ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 8 : สายธารแห่งหัวใจ

ล่ารักสุดขอบฟ้า บทที่ 8 : สายธารแห่งหัวใจ

โดย : พิมพ์อักษรา

ล่ารักสุดขอบฟ้า นิยายออนไลน์ โดย พิมพ์อักษรา หญิงสาวชาวเชียงใหม่ผู้หลงใหลในความงามของอักษร แม้เธอจะเคยมีผลงานวนิยายมาแล้วหลายเรื่อง หาก ล่ารักสุดขอบฟ้า เป็นผลงานในแนวจินตนิยายที่ อ่านเอา ภาคภูมิใจนำเสนอ และเป็นหนึ่งในนิยายได้รับรางวัลชมเชยจากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

——————————–

ภาคต้น : นาวาแห่งดินแดนอันเหน็บหนาว

– 8 –

 

ฟ้ามืดลงอย่างรวดเร็ว เมฆฝนก่อตัวหนาทะมึนแผ่ขยายเต็มผืนฟ้ามิต่างจากปีศาจสยายปีก เสียงคำรนคำรามข่มขวัญนั้นทำเอาทิลด้าใจคอไม่ค่อยดีนัก มองไปที่กัปตันอีริลก็เห็นเขาหน้านิ่วคิ้วขมวด ดวงตาสีฟ้าซีดฉายแววที่ล้ำลึกกว่าความกังวล… คือ ความหวาดกลัว

“ข้าไม่เคยเห็นท้องฟ้าวิปริตเช่นนี้มาก่อน” เขาพึมพำเหมือนใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก ครู่หนึ่งจึงผุดลุกขึ้น

“ไม่ได้การละ ข้าต้องไปบอกให้พวกเขาเตรียมตัวรับมือ อย่างไรข้าก็เป็นกัปตัน ทิลด้า เจ้าว่ายน้ำเป็นหรือไม่”

ทิลด้าอึกอัก นางเติบโตมาในโรงคณิกา ชั่วชีวิตไม่เคยเห็นสิ่งใดนอกเหนือไปจากสำนักโลกีย์ หมดเวลาในแต่ละวันไปกับการร่ายรำ ปรนนิบัติให้ความสำราญแก่บรรดาบุรุษที่แวะเวียนมา ไม่เคยได้มีโมงยามเป็นของตนเอง แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปฝึกหัดว่ายน้ำได้เล่า

“ไม่เป็นเจ้าค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้า เสียงสั่น “ท่านอีริล เหตุใดจึงถามข้าเช่นนี้เจ้าคะ”

กัปตันอีริลกลับเป็นฝ่ายอ้ำอึ้งเสียเองแล้วผลุนผลันออกไป ทิ้งให้ทิลด้าอกสั่นขวัญแขวนยิ่งกว่าเดิม เขาลืมเรื่องที่กักขังนางด้วยความหึงหวง กลัวจะลักลอบเล่นชู้กับหนุ่มโรอันเสียสิ้น อันแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่กังวลนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว กัปตันเฒ่าดูใจลอยเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มเห็นฝูงนกบินแตกตื่นขวักไขว่กว่าปกติ สรรพสำเนียงในท้องทะเลดูเงียบนิ่งอย่างประหลาด และยิ่งแสดงอาการหวาดหวั่นให้เห็นเมื่อฟ้าส่งสัญญาณผิดปกติขึ้นมา

คณิกาสาวเยี่ยมหน้าออกไปนอกประตู เห็นความโกลาหลวุ่นวาย คนในเรือวิ่งกันขวักไขว่ มีนางอาญญ่ายืนกระวนกระวายอยู่ข้าง ๆ โปนิน เด็กสาวผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรจากนางที่เติบโตมาในเรือนนางโลม และสะอิดสะเอียนกับความมักมากของบุรุษเต็มที แต่สิ่งที่อาญญ่าต่างจากทิลด้าคือความสดใสเหมือนดอกไม้บาน มีนัยน์ตาสุกสกาวเหมือนดาวพราวแสงบนผืนนภามืดสนิท ดรุณีผู้นั้นยังมีไฟฝันถึงความรัก ขณะที่ในหัวใจของทิลด้านั้นมืดสนิท มีแต่ความเงียบเย็นหนาวเหน็บเป็นเพื่อน

