางฮันน่าอยู่บนเรือ”

“บนเรือนี้มีคณิกาเจ็ดนางไว้บำเรอพวกหัวหน้า เห็นว่าขุนนางเอียโลเป็นผู้จัดหามา ฮันน่าเป็นหนึ่งในสามที่งามที่สุด เพราะหน้าตาผิวพรรณไม่เหมือนคนเอียโล” ชายหนุ่มอธิบาย

หญิงสาวนึกไปถึงเอดิน่า  พี่เลี้ยงที่วิ่งเล่นกันมาแต่เล็ก เอดิน่าที่เมื่อออกเสียงภาษาเอียโลจะฟังคล้าย ๆ ฮันน่า… นางคือพี่เลี้ยงสาวแสนสวยชาวซาร์กอนที่ร่ำลือกันว่าหนีตามชายชู้ไป ซีมายน์รู้เพียงว่าพี่เลี้ยงสาวมีคนรัก แต่เอดิน่าไม่เคยปริปากบอกให้รู้เลยว่าบุรุษผู้นั้นเป็นใคร กระนั้นซีมายน์ก็ไม่เชื่อข่าวลือเรื่องหนีตามชู้รักนั้นสักนิด ไม่เชื่อว่าเอดิน่าจะทอดทิ้งนางกับเจ้าหญิงอาเมเลียได้ลงคอ หากก็จนใจจะออกตามหา

ป่านนี้เอดิน่าจะอยู่ที่ใด เป็นอย่างไรบ้างหนอ… จะรู้หรือไม่ว่าเสด็จแม่สิ้นแล้ว และตอนนี้นางเองก็ลอยละล่องอยู่กลางมหาสมุทร ไม่รู้ชะตากรรมตนเอง

“เมืองโมลเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยมหรสพและโรงคณิกามากมาย คงจะพอหันเหความสนใจคนบนเรือได้สักพักใหญ่ ถ่วงเวลาได้นาน มีเวลาพาท่านหนี” เมื่อพูดถึงหญิงคณิกา ทาวีญกลับคิดไปถึงแผนการ

“แต่ก็ประมาทไม่ได้ ต้องทำให้เห็นว่าท่านเป็นโรคร้ายแรงจนต้องรอเวลากลับมาขนร่างท่านอีกครั้ง ไม่กล้าขนทันทีให้คนบนเรือแตกตื่น เว้นแต่มันอยากจะรอจัดการท่านเมื่อถึงเวลต้า” คิ้วชายหนุ่มขมวดอย่างใช้ความคิด ท่าทางไม่สบายใจจนซีมายน์อดไม่ได้ลูบเรือนผมสีน้ำตาลเข้มของเขาแผ่วเบา

ฝนเริ่มลงเม็ดแรงขึ้น หากลมเบาบางลงเล็กน้อย ทาวีญสองจิตสองใจว่าควรจะออกไปสังเกตการณ์ด้านนอกดีหรือไม่เพราะคลื่นลม อากาศผิดประหลาดดูไม่น่าไว้ใจ หากเขาออกไปตอนนี้เสี่ยงที่คนจะเห็นเขาออกมาจากใต้ท้องเรือให้ความแตก เขาจึงยังนอนนิ่งอยู่กับตักนุ่ม ๆ ของหญิงสาวคนรัก ในหัวคิดสับสนวุ่นวายไปหมด ทั้งแผนการพานางหนีและท่าทีประหลาดของคนในเรือที่ทำให้ต้องระวังตัวยิ่งกว่าเดิม

นอกจากชาวเรือทั้งหลายที่หยอกเย้าทีเล่นทีจริงถามว่าเขานอนกับนางใดบนเรือกันแน่ ยังมีอาญญ่าที่เผยความในใจ โปนินที่มองเขาด้วยสายตาจับผิด ฮันน่าที่พูดจากำกวมเหมือนรู้จักกลิ่นหอมของซีมายน์และเกิดความสงสัย รวมไปถึงจาร์ล… หัวหน้าผู้คุมสินค้าชาวเอียโลผู้ที่ดูทั้งอบอุ่นและเย็นเยือกเป็นน้ำแข็ง สายตาที่บุรุษตาสีเทาผู้นั้นทอดมองทำให้ทาวีญขนลุกประหลาด มันมีความอบอุ่นและหวานล้ำซ่อนอยู่จนเขาอึดอัด

ชั่วชีวิตสายลับมิเคยได้รับสายตาประหลาดจากบุรุษเช่นนี้มาก่อน ทาวีญไม่เข้าใจความหมายนัก หากในยามนี้ อะไรที่ผิดแปลกคาดเดาไม่ได้ เขาต้องระวังระแวงไว้ก่อนทั้งสิ้น และด้วยความอึดอัดที่ว่านั่นเองที่ทำให้เขายิ่งอยากเข้ามาอยู่ใต้เรือมืด ๆ กับซีมายน์ แม้จะมืดอับทึบหากมีนางใกล้ก็อุ่นใจ

“ขอบคุณที่วางใจข้านะยอดรัก” เขาพลิกหน้าที่ซบกับตักเจ้าหญิงนักโทษขึ้นมาสบดวงตากลมประกายระยับ ในหัวนึกภาพหนทางอีกยาวไกลข้างหน้ากว่าจะกลับถึงฟูโอโค…

นางจะตกระกำลำบากมากเพียงใดหนอ

“ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณท่าน ที่ยอมเสี่ยงพาข้าไปด้วย” นางประคองดวงหน้าเขาอย่างละมุน ดวงตาสีม่วงอมน้ำตาลฉายแสงแห่งความรักล้นใจ “ข้าพร้อมจะเริ่มต้นใหม่แล้วละ ไม่มีอะไรเหลืออยู่ที่นั่นอีกแล้ว เป็นห่วงก็แต่พี่หญิงเนริซาที่ต้องอยู่กินกับชายโฉดเช่นนั้น แต่พี่หญิงก็ได้เลือกทางของนางแล้วข้าก็จนใจ…” วงแขนอ่อนนุ่มสวมกอดเขาอย่างรักใคร่

“ข้าเป็นภรรยาท่านแล้วนี่โรอัน” หญิงสาวกระซิบเสียงหวาน “ข้าพร้อมจะเป็นชาวเมืองไฟ”

ฝนลงเม็ดหนักขึ้นพร้อมกับลมกรรโชกแรง จันทราแลดาราหลบเร้นไปสิ้นท่ามกลางพายุที่เริ่มก่อตัวหนักขึ้น เสียงฟ้าคำรามข่มขวัญ  ประกายไฟแลบแปลบ ๆ ก่อนจะผ่าลงมาเปรี้ยงหนึ่งเสียงดังสนั่น  หากในความมืดมิดใต้เรือนั้น พายุรักได้ถาโถมและกอดกลืนสองร่างเอาไว้จนมิรับรู้ความโกลาหลด้านบน

เปรี้ยง! อสนีฟาดผ่านฟ้าอีกครั้ง เรือเอียงไปตามคลื่นที่ม้วนสูงอย่างน่าหวาดเสียว… ไฟในตะเกียงดับวูบ ในจังหวะเดียวกับที่คนทั้งคู่ได้ยินเสียงตึงตังอยู่ใกล้ ๆ ประตูห้องใต้ท้องเรือเปิดผลัวะออกโดยไม่ร้องถามเหมือนทุกครา คนกลุ่มหนึ่งกรูเข้ามาพร้อมดวงไฟสว่างจ้า

หัวใจทาวีญและซีมายน์ดิ่งวูบ… 

Don`t copy text!