อาญญ่าหันมาสบตานางเข้าพอดิบพอดี ส่งสัญญาณให้รู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นเสียแล้ว ทิลด้าเดาไม่ถูกว่ามันเกี่ยวกับพายุตั้งเค้าหรือเกี่ยวกับบุรุษที่ชื่อโรอันกันแน่ ด้วยเหตุที่เสียงกระหึ่มที่ทุกคนพูดถึงในยามนี้มีแต่เรื่องโรอันกับหญิงปริศนา

พระพิรุณโปรยปรายคล้ายทักทายเป็นละอองบางเบาก่อนเริ่มลงเม็ดหนาทีละน้อย ทิลด้าใจคอไม่ดีเอาเสียเลย คำพูดของอีริลเตือนให้นางรู้ว่ามหันตภัยร้ายกำลังจะเกิดขึ้น จากหางตานางเห็นเขาวิ่งผ่านกลุ่มนายเรือแล้วหายลับไป ทว่า เดินตามหาก็กลับไม่พบเขาเสียแล้ว…

“กัปตันไปไหนหรือ” ทิลด้าเรียกเด็กหนุ่มที่จำได้ว่าเป็นผู้ช่วยต้นหนมาถาม “ข้าเห็นเขาวิ่งหายไป”

“ไม่ทราบฮะ” เด็กหนุ่มที่ดูรีบร้อนหยุดชะงักเมื่อเห็นว่าผู้เรียกเป็นใคร ดวงตาฉายแววตื่นตะลึง “ไฟรน์ (1) ทิลด้าอยู่กับกัปตันตลอดไม่ใช่หรือฮะ”

“กัปตันดูรีบร้อนนัก ข้าหาเขาไม่เจอ” ทิลด้าสะดุดใจเล็กน้อยที่เขาเรียกนางว่า ‘ไฟรน์’ อย่างให้เกียรติ “เขาบอกจะออกมาเตือนอะไรสักอย่างกับคนบนเรือ น่ากลัวว่าจะเป็นเรื่องพายุตั้งเค้านี่กระมัง นี่เขาไม่ได้พูดอะไรบ้างหรือ”

“พวกเราก็กังวลเหมือนกันฮะ” เด็กหนุ่มลูบท้ายทอยอย่างประหม่าเมื่อมองหน้านาง “แต่เห็นท่านต้นหนคาร์กัลกับพวกผู้ใหญ่ที่เคยเดินเรือแล้วเขาว่าพายุเป็นเรื่องธรรมดา ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมอย่าประมาทเป็นใช้ได้ กัปตันก็คงมาย้ำกับพวกเขาอีกทีเหมือนกันละฮะ เขาถึงมาบอกกันต่อแบบนี้”

ทิลด้าขมวดคิ้ว เหตุใดกัปตันอีริลที่ดูตระหนกกลับไม่เตือนอะไรทั้งสิ้น

“แล้วที่วิ่งกันวุ่นวายนั้นเกิดอันใดขึ้นหรือ”

“ก็เตรียมความพร้อมพายุฝนตามปกติฮะ” เด็กหนุ่มตอบชัดเจน “แล้วเขากำลังตามหาพี่โรอันกันให้วุ่น เห็นกำลังสงสัยว่าจะอยู่กับไฟรน์ทิลด้าหรือไฟรน์ฮันน่า เพราะไฟรน์อาญญ่าอยู่กับท่านโปนิน นี่ข้าดีใจเหลือเกินที่เจอไฟรน์ทิลด้าที่นี่ ไฟรน์ไม่ได้อยู่กับพี่โรอัน”

“ไร้สาระกันเหลือเกิน พายุวิปริตเริ่มตั้งเค้าเช่นนี้ยังมิห่วงชีวิต มัวแต่ไปใส่ใจกับเรื่องว่าคนเมืองไฟจะนอนกับสาวเอียโลคนใด น่าสมเพชเหลือเกิน” ทิลด้านึกฉุนระคนสังเวช เมินหนีแววตา ‘ดีใจ’ ของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่รู้ว่านางไม่ได้หลับนอนกับโรอัน ไม่อยากจะเผลอยินดีไปว่ามีคนห่วงใยนางจริง ๆ ในเมื่อชีวิตหญิงคณิกานั้น จะหาหัวใจรักแสนบริสุทธิ์จากบุรุษใดสักคนนั้นยากเต็มที

ทิลด้าเดินเลี่ยงออกมาอยู่เงียบ ๆ ที่กราบเรือด้านหลัง เลิกไยดีเสียแล้วว่าอีริลหายไปไหน แล้วพายุที่ก่อตัวขึ้นจะโหมกระหน่ำทำลายทุกชีวิตบนเรือหรือไม่ นางหมดอาลัยเกินกว่าจะนึกกลัวอีกต่อไป

ความมืดเวิ้งว้างเบื้องหน้านั้นต่างหากที่ส่งเสียงเพรียกกระซิบนาง เสียงคลื่นม้วนตัวระลอกเล็ก ๆ จนเริ่มสูงขึ้น ๆ นั้นชวนให้สงสัยว่าใต้ห้วงน้ำอันไพศาลนั้นเป็นเช่นไร บางทีมันอาจจะมืดและเย็นเยือกมิต่างจากชีวิตนางในตอนนี้ก็ได้ แต่มันคงจะต้อนรับและยอมรับนางเป็นอันหนึ่งอันเดียว มากกว่าแปลกแยก ไร้ค่า ไร้ความหมายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ฟ้าร้องครืน ๆ คลื่นม้วนสูงและเรือโคลงเคลงอย่างน่าหวาดเสียว ลมกรรโชกแรงตีธงสีฟ้าอ่อนเสียงขวับ ๆ ไกลออกไปลิบ ๆ นางเห็นเหมือนมวลเมฆยักษ์หมุนตัวเป็นวงทอดลำยาวมาสู่ผืนน้ำ คล้ายอสุรกายที่เห็นข่มขวัญบนฟ้าก่อนหน้านี้กำลังโผลงเบื้องล่าง เตรียมจ้องพร่าผลาญมหาธารา…

ทิลด้ากะพริบตาถี่ ๆ ม่านฝนปกคลุมเสียจนไม่แน่ใจว่าเป็นเพียงภาพลวงตาหรือความจริง ถ้าหากเป็นพายุจริง ๆ เล่า ทุกชีวิตบนเรือจะรอดไปได้หรือ

ซาร์กอน… ข้าจะมีโอกาสได้เหยียบย่างแผ่นดินอันแสนอุดมสุขนั้นหรือไม่หนอ… ทิลด้ารำพึง ก่อนหน้านี้นางมีดวงไฟแห่งความหวังอันริบหรี่ว่าอาจจะหลบหนีไปเริ่มชีวิตใหม่เมื่อถึงเมืองโมล เมืองที่พวกบุรุษจะตื่นตาตื่นใจกับมนตร์ปรนเปรอจากอิสตรีผู้ช่ำชอง ละลานตากับมหรสพทั้งหลายจนลืมเลือนคณิกาชาวเอียโล วาดฝันไปถึงว่านางจะไปให้ไกลยิ่งกว่าโมล แล้วอาจจะเริ่มต้นรับจ้างหรือค้าขายอะไรสักอย่างเลี้ยงตัวเองด้วยสองมือ สองขา มิใช่ด้วยกามาและมารยาหญิง อาจโชคดีเจอบุรุษที่รักจริงสักคนและสร้างครอบครัวด้วยกัน

ด้วยเหตุนี้ นางจึงตกลงใจมากับเรือสินค้าลำนี้แต่แรก

แล้วก็คิดไว้เช่นกันว่าหากไม่เป็นเช่นนั้น ก็คงไม่กลับไปมีชีวิตเช่นเดิมอีก

จาร์ลกอดร่างอวบอัดของคณิกาสาวที่ตนหลงรักนักหนาด้วยความรู้สึกหวงแหน ชั่วชีวิตตั้งแต่ยังเด็กเป็นกุลีรับจ้าง ไต่เต้าเรื่อยมาจนกลายเป็นหัวหน้าการค้าทางเรือระดับสูงในวัยกลางคน แทบไม่เคยสัมผัสความเป็นที่รักหรือน่าปรารถนาสำหรับหญิงใดมาก่อน ใช่ว่าเพราะหน้าตาอัปลักษณ์จนคนเมิน หากเป็นเพราะเขาเรียบเกินไปจนไม่น่าสนใจ ประกอบกับความยากจนเข็ญใจตั้งแต่กำเนิดทำให้มิมีสตรีใดเหลือบแล

บ้างหาว่าเพราะเขามีผมสีเงินยวงและนัยน์ตาสีเทาทำให้ดูกระด้างเย็นชา มันขาวโพลนไปหมดจนดูเยือกเย็นอำมหิต ซึ่งจาร์ลคิดว่าเป็นการตัดสินที่ฉาบฉวยและอยุติธรรมที่สุด ชาวเอียโลโดยมากมีผมสีส้ม สีแดง ตาสีฟ้าก็จริง หากก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่เป็นพวกผมเงินตาเทา มีเชื้อสายผสมจากชนเผ่าทางตอนเหนือของนอร์เดน ไม่ใช่เรื่องผิดประหลาดแต่อย่างใด

จาร์ลพบว่าตั้งแต่เล็กจนโตแทบไม่มีสตรีใดสนใจยื่นไมตรีให้เขาก่อน และเขาเองก็ไร้คารมคมคายจะไปรุกเร้าเข้าหา ทุกนางมองผ่านเขาเหมือนอากาศธาตุ จนแม้เลื่อนฐานะ มีเงินจับจ่ายพอตัวก็ยังเป็นเช่นเดิม ภรรยาที่ตบแต่งอยู่กินนั้นก็ได้มาแบบฝืน ๆ นางไม่ได้ชอบเขาและเขาไม่ได้นึกรักนาง

กระทั่งขึ้นเรือมาได้สบตาฮันน่า นางโลมชั้นสูงผู้งามร่ำลือไปทั้งเอียโลและทั่วคาบสมุทรนอร์เดน หัวใจเขาก็เต้นไม่เป็นจังหวะ แค่ริมฝีปากแดงประหนึ่งกลีบกุหลาบคลี่ยิ้มอ่อน ๆ ให้ก็เพียงพอที่เขย่าหัวใจอันชืดชาให้สั่นไหว นางเรียกขานชื่อเขาอย่างไพเราะ แสดงท่าทางชัดเจนว่าพึงใจเขามากกว่าคนอื่นในเรือ

บางคนว่านางมาจากซาร์กอน บ้างก็ว่านางไม่เหมือนผู้หญิงอนาโตเลีย เหมือนพวกที่มาจากโบเรติสมากกว่า หากจะมาจากที่ใดก็ตาม สำหรับจาร์ล นางมาจากสรวงสวรรค์ ทั้งงดงาม อ่อนหวาน และลุ่มลึกน่าหลงใหล จนเขาหมายใจว่ากลับไปจะไถ่ตัวนางออกมาจากหอคณิกาให้ได้

แล้วดูนางหรือ… ช่างกล้าเหลือเกินที่ขอเขาไปหาบุรุษเมืองไฟผู้นั้น ข้ออ้างของนางฟังไม่ขึ้นสักนิด มันทำให้เขาอดรนทนไม่ไหว หน้ามืดตามัวด้วยความหึงหวง ทนไม่ได้สักนิดที่คิดว่านางจะไปทอดกายพึงใจให้ชายอื่น แม้กระทั่งยามนี้ที่สยบนางเอาไว้ด้วยกำลังกาย กอดรัดนางแน่นสุดใจ จาร์ลก็รู้สึกได้ว่าใจนางกำลังล่องลอยไปที่อื่น

เสียงเอะอะตึงตังอยู่ด้านนอกทำให้จาร์ลหงุดหงิด เมื่อแง้มประตูออกไปก็เห็นไอ้พวกชาวเรือถือวิสาสะชะโงกหน้าเข้ามามอง เมื่อเห็นฮันน่านอนหันหลัง มีผ้าคลุมปิดสรีระอยู่อย่างหมิ่นเหม่ก็ร้องอย่างตื่นเต้นแกมโล่งอก ทำให้หัวหน้าผู้คุมสินค้ากระแทกฝ่ามือเข้าให้ เขาไม่ชอบให้ใครมาเห็นมาชื่นชมยลโฉมเนื้อตัวฮันน่าทั้งนั้น

“โล่งอก ฮันน่าอยู่กับท่าน ถ้าเช่นนั้นคงเป็นนางทิลด้า”

จาร์ลกระแทกประตูปิดทันที… ไอ้พวกนี้วัน ๆ นั่งคิดหาแต่ผู้หญิงของโรอัน

“พวกมันคิดจะทำอย่างนี้ไปถึงเมื่อไร ข้าบอกท่านแล้วว่าน่ารำคาญ” ฮันน่าเอ่ยเสียงเย็นจากที่นอน

ในใจหนุ่มใหญ่เต้นระทึกเมื่อนึกถึงโรอัน… นอกจากหวงแหนฮันน่าสุดชีวิตแล้ว เขาปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่าหึงรักบุรุษฟูโอโคผู้นั้น บอกตัวเองไม่ให้คิดด้วยโรอันเป็นบุรุษเช่นเดียวกับเขา ไม่มีทางที่จะมีจิตปฏิพัทธ์ต่อกันได้

ความรู้สึกมันเริ่มจากดวงตาเช่นเดียวกับที่เขารู้สึกกับฮันน่า เมื่อสบดวงตาสีเขียวประหลาดของบุรุษเมืองไฟ หนุ่มใหญ่เมืองน้ำแข็งรู้สึกได้ว่าเพลิงจากตาคู่นั้นได้หลอมละลายก้อนน้ำแข็งหนาในใจจนกลายเป็นสายธารแห่งความปรารถนา เรือนร่างสูงผึ่งผายกำยำกับผิวเนื้อสีน้ำตาลละเอียดนั้นยิ่งทำให้ขุมขนลุกชัน หัวใจเต้นแรง อยากสัมผัส กอดรัดเคล้าเคลีย ครอบครองมิต่างกับที่เขาต้องการต่อฮันน่าสักนิด

เขาจึงยิ่งโกรธที่ฮันน่าทำทีเหมือนอยากจะปรนนิบัติโรอัน

เขาเป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆ ที่คลั่งรักทั้งบุรุษและสตรี และยิ่งเมื่อคิดว่าโรอันกำลังกอดเกี่ยวนารีใดเอาไว้ก็แทบกระอัก คณิกาบนเรือนี้มีเจ็ดนาง มีเพียงสามนางที่งดงามเฉิดโฉมดุจจันทราทอแสงแลดาริกาพริบพราย อีกสี่นางนั้นแม้งามก็งามเหมือนละอองน้ำ ชุ่มฉ่ำเพียงชั่วคราว ส่วนที่เหลือก็เป็นนางทาส และหญิงรับใช้ชั้นแรงงาน หมองมอมเหมือนผ้าขี้ริ้ว…

หากมิใช่นางงามเมืองทั้งสาม ก็คงจะเป็นอีกสี่นางที่เหลือ แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อนางพวกนั้นก็มีคนที่ต้องดูแลปรนนิบัติ… หรือโรอันจะไม่ได้พึงใจหญิงงาม พอใจแต่สาวก้นครัว

หรือเว้นแต่จะมีเพชรเม็ดงามใดซ่อนอยู่ในเรือและเล็ดลอดสายตาทุกคนไปได้

ฟ้าร้องคำรามลั่นอีกครั้ง คลื่นแรงซัดเรือโคลงเคลงหนักขึ้น ฮันน่าลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าอย่างว่องไว สายตาที่ปรายมองเขานั้นเย็นชาจนจาร์ลใจหาย มันช่างแห้งแล้งว่างเปล่าอย่างคนที่ไม่เคยรัก

วูบนั้นหนุ่มใหญ่เสียใจ สุดท้ายฮันน่าก็ไม่เคยรักเขา นางอาจจะเกลียดเขาด้วยซ้ำที่เมื่อครู่เขาใช้กำลังหักหาญน้ำใจ ทั้งที่เขาถนอมให้ค่านางมาตลอด มิทำเหมือนนางเป็นเพียงที่ระบาย ความหึงหวงอันร้ายกาจทำให้เขาหน้ามืดตามัว

“ท่านจาร์ลไปกับข้าเถิด” นางเดินมาจับมือเขา “ไปดูให้เห็นกับตา ทั้งข้าและท่านจะได้สบายใจ”

นางเดินจูงมือนำเขาออกไปสู่ม่านฝนด้านนอก พายุบ้าคลั่งเริ่มก่อตัวอย่างน่าวิตก จากหางตาเขาเห็นกัปตันอีริลหลบแวบเข้าไปในห้องบังคับอย่างรีบร้อนและคนในเรือวิ่งกันอลหม่าน น่ากลัวจะมิใช่เรื่องโรอันเสียแล้ว แต่คงเป็นฟ้าคำรนคำราม ลมพายุที่ทวีความรุนแรง

“เจ้าจะพาข้าไปไหน” จาร์ลหวั่นใจเมื่อเห็นนางเดินดุ่ม ๆ ไปยังทิศที่ไม่คิดมาก่อน

“ไปหาโรอันของท่านอย่างไรเล่า” จาร์ลชะงักที่นางอ่านทะลุใจ แม้เร่งรีบก็สัมผัสน้ำเสียงเยาะนั้นได้

“ไม่จำเป็น” หนุ่มใหญ่พูดอย่างตัดสินใจได้ “ข้าไม่อยากรู้อีกแล้ว ขอแค่เจ้าอยู่กับข้าก็พอฮันน่า มาเตรียมตัวรับพายุนี้เถิดยอดรักของข้า ดูแล้วนี่มิใช่พายุธรรมดาเสียแล้ว เราจักต้องรอดไปให้ได้ ข้าจะไม่ทิ้งเจ้าเด็ดขาด”

คณิกาสาวชาวซาร์กอนชะงัก หันมามองหัวหน้าสินค้าชาวเอียโลด้วยประกายตาประหลาด วูบหนึ่งเขาเห็นแววยินดีและลังเล

“ได้ แต่ข้าขอเพียงอย่างหนึ่ง ไปตามหาคน ๆ หนึ่งกับข้าก่อน”

“เจ้าหมายถึงโรอันหรือ” จาร์ลใจวูบ

“ไม่ใช่” หญิงสาวส่ายหน้า เหลือบมองฟ้าฝนแปรปรวนอย่างกังวลกึ่งตัดใจ “นางเป็นเจ้านายเก่าข้า ข้ารู้ว่านางอยู่บนเรือนี้ ข้าต้องช่วยนางให้ได้”

จาร์ลมองนางคณิกาที่ตนรักด้วยความเข้าใจมากขึ้น กระจ่างแจ้งขึ้นมายามนั้นเองว่าเรื่องโรอันเป็นเพียงข้ออ้างบังหน้าที่นางจะตามหาสตรีที่เป็นเจ้านายเก่านั่นเอง เขารู้สึกผิดเต็มหัวใจที่หลงนึกระแวงนาง

ทุกคนย่อมมีอดีต ก่อนนางจะมาเป็นหญิงงามเมือง คงเคยรับใช้ใครอยู่สักแห่งหน

“ได้สิ ไปกัน” บุรุษเอียโลพยักหน้าอย่างมั่นใจ เรียกรอยยิ้มกระจ่างและจริงใจที่สุดที่เคยเห็นจากฮันน่าระบายเต็มดวงหน้าผ่องนวลได้ทันตา

 

“เอ็งอยู่ที่นี่ใช่ไหมไอ้โรอัน” เสียงตวาดที่ทาวีญจำได้ดีว่าเป็นเสียงโปนินดังขึ้น คำเรียกขานเปลี่ยนเป็นหยาบกร้าวดุดัน เขารีบดันซีมายน์เข้าไปในมุมมืด หยิบเสื้อผ้าให้สวมทันที ดวงโคมสว่างกลับหรุบแสงริบหรี่ลงเช่นนี้คงพอถ่วงเวลาไม่ให้พวกมันมองเห็นได้อย่างน้อยก็สองสามนาที

“ไม่มีที่ไหนอีกแล้วนี่นะ เราก็หากันจนทั่ว” อีกเสียงหนึ่งสำทับ “ดูรึฟ้าฝนคลั่งถึงเพียงนี้มันกลับหนีมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ช่างไม่กลัวโรคร้ายเอาเสียเลย”

เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แสงไฟหรุบหรู่จากตะเกียงจ่อถึงมุมที่เขาอยู่ในที่สุด

“ไอ้ขี้ขลาด เอ็งถึงขั้นมาซุกหัวอย่างน่าละอายที่นี่รึ” ลูกน้องโปนินอีกคนร้อง ทาวีญแสร้งทำหน้ายอมจำนน ขณะที่โปนินยิ้มเหี้ยมเกรียม สีหน้าไม่เชื่อถือสักนิด

“เอานางออกมา” หัวหน้าผู้คุ้มเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “เอ็งเอานางคนใดมาหลับนอนถึงนี่กันแน่”

ซีมายน์มือเย็นเฉียบเมื่อแสงไฟเลื่อนจับมาถึงนาง โปนินและลูกสมุนผงะเมื่อเห็นใบหน้าที่นางรีบป้ายยางไม้อย่างเร่งด่วนจนแทบจะเรียกว่าพอกทั้งตัว ร้องอุทาน

“นี่เอ็งอดอยากถึงขั้นเอานักโทษเดนตายเป็นโรคร้ายเลยรึ ไม่มีหญิงใดที่เอ็งต้องการอีกแล้วหรืออย่างไร”

ฟ้าผ่าเปรี้ยงส่งเสียงกัมปนาทอีกครา เสียงวัตถุหนักตกเปรี้ยงกระทบพื้นเรือ ตามด้วยกรีดร้องระงมจากด้านบนดังขึ้นทำให้ลูกสมุนชะงัก

“เสาเรือหัก ท่าจะแย่แล้ว พวกเราขึ้นไปช่วยข้างบนดีกว่า อย่าอยู่ตรงนี้นานเลย”

ยังไม่ทันที่ใครจะพูดสิ่งใด ก็มีเสียงวิ่งตึก ๆ ตามลงมา ตามด้วยเสียงแหลมของอาญญ่า

“นี่น่ะหรือหญิงของเจ้า สตรีผู้เป็นโรคร้ายหน้าตาอัปลักษณ์นี่น่ะหรือ”

“ถ้าอย่างนั้นเอ็งก็ต้องติดโรค” โปนินคิดขึ้นมาได้ “เหตุใดจึงไม่มีอาการโรคเลยเล่า”  เขาสืบเท้าเข้าไปใกล้ ยื่นดวงไฟเพื่อให้เห็นหน้าพุพองปุปะชัดเจน

“เอ็งคิดจะทำอันใดกันแน่โรอัน” หัวหน้าผู้คุมนักโทษหรี่ตา “เอ็งคิดจะช่วยนางรึ”

“ข้าสงสารนาง” ทาวีญรีบพูด “โรคที่เป็นนั้นร้ายแรงนัก อีกไม่นานนางคงต้องตาย ข้าจึงมาอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยกับนาง ดูแลนาง”

“แล้วเจ้าไม่กลัวติดโรคหรืออย่างไร” อาญญ่าร้อง สีหน้าหวาดกลัว

“ไม่กลัวหรอก มิได้สัมผัสกันคงไม่เป็นไร ดูเถิด ข้าก็ยังสบายดี”

“เอ็งแน่ใจได้อย่างไรว่ามิได้รับเชื้อ” สมุนโปนินอีกคนท้วง ขณะที่คนที่เหลือลังเล เหลือบมองไปด้านบนด้วยความหวั่นหวาดสถานการณ์พายุ

“รีบไปกันเถอะ อย่าไปสนใจมันเลย” ดวงตาอาญญ่าเป็นประกายประหลาดวูบหนึ่ง ทาวีญนึกรู้ทันใด คณิกาสาวกำลังช่วยเขา ไม่ว่านางจะปะติดปะต่อเข้าใจว่าอย่างไร แววตานั้นบอกให้รู้ว่านางตั้งใจช่วย

“เราจะพาลติดโรคกันหมด ไปเถอะ รีบไปเถอะท่าน ไปดูข้างบนดีกว่า” อาญญ่าออกคำสั่งกลาย ๆ ทำให้โปนินเริ่มคล้อยตาม หน้าตาปุปะและกลิ่นชวนคลื่นเหียนนั้นรุนแรงนัก

ซีมายน์ผ่อนลมหายใจพรูเมื่อคณะของโปนินหันหลังเตรียมขึ้นบันไดกลับไป เสียงฟ้าร้องบ้าคลั่งและเรือที่โยกไหวจนหัวสั่นหัวคลอนทำให้พวกมันกลัว ความเป็นความตายรายล้อมอยู่รอบเรือ เรื่องของนางคงไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้

หากมิทันได้สบายใจได้นานเกินชั่วลมหายใจ เสียงฝีเท้าย่ำบันไดก็กลับมาอีกครั้ง มีแสงคบเพลิงสว่างเรืองนำหน้า นางเห็นคนสองคนวิ่งสวนกลุ่มโปนินลงมา เมื่อแสงจ้านั้นหยุดตรงหน้า นักโทษสาวก็ขนลุกเกรียว

“เจ้าหญิง เจ้าหญิงของหม่อมฉันจริง ๆ ด้วย”

เอดิน่า… ซีมายน์ตระหนก นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

“ไปกับหม่อมฉันนะเพคะ หม่อมฉันจะช่วยเจ้าหญิงเอง” นางฉุดมือซีมายน์ทันทีท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคน โปนินรู้สึกตัวเป็นคนแรก เขารีบร้องสั่งการทันที

“เจ้าหญิงอะไรวะ เฮ้ย จับมันให้หมด”

 

เชิงอรรถ : 

(1) ไฟรน์ เป็นคำเรียกให้เกียรติสุภาพสตรีในภาษาเอียโล

Don`t copy text